ไป๋ฝูฉวีมิรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นนางมิเคยเห็นอานหยางระเบิดความโกรธเช่นนี้มาก่อน ภาพที่เห็นตรงหน้าจึงทำให้หวาดกลัวขึ้นมาโดยมิรู้ตัว
แต่ความหวาดกลัวนี้ยิ่งทำให้อานหยางเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเขาเตะแรงขึ้นเรื่อยๆ หากสาวใช้ชราสองคนมิเข้ามารั้งตัวเอาไว้เสียก่อนเกรงว่าไป๋ฝูฉวีคงโดนอานหยางเตะจนตายไปแล้ว
ไป๋ฝูฉวีงอตัวเป็นก้อนกลมด้วยความเจ็บปวดแต่อย่างไรนางก็ไม่ต้องการมาตายเช่นนี้ แม้จะเจ็บปวดเพียงใดนางก็ต้องกล่าวแก้ต่างให้ตัวเอง “ศิษย์พี่หยาง มันมิได้เป็นอย่างที่ท่านคิด...”
“มิใช่เยี่ยงนั้นแล้วมันเป็นเยี่ยงไรเจ้าแค่ผู้เดียวสามารถให้กำเนิดบุตรได้อย่างนั้นหรือ?!”
บนโลกนี้เกรงว่าคงมิมีบุรุษใดที่ชื่นชอบการโดนสวมหมวกเขียวอานหยางได้ยินไป๋ฝูฉวีกล่าวแก้ตัว ความโกรธที่มีก็ยิ่งเหมือนพระพุทธองค์ที่ละโลกไปจุติบนสวรรค์เขาผละตัวจากสาวใช้ชราด้วยแรงมหาศาล การเตะครั้งนี้ตรงเข้าไปที่ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีอย่างจังทำให้ฟันที่อยู่ในปากของนางหักไปหลายซี่
ไป๋ฝูฉวีกระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บปวดนางขดตัวอยู่ที่พื้นราวกับปลาขาดน้ำ
“สตรีแพศยา!”
“หยางเกอเอ๋อร์ระงับโทสะลงหน่อยข้ามีอะไรบางอย่าง ยังมิสายไปที่เจ้าจะรู้”
นายหญิงเฉินชมใบหน้าที่เต็มไปด้วยสีสันของอานหยางคิดว่าความโกรธนี้ควรจะเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยถึงจะน่าดู นางให้สัญญาณมือสาวใช้ที่อยู่ข้างกายก็เอ่ยเรื่องที่บรรดาขอทานมาทวงคืนสะใภ้ถึงหน้าประตูจวนตระกูลอานเมื่อเอ่ยถึงสัญลักษณ์พิเศษบนร่างกายของไป๋ฝูฉวี ไป๋ฝูฉวีก็แทบจะวิ่งออกไปอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว
ไป๋ฝูฉวีนอนขดตัวอยู่บนพื้น นางหวาดกลัวยิ่งนักรู้สึกราวกับสายตาของผู้คนทั้งจวนแห่งนี้จับจ้องมาที่ตน บ้างก็ตกใจ บ้างก็เย้ยหยันบ้างก็โกรธ และบ้างก็สับสน
“ข้า...” นางยังอยากเอ่ยต่อ แต่กลับได้ยินเสียงคำรามด้วยความโกรธของอานหยางเสียก่อน“เจ้าอยากแก้ตัวอะไรอีก? หรือเจ้าจะบอกว่าเด็กทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของข้าจริงๆอย่างนั้นหรือ? ได้สิ ได้ ในเมื่อพูดเช่นนั้น เจ้ากล้าพิสูจน์สายเลือดกับข้าหรือไม่?”
ไป๋ฝูฉวีร่างกายสั่นเทา นางมิเอ่ยตอบ
ใจของนางรู้ดีว่าเด็กคนนั้นมิใช่บุตรของอานหยางแล้วนางจะนำความกล้าจากที่ใดไปพิสูจน์สายเลือดกัน?
