บทที่ 10 เด็กแก่แพ้ไม่ได้
ลู่เฉิงเฟิงขับรถไปที่ห้างสรรพสินค้า เขาต้องไปบ้านของตระกูลซูซึ่งเขาไปมือเปล่าไม่ได้
ตระกูลซูไม่ได้ขาดเงิน และของขวัญทั้งหมดถือว่าไม่มีค่า แต่มันถือว่าเป็น้ำใจ
ผู้เฒ่าของตระกูลซูมีอายุมากแล้วและชื่นชอบฝึกฝนสมองในยามว่างดังนั้นลู่เฉิงเฟิงจึงซื้อหมากล้อมคุณภาพสูงให้เขา
ซูหนานชิงเพียงแค่ให้ไวน์และชาก็พอ
สำหรับแม่ของซูอี้จวินการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามให้ก็ไม่มีอะไรผิด
หลังจากช้อปปิ้งแล้วลู่เฉิงเฟิงก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาซูอี้จวิน เขาและเธอแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อกันเมื่อคืนนี้
ลู่เฉิงเฟิงขับรถไปที่บ้านของตระกูลซู
ซูอี้จวินกำลังรออยู่ที่ประตูเพราะตอนนี้เธอเป็แฟนของลู่เฉิงเฟิงแล้ว
ซูอี้จวินยังคงกังวลมากเมื่อเห็นลู่เฉิงเฟิงจอดรถของเขาและเดินมาพร้อมกับของขวัญ
แม้เธอจะรู้ว่าลู่เฉิงเฟิงจะไม่ทำร้ายเธอ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวเมื่อนึกถึงฉากการสังหารอย่างเฉียบขาดของเขาเมื่อคืนนี้
“เสี่ยวจวิน~”
ลู่เฉิงเฟิงเดินเข้าไปหาและร้องเรียกอย่างเสน่หา
ใบหน้าสวยของซูอี้จวินแดงขึ้น เธอขี้อายและไม่ชินกับคำพูดแสดงความรักแบบนี้
ตระกูลซูอาศัยอยู่ในคฤหาสน์สี่ชั้น
ซูอี้จวินพาลู่เฉิงเฟิงเข้าไปและไปที่ห้องนั่งเล่น
ตระกูลซูอยู่ที่นี่ทั้งหมด
“คุณปู่ คุณลุง คุณป้า...สวัสดีครับ!”
ลู่เฉิงเฟิงกล่าวสวัสดีอย่างถ่อมตัวและสุภาพ
เขาวางของขวัญในมือลงบนโต๊ะกาแฟ “นี่คือน้ำใจเล็กน้อยจากผมครับ”
ซูหนานชิงชี้ไปที่โซฟาข้าง ๆ เขา “นั่งลง”
“ขอบคุณครับคุณลุง”
ลู่เฉิงเฟิงเดินไปนั่งลง หันหน้าไปเผชิญกับสายตาที่พินิจพิเคราะห์ของตระกูลซู
ซูหนานชิงพูดขึ้นว่า “ฉันได้ยินอี้จวินพูดถึงเื่ของเธอมาบ้างแล้วแต่บางสิ่งยังไม่ชัดเจนนัก”
“ไม่ทราบว่าคุณลุงอยากรู้เื่ใดเพิ่มเติมครับ?”
“ฉันได้ยินมาจากอี้จวินว่าเธอเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและตอนนี้กำลังทำงานที่เทียนซือกรุ๊ป?”
ลู่เฉิงเฟิงพยักหน้า “ใช่ครับ ผมเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็ผู้จัดการทั่วไปเมื่อเช้านี้ แค่วันนี้ผมยังไม่มีเวลาไปบริษัท”
ซูหนานชิงและคนอื่น ๆ ดูประหลาดใจ
“มีหนังสือนัดหมายเลื่อนตำแหน่งออกมาแต่ไม่ได้ไปบริษัท?”
