ตี้หลิงหานถือถ้วยหยกไว้ในมือแสงของหยกหมุนเปลี่ยนสะท้อน ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความสงสัย
“อาหานเงินสามล้านตำลึงของมู่อันเหยียนถูกใช้เป็นงบประมาณของกองทัพไปแล้ว”
จู่ๆจีอู๋ซวงก็พลันเอ่ยปาก
ตี้หลิงหานเลิกคิ้ว“เจ้าเป็นคนจัดการหรือ?”
"มิใช่ เป็นตัวนางเอง"
จากนั้นจีอู๋ซวงก็ค่อยๆเล่าว่าวันนี้เกิดเรื่องใดขึ้นบ้างที่หน้าประตูหออู๋หมิงโดยไม่ข้ามแม้แต่ตอนเดียว
“อาหานข้าคิดว่าเจ้าเข้าใจมู่อันเหยียนผิดแล้วจริงๆ แม่นางผู้นั้นข้าคิดว่านางเป็นคนดียิ่ง...ข้าเองก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับนางมาบ้างเมื่อสี่ปีก่อน แม่นางผู้นั้นเป็นถึงสตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่งแห่งต้าโจวสี่ปีถัดมา หลังจากที่นางผ่านความทุกข์ทรมานที่ยากจะจินตนาการนางกลับยังสามารถหัวเราะได้อย่างสบายใจ ใจกว้าง อีกทั้งยังมีคุณธรรมในใจ ครอบครัวและแว่นแคว้นเป็นเรื่องที่ต้องมาก่อนความคับข้องใจและบุญคุณความแค้นส่วนตัวล้วนถูกนางโยนทิ้งไว้ข้างหลัง แม่นางผู้นี้มีปณิธานที่คนธรรมดาไม่มี”
จีอู๋ซวงกล่าว
ทุกคราที่นึกถึงภาพนั้นหัวใจของเขาก็พลันสั่นสะท้าน
“ครั้งมู่อันเหยียนมาเยือนหออู๋หมิงหนแรกนางจัดการสั่งสอนโจวเหอ บุตรชายของท่านโหวหย่งซินที่ใช้กำลังกลั่นแกล้งผู้อื่นและใช้ปัญญาของตนต่อกรกับจวิ้นจู่ฉู่ ข้าคิดว่านางมีสติปัญญาที่ไร้ผู้ใดเทียบเทียมเปี่ยมด้วยความรู้และความกล้าหาญ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของจีอู๋ซวงตี้หลิงหานเม้มริมฝีปาก ไม่เอ่ยคำใด
จากที่จีอู๋ซวงเปิดปากอธิบายเขาสามารถนึกภาพท่าทางของมู่อันเหยียนในขณะนั้นได้
เฮอะ...
ตกลงแล้วมู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่มีกี่บุคลิกกัน?
“อาหานเจ้าปล่อยนางไปเถิด แม้นางจะขโมยดอกบัวพันปีของเจ้า แต่นั่นเพราะเจียงจื่อเฮ่ายั่วโทสะนางก่อนภายหลังที่นางเข้ามายังจวนไท่จื่อแล้วลวนลามเจ้า นั่นก็เพราะคนใต้อาณัติของเจ้าจับบุตรชายของนางมาดังนั้นหากว่ากันตามจริง ตั้งแต่ต้นจนจบมู่อันเหยียนล้วนเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ”
ตี้หลิงหานยังคงไม่พูดคำใดแต่เมื่อจีอู๋ซวงกล่าวถึงเรื่องที่นางลวนลามเขา ใบหน้าของเขาก็เย็นยะเยือกขึ้นมาทันทีเขาพ่นเสียงเฮอะอย่างเย็นชา แผนการสกปรกทั้งหลายของนางเป็นสิ่งที่มองเพียงผิวเผินได้หรือ
แม้จีอู๋ซวงจะรู้ต้นเหตุความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมู่อันเหยียนทว่าอีกฝ่ายหารู้ไม่ว่าสตรีผู้นั้นพ่นน้ำลายใส่ปากของเขา โดยที่หลอกว่าเป็นยาพิษ!
เมื่อเทียบกับการบังคับจุมพิตและบังคับกอดในครั้งก่อนเหตุการณ์นี้ต่างหากที่ทำให้เขาอับอายอย่างแท้จริง!