เพียงแต่นางมิอยากตายจริงๆ ไป๋ฝูฉวีมองอานหยางพร้อมหยาดน้ำที่รินไหลจากดวงตาทั้งสองข้างคำพูดนับพันดังก้องเข้ามาในหัวของนางทว่ายังมิทันได้กล่าวออกมาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของอานฮูหยินดังมาจากด้านนอก
เสียงร้องของนางเต็มไปด้วยความสับสนแต่ด้วยความสับสนนี้ทำให้อานฮูหยินมิรู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใดนางหยิบแจกันดอกไม้ที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมาก่อนขว้างมันออกไป โดนศีรษะของไป๋ฝูฉวีเต็มแรง
ไป๋ฝูฉวีรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะของตนต่อมาภาพที่อยู่เบื้องหน้าก็พร่ามัวกลายเป็นฉากสีแดง สติหายไปจากร่างกายอย่างรวดเร็ว
สิ่งสุดท้ายที่นางได้ยินมีเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันของอานหยางเสียงร้องของเด็กทารกค่อยๆ เบาลง อานฮูหยินได้สติกลับมาจากเสียงกรีดร้องอีกทั้งยังมีเสียงแนะนำของนายหญิงเฉินดังอยู่ข้างๆ
ไป๋ฝูฉวีมิรู้ว่าเพราะเหตุใดเรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้นางค่อยๆ ไตร่ตรอง เรื่องทั้งหมดน่าจะเป็นแผนการของนายหญิงเฉิน
แต่คิดอย่างไรนางก็คิดไม่ออก เหตุใดนายหญิงเฉินถึงรู้เรื่องนี้ได้เล่า?
กระทั่งวันตายนางก็คงมิอาจได้รู้ความจริงว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอ
ศีรษะของไป๋ฝูฉวีแตกเพราะอานฮูหยิน ทว่าดวงของนางก็ยังถือว่าแข็งพอสมควรนางยังไม่ตาย
แต่หากพูดให้ชัดเจนก็คืออานหยางไม่อนุญาตให้นางตาย
เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลอานถูกเผยออกไปทุกคนไม่เข้าใจว่าไป๋ฝูฉวีตั้งท้องกับขอทานได้อย่างไร แต่นั่นมิได้เป็นสิ่งสำคัญอะไร \
ทุกคนรู้ว่าตระกูลอานโดนสวมหมวกเขียวครั้งใหญ่แต่ในฐานะที่เป็นนายน้อยของตระกูลอาน จึงโยนเด็กน้อยทั้งสองที่ไม่ใช่บุตรของตนออกไปจนตาย
แม้ด้านนอกจะพากันกล่าวว่าเด็กทั้งสองตายตั้งแต่ยังเยาว์แต่จะมีใครบ้างเล่าที่ล่วงรู้ความจริงของเรื่องราวอันแสนบิดเบี้ยวนี้?