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มและพูดว่า “มันก็แค่ผมได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้จัดการทั่วไป เมื่อเทียบกับเสี่ยวจวินและพวกคุณแล้ว ผมไม่คิดว่ามันสำคัญขนาดนั้น”
ซูหนานชิงและทั้งครอบครัวของเขาดูตกตะลึง
แค่ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปเหรอ?
ผู้ชายคนนี้ออกจะบ้าไปหน่อยไหม?
ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปนี้มีไม่กี่คนที่สามารถบรรลุมันได้จากความพยายามอย่างลำบากเืตาแทบกระเด็นมาทั้งชีวิต มีการออกจดหมายนัดแนะเลื่อนตำแหน่งแล้วแต่คุณไม่ไป กลับมาพบพ่อแม่แฟนของคุณเนี่ยนะ?
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะแสดงให้เห็นว่าลู่เฉิงเฟิงเห็นคุณค่าของซูอี้จวินและเคารพพวกเขา แต่พวกเขาก็รู้สึกว่าลู่เฉิงเฟิงทุ่มเทสมองให้กับความรักมากเกินไป
พวกเขาไม่รู้ว่าจะมีความสุขหรือจะบอกว่าลู่เฉิงเฟิงไม่เข้าใจความสำคัญของชีวิตดี?
ลู่เฉิงเฟิงพูดอย่างจริงจัง “เื่นัดหมายเลื่อนตำแหน่งยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่แล้วครับ แต่ถ้าผมไม่มาเยี่ยมพวกคุณในวันนี้ แฟนของผมอาจจะไม่ให้อภัยผมอีกเลย”
เขาใช้คอมพิวเตอร์ของฟรานซิสส่งจดหมายนัดหมายไปยังผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทียนซือ แม้ว่าฟรานซิสจะเสียชีวิตไปแล้วก็ไม่มีใครสามารถเรียกคืนนัดหมายเลื่อนตำแหน่งนี้ได้
ถัดมาซูหนานชิงและภรรยาของเขาถามลู่เฉิงเฟิงอีกสองสามคำถาม ครอบครัวเป็คนที่ไหน? มีใครอยู่ในครอบครัวอีกบ้าง? คุณเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไหนในต่างประเทศ?
ลู่เฉิงเฟิงได้เตรียมคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้มาแล้วเรียบร้อย
จนถึงตอนนี้ คนตระกูลซูค่อนข้างพอใจกับลู่เฉิงเฟิง
แน่นอนว่าเป็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าลู่เฉิงเฟิงเพิ่งหย่าร้าง หากพวกเขารู้ ผลลัพธ์คงยากที่จะคาดเดา ไม่แน่ว่าอาจถูกไล่ออกไปเลยก็ได้
ท้ายที่สุดแล้วตระกูลซูไม่ใช่ตระกูลธรรมดา พวกเขามีความกังวลมากในการทำสิ่งต่าง ๆ แฟนของลูกสาวของพวกเขาเคยหย่าร้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันย่อมไม่เป็ที่พอใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเื่นี้เสมอ
ดังนั้นลู่เฉิงเฟิงจึงไม่ได้วางแผนที่จะพูดอะไรเกี่ยวกับเื่นี้ เขามาที่นี่เพื่อตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตและเขาจะจากไปเมื่อซูอี้จวินปลอดภัย
“เสี่ยวลู่ อยู่รับประทานอาหารกลางวันกันก่อน”
จู่ ๆ ปู่ของซูอี้จวิน ซูอวิ๋นเฉียวก็พูดออกมาแล้วก็เงียบไป
ลู่เฉิงเฟิงสะดุ้งจากนั้นพยักหน้า “ได้ครับ ขอบคุณครับคุณปู่!”
“เธอเล่นหมากล้อมได้ไหม?”