ตระกูลอานไร้ทายาทสืบทอดแล้ว เพราะการถูกโจมตีครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ทำให้อานฮูหยินมีอาการคล้ายกับวิปลาสไป เดิมทีนายท่านอานก็มีความคิดที่จะรับอนุภรรยาอยู่แล้วจากนั้นระยะเวลามิถึงเดือนก็รับอนุภรรยารูปงามเข้ามาถึงสามคนตั้งแต่นั้นก็มิเคยเข้าห้องนอนฮูหยินของตนอีก
อานหยางอารมณ์รุนแรงขึ้น ทว่าไป๋ฝูฉวีกลับได้สมดังใจปรารถนา...อานหยางให้ไป๋ฝูฉวีเป็นสาวใช้ประจำตัว
อานหยางมิอาจมีเส้นทางของบุรุษได้อีกแต่กลับรับไป๋ฝูฉวีมาเป็นเมียบ่าว... ช่างเป็นรสชาติเปรี้ยวหวานขมเผ็ด และมีเพียงไป๋ฝูฉวีผู้เดียวเท่านั้นที่รู้
ทว่ามิว่านางจะคิดอย่างไรก็มิอาจรู้ได้ว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังฉากทั้งหมดนี้อีกทั้งยังมิรู้เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ด้วย
ความทรงจำของเยี่ยนเจาเจาก็หยุดอยู่ที่หอตำราเช่นกัน
ตอนนั้นอานหยางจับมือนาง เห็นได้ชัดเจนว่านางขัดขืนแต่จู่ๆ ก็รู้สึกมึนศีรษะมากขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกของเยี่ยนเจาเจาสัมผัสได้ว่ากลิ่นแปลกๆที่อยู่รอบตัวนี้มีปัญหา แต่ชั่วเวลาที่นางหมดสตินั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว เหมือนว่านางจะขัดขืนไปเพียงสองครั้งก็เกิดอาการเวียนศีรษะหลังจากนั้นในสมองก็กลายเป็นภาพขาวโพลน
ต่อมาความทรงจำของนางก็อยู่ในสภาวะสับสนราวกับว่ามีคนนำร่างของนางโยนลงไปในถุงกระสอบ หูได้ยินเสียงตึงๆ ตังๆ ดังอย่างวุ่นวายและดูเหมือนมีคนกำลังลูบคลำร่างกายของตน รวมไปถึงใบหน้าเช่นกัน
เมื่อนางได้สติขึ้นมาก็รู้สึกว่าปวดร่างกายไปหมดมือและเท้าไร้เรี่ยวแรง จมูกรู้สึกแสบร้อนและมีเลือดกำเดาไหลออกมาตลอดเวลา
นางโดนยัดเข้ามาในหีบราวกับเป็นหุ่นเชิดไม้มิมีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้แม้แต่น้อย
เยี่ยนเจาเจาขยับนิ้วมือของตนไม่ได้ในหัวของนางก็ยังรู้สึกมึนงงเมื่อนึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอานหยางอย่างละเอียดก็รู้สึกได้ว่า ตัวปัญหาน่าจะมาจากถุงหอมนั่น
มิใช่เพียงถุงหอม ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมนั้นล้วนมีปัญหาทั้งหมดและดูเหมือนว่ามันจะพุ่งเป้ามายังนาง
เช่นนั้นคนที่พุ่งเป้ามาที่นางเป็นใครกันแน่?
เยี่ยนเจาเจาปฏิเสธอานหยางไปแล้วอานหยางเองก็มิได้มีความกล้าและความสามารถมากพอที่จะจับตัวนาง และยังใช้ยาแปลกๆนี้ด้วย
ในเมื่อไม่ใช่อานหยางเยี่ยนเจาเจาจึงนึกสงสัยว่าเป็นคนใกล้ตัวของชิงเหออ๋องและฝูอ๋อง
การจับตัวนางเอาไว้ตอนนี้ มีเหตุผลเพียงสองข้อเท่านั้น
ประการแรกคือรู้ว่าสลักกุญแจเชียนจีอยู่ในมือของนางดังนั้นจึงได้ลักพาตัวนางมาตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวผู้ใด เหตุผลเพราะต้องการสลักกุญแจเชียนจีการลูบคลำบนร่างกายของนางเมื่อสักครู่นี้ก็น่าจะเป็นการค้นหาอะไรบางอย่าง ซึ่งมันประจวบเหมาะกับการค้นหาสลักกุญแจเชียนจีพอดี
ประการที่สองก็คือเพราะรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางจึงจับตัวนางมาเพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองท่านป้าและท่านแม่ของนาง
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดสถานการณ์ความปลอดภัยของเยี่ยนเจาเจาก็ยังมั่นคงอยู่เพราะพวกเขาต้องการหนทางในการตามหาสลักกุญแจเชียนจีที่เยี่ยนเจาเจาเหลือเอาไว้หรือไม่ก็ใช้นางเพื่อเป็นตัวล่อ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็มิจำเป็นต้องกังวลมากเกินไปชีวิตของนางยังปลอดภัยอย่างแน่นอน
แต่ปัญหาที่นางคิดมาก่อนก็คือไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนของใครคนผู้นั้นจะต้องมีเส้นสายอยู่ในสถานศึกษาตระกูลหยวนเป็นแน่ ทว่าเส้นสายที่ว่านั้นคือใครกัน?