ลู่เฉิงเฟิงพยักหน้า “ผมเล่นได้บ้างนิดหน่อย”
เฒ่าลั่วเป็แฟนตัวยงของหมากล้อมดังนั้นลู่เฉิงเฟิงจึงเคยเล่นหมากล้อมกับเฒ่าลั่วบ่อยมาก ดังนั้นทักษะการเล่นหมากล้อมของเขาจึงค่อนข้างดี
“เอาล่ะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่กว่าจะถึงมื้ออาหารเย็น เราจะคุยกันสักกี่เกมดีล่ะ?”
เอ่อ… คุยด้วยมือเหรอ? นี่มันค่อนข้างเป็มืออาชีพ
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มและพยักหน้า
ซูอวิ๋นเฉียวพาลู่เฉิงเฟิงไปที่ห้องหนังสือ วางกระดานหมากล้อมและทั้งสองก็นั่งตรงข้ามกัน จากนั้นก็เริ่มเล่นหมากล้อมโดยใช้กระดานหมากล้อมที่ลู่เฉิงเฟิงนำมา
ดูเหมือนว่าของขวัญที่วันนี้เขานำมาจะถูกใจของผู้เฒ่าซูไม่น้อย
ก่อนที่จะเริ่ม ซูอวิ๋นเฉียวเตือนเขาว่า “เสี่ยวลู่ อย่าปิดบังอะไรเชียวล่ะ ขอฉันดูทักษะการเล่นหมากล้อมของเธออย่างเต็มที่หน่อย”
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มและพยักหน้า
ในเกมแรกซูอวิ๋นเฉียวแพ้ไปอย่างขาดรอย
ระหว่างเล่นชายชรานั้นดูขึงขังมากอย่างกับปรมาจารย์ตัวจริงแต่ทักษะหมากล้อมของเขากลับด้อยกว่าผู้เฒ่าลั่วแบบไม่ติดฝุ่น
ลู่เฉิงเฟิงเงยหน้าขึ้นมองและพบว่าสีหน้าของซูอวิ๋นเฉียวไม่มีความสุขเลย
‘ก็คุณคือคนที่บอกให้ฉันเล่นโดยไม่ออมมือไม่ใช่รึไง? แต่พอแพ้แล้วกลับทำหน้าตาแบบนี้ซะงั้น ผู้เฒ่าคุณจะแพ้บ้างเลยไม่ได้หรือไง?’ ลู่เฉิงเฟิงแอบบ่นในใจ
ลู่เฉิงเฟิงแกล้งเป็ทำอะไรไม่ถูกและเกาหัว “คุณปู่ซู ไหนคุณสัญญาว่าจะไม่ปิดบังอะไร แต่นี่คุณปล่อยให้ผมชนะโดยตั้งใจใช่ไหมครับ?”
ซูอวิ๋นเฉียวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เสี่ยวลู่ ทักษะการเล่นหมากล้อมของคนเรามันก็เหมือนกับบุคลิกของคนคนนั้น คุณสามารถเห็นบุคลิกและกลยุทธ์ของบุคคลนั้นได้จากการเล่นหมากล้อม”
คิ้วของลู่เฉิงเฟิงขมวดเข้าหากันนิดหน่อย ‘นี่หมายความว่าเขานิสัยไม่ดีหรือเปล่า? ผู้เฒ่า คุณสู้ฉันไม่ได้และฉันก็อุตส่าห์หาคำพูดถอยให้คุณแล้ว แต่คุณกลับด่าฉันอีกเนี่ยนะ?’ เขาบ่นอยู่ในใจ
ซูอวิ๋นเฉียวกล่าวต่อ “สามารถเห็นได้จากเกมเมื่อกี้ว่าคุณโจมตีเก่งแต่ป้องกันไม่เก่ง อย่างไรก็ตาม เป็เื่ปกติที่คนหนุ่มสาวจะไม่รู้จักวิธีควบคุมตัวเอง... นี่คือข้อห้ามในสนามรบ คุณต้องรู้วิธีซ่อนตัวเองและในขณะเดียวกันคุณต้องเป็ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับเพื่อที่จะเป็ผู้ชนะคนสุดท้าย”
ลู่เฉิงเฟิงตกตะลึง ชายชราตรงหน้าเขาผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมายของจริง ไม่ต้องสังสัยเลย ชายชรามีความสามารถมากและก็แม่นยำมากในการอ่านคน เขาโจมตีเก่งที่สุดแต่เื่การป้องกันเขาไม่ถนัดจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เขาเป็นักฆ่าและสำหรับเขาการรุกคือการป้องกันที่ดีที่สุด... แน่นอนว่าเขาไม่สามารถพูดแบบนั้นออกไปได้เพราะผู้เฒ่าซูคงจะไม่คุยด้วยต่ออีกแน่
“ขอบคุณคุณปู่ซูสำหรับคำแนะนำนะครับผมจะจดจำไว้”
“เอาล่ะมาเล่นกันต่อ”
ทั้งสองยังคงเล่นหมากล้อมต่อไป
ในรอบที่สองลู่เฉิงเฟิงแพ้
ในรอบที่สามลู่เฉิงเฟิงยังคงแพ้
หลายรอบต่อ ๆ ไปผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือลู่เฉิงเฟิงแพ้
ผู้เฒ่าซูมีความสุขมาก การชนะหลายเกมติดต่อกันทำให้เขายิ้มแย้มแจ่มใสต่างจากหลังจบเกมแรกอย่างสิ้นเชิง
‘ชายชราคนนี้เพิ่งสอนให้เก็บซ่อนอารมณ์แท้ ๆ แต่อารมณ์ของคุณกลับปรากฏบนใบหน้าของคุณอย่างชัดเจนั้แ่แรกมาจนถึงตอนนี้! พอแพ้ก็อารมณ์เสีย แต่พอชนะดันยิ้มกว้างปากฉีกแทบถึงหู ช่างไม่มีจรรยาบรรณเลย…’ ลู่เฉิงเฟิงก่นด่าในใจ
แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนแก่ตัวลง นี่คือสิ่งที่คนมักเรียกว่าเด็กแก่
“คุณปู่ซูเป็นักหมากล้อมที่เก่งมาก ผมต้านทานไม่ได้เลยขอยอมแพ้จริง ๆ ครับ”
แม้ว่าลู่เฉิงเฟิงจะมีนิสัยไม่ยอมคนแต่เขาก็ยังเข้าใจวิถีของโลกปกติ ผู้เฒ่าซูหัวเราะออกมาเสียงดังกับคำเยินยอ
ซูอวิ๋นเฉียวพูดด้วยรอยยิ้ม “คนหนุ่มสาวถูกอิทธิพลจากภายนอกรบกวนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็เกมหมากล้อมหรือในวงการธุรกิจ คนหนุ่มสาวมักจะให้ความสำคัญกับหัวใจของพวกเขาเสมอ”
“คำพูดก่อนหน้านี้ของฉันส่งผลต่อเธอ ดังนั้นเธอจึงสับสนเปลี่ยนไปเป็การป้องกันมากกว่าการโจมตี”
ลู่เฉิงเฟิงกลอกตาในใจอย่างเงียบ ๆ ‘ถ้าคุณไม่ใช่ปู่ของซูอี้จวิน ฉันจะทำให้คุณแพ้แบบยับเยินจนต้องสงสัยในชีวิตของตัวเอง!’
เขายืนขึ้นและโค้งคำนับ “ขอบคุณปู่ซูสำหรับคำสอนของคุณ วันนี้ผมได้รับประโยชน์มากมายจริง ๆ”
ซูอวิ๋นเฉียวหัวเราะเต็มไปด้วยพลังและดูเหมือนจะอารมณ์ดี
เขามองดูเวลาแล้วพูดว่า “เอาล่ะตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ลงไปกินข้าวกันดีกว่า แล้วค่อยดื่มกับปู่คนนี้ทีหลัง”
ลู่เฉิงเฟิงลอบถอนหายใจ ในตอนนี้ผู้เฒ่าซูยอมรับเขาไม่น้อยแล้ว