ก่อนหน้านี้อาจจะยังมิเข้าใจ แต่ยามนี้คำตอบนั้นได้ปรากฏออกมาแล้ว
มีความเป็นไปได้สูงว่าคนผู้นั้นคือหลี่ฮ้วน
หากมิใช่หลี่ฮ้วน แล้วใครจะกระตุ้นอานหยางให้ตกเป็นเป้าจนอานหยางเกิดความมั่นใจในการกระทำในเวลาเช่นนี้อาศัยช่วงเวลาที่หนานหมิงเหอมิอาจอยู่ข้างกายแล้วลักพาตัวนางออกมาได้?
ยิ่งไปกว่านั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลผู้นี้จะต้องเป็นผู้ที่รู้เรื่องราวของสถานศึกษาตระกูลหยวนไม่น้อยรู้ว่าเยี่ยนเจาเจามีองครักษ์ลับประจำตัวหากมิใช่ตอนที่หนานหมิงเหอใช้เวลาอยู่กับนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ พวกเขาก็ไม่สามารถหาช่องว่างเพื่อลงมือได้
เช่นนั้นจึงเป็นหลี่ฮ้วนอย่างมิต้องสงสัย
หลี่ฮ้วนถือเป็นบุคคลหนึ่งที่เยี่ยนเจาเจามิเคยเข้าใจมาตลอด
ก่อนหน้านี้นางคิดมานานว่าหลี่ฮ้วนบุกโจมตีเพื่อสิ่งใดเดิมทีนางคิดว่าเพราะสลักกุญแจเชียนจี แต่หลังจากนั้นนางก็คิดว่าไม่ใช่ และตอนนี้นางก็คิดว่าเรื่องน่าสงสัยทั้งสองเรื่องมีความเป็นไปได้ว่าอาจหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว
ระหว่างที่นางกำลังคิด ด้านนอกก็มีเสียงกระทบกันของอาวุธดังขึ้น
เพราะปัญหาเรื่องยาประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางจึงอ่อนด้อยลง ทำให้มิสามารถฟังออกได้อย่างชัดเจนว่าด้านนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ทว่านางสัมผัสได้ว่าการเคลื่อนไหวที่อยู่ใกล้ตัวนางหยุดลง
ไม่นานหลังจากนั้น เยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกร่างกายสั่นสั่นคลอนขึ้นมาอีกครั้งนางรู้ดีว่ามิอาจให้ผู้อื่นล่วงรู้จุดอ่อนของตนได้ นางจึงหลับตาทั้งสองข้างลงทำท่าทางราวกับกำลังอยู่ในอาการหลับใหล มิเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
น่าเสียดายที่พวกยาถอนพิษและของใช้อย่างอื่นที่นางมักพกติดตัวอยู่เสมอถูกโยนทิ้งไปหมดแล้วจากการถูกค้นตัวตอนนี้นางจึงมิต่างอะไรไปจากปลาที่อยู่บนเขียงรอให้ผู้อื่นสังหาร
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาสัมผัสได้หีบขนาดใหญ่ที่บรรจุตนเอาไว้ด้านในถูกเปิดออก หูของนางได้ยินเสียงกระซิบกระซาบมันเหมือนกับเป็นการสื่อสารที่ซับซ้อนและดูคลุมเครือเป็นอย่างมาก
พวกเขาเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเยี่ยนเจาเจามิอาจฟังรหัสลับนี้ออกและยังเชื่อมั่นในยาของตนยิ่งนัก จึงมั่นใจว่าเยี่ยนเจาเจายังคงมิได้สติ
สัมผัสได้ถึงแสงที่ลอดผ่านเข้ามาตรงหน้าจากนั้นก็มีบางอย่างที่นุ่มนวลอีกทั้งยังเย็นยะเยือกสาดลงบนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจารีบกลั้นหายใจ แต่ก็มิได้ผลเท่าไรนักเยี่ยนเจาเจายังมิทันได้รู้ว่าสิ่งที่สาดโดนใบหน้าของตนนั้นคือสิ่งใด นางก็ตกอยู่ในความมึนงงอีกครั้ง
หลังจากนั้นหีบก็ถูกปิดลงเยี่ยนเจาเจารู้เพียงว่าหีบถูกยกขึ้นและย้ายออกไป จากนั้นตนก็ตกอยู่ในภาวะหลับใหลอีกครั้ง
ต่อมาช่วงเวลาอันแสนยาวนานล้วนเป็นเช่นนี้เวลาส่วนใหญ่ของเยี่ยนเจาเจาอยู่ในความขมุกขมัว บางครั้งนางก็รู้สึกได้ว่ามีคนนำอาหารและน้ำมาป้อนเพื่อยืนยันว่านางมิได้หมดสติจนตายไปแล้ว
ระหว่างวันสามารถฟื้นขึ้นมาได้คือตอนที่มีคนเข้ามาปลุกบอกว่าถึงช่วงเวลาปลดทุกข์ของนาง
แต่แม้ว่านางจะตื่นอยู่แต่มือและเท้ากลับไร้เรี่ยวแรง จำต้องให้คนเข้ามาช่วยพยุงร่างกายถึงจะสามารถประคองตัวให้ยืนขึ้นมาได้
เดิมทีพวกที่เข้ามารับใช้ก็มีการสลับหมุนเวียนแต่ตอนนี้เมื่อเยี่ยนเจาเจารู้สถานการณ์ของตนแล้ว จึงพยายามทดสอบเส้นความอดทนคนเหล่านี้โดยการเลือกใช้สถานการณ์ของตนอย่างระแวดระวัง
ก่อนหน้านี้นางรู้ดีว่าชีวิตของตนนั้นปลอดภัยมิจำเป็นต้องกังวลในตอนที่นางได้รับความช่วยเหลือให้ทำการปลดทุกข์อีกครั้ง นางจึงค่อยๆส่งยิ้มให้กับองครักษ์ลับประจำตัวที่อยู่ไม่ไกล
“พวกเจ้าจับข้ามาย่อมรู้แล้วว่าข้าเป็นใครข้าเป็นคนบอบบางและไร้เรี่ยวแรงมาตั้งแต่เด็ก ยามนี้กลายมาเป็นเชลยของพวกเจ้าแล้ว เช่นนั้นก็ช่วยเปลี่ยนองครักษ์เป็นผู้ที่ถูกใจมากกว่านี้สักหน่อยจะได้หรือไม่การสลับคนไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้มันน่าเบื่อหน่ายข้ารู้สึกมิคุ้นชินเอาเสียเลย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาเผยความอบอุ่นและความเย่อหยิ่งที่มีตั้งแต่กำเนิดของนางแม้ว่าจะซีดเซียวไปบ้างหลังจากที่ไม่โดนแสงอาทิตย์มาหลายวัน ทว่ารอยยิ้มของเยี่ยนเจาเจาก็ยังงดงามไร้ที่ติ
แม้ตนจะตกเป็นเชลย แต่ก็ดูเหมือนนางจะมิมีความเกรงกลัวหรือการถ่อมตัวน้ำเสียงที่กล่าวก็ชัดเจนในฐานะเชลย ความขัดแย้งกันนี้รวมเข้าหากัน ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่น่าประหลาดใจ