แต่เขาไม่อาจพูดได้ไม่สามารถบอกให้ผู้อื่นทราบ
อีกด้านหนึ่งจีอู๋ซวงยังคงเอ่ยวาจาดีๆ ให้กับมู่อันเหยียน
“อาหาน เรื่องราวเหล่านี้ก็นับว่าช่างมันเถิด”
จีอู๋ซวงพูดขึ้นอีกครั้ง
ตี้หลิงหานได้ยินจีอู๋ซวงเอ่ยถึงเรื่องนี้อยู่เป็นนานจู่ๆ เขาก็รู้สึกอึดอัดในอกไร้หนทางระบายออก มู่อันเหยียนผู้นั้นตกลงแล้วนางใช้เสน่ห์อันใดจึงซื้อใจจีอู๋ซวงไปได้
สตรีนางนั้นไม่ว่าผู้ใดก็หาได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง! แต่เขาทราบดีนางคือจิ้งจอกน้อยแสนเจ้าเล่ห์ตัวจริง เก่งกาจในการหลอกลวงผู้คน และเมื่อทำสำเร็จนางก็จะโอ้อวดกำลังของตน
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องการบริจาคเงินสามล้านตำลึงให้กองกำลังทหารเขาก็คิดว่าในกระดูกของนางยังมีเลือดของคนตระกูลมู่ไหลเวียนอยู่
“ทำไมหรือเจ้ากล่าววาจาเพื่อนางเช่นนี้ เพราะมีใจให้นางใช่หรือไม่?”
ตี้หลิงหานมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาสอบสวนและเปล่งเสียงถามอย่างกะทันหัน
“มิใช่ จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร...”
จีอู๋ซวงไอเบาๆออกมาหนึ่งเสียง ก่อนจะโบกมือครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่หน้าตาของมู่อันเหยียนเขาก็ยังไม่เคยเห็นแล้วจะพูดเรื่องความรักได้อย่างไร?
อาหานช่วยอย่าพูดจาให้ผู้อื่นตกใจได้หรือไม่!
เขาเพียงรู้สึกประทับใจกับการกระทำของมู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่ดังนั้นจึงนำเรื่องราวมาเล่าให้อาหานฟัง เพื่อดูว่าตนจะสามารถขอความเมตตาจากองค์รัชทายาทผู้นี้ได้หรือไม่แล้วเหตุใดจึงกลายเป็นเรื่องความรักไปได้เล่า?
“เจ้ากลับไปเถิดรอจนกว่ามู่อันเหยียนจะมาถึงในวันพรุ่ง ค่อยว่ากันใหม่”
ตี้หลิงหานโบกมือเขาคร้านเกินกว่าจะคุยเรื่องนี้แล้ว
“ฟังคำเจ้า หมายความว่าเจ้ารับปากจะไว้ชีวิตนางแล้วใช่หรือไม่?”
จีอู๋ซวงรินชาให้ตี้หลิงหานพลางถามด้วยรอยยิ้มกริ่ม
ตี้หลิงหานยกถ้วยชาขึ้นถูนิ้วกับขอบถ้วย มุมปากปรากฏรอยยิ้มเฉยเมย ทั้งร่างดูแปลกประหลาดและเย็นชาจากนั้นก็ได้ยินเสียงของเขาที่กล่าวว่า “เปิ่นกงมิอาจปล่อยนางไปได้หากดูท่าทีของนางให้ดี สตรีผู้นั้น...”
ตี้หลิงหานหยุดชั่วคราว
“โรคจิตเกินไป”
ที่สุดก็พูดออกมาสี่พยางค์
“พรุ่งนี้นางจะมาที่จวนของข้าเช่นนั้นก็ต้องดูท่าทีของนางแล้วหากนางยอมก้มศีรษะอ้อนวอนขอความเมตตาและขอโทษอย่างเชื่อฟัง เปิ่นกงอาจเหลือทางออกแก่นางสักทางทว่าหากนางยังคงยโสโอหังเช่นเดิมแล้วยั่วโมโหเปิ่นกง หึ...”
เสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้นตี้หลิงหานจบประโยคไว้เพียงเท่านี้
แต่เมื่อคำพูดเหล่านี้ลอยเข้าสู่หูของจีอู๋ซวงเขากลับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“นั่นเป็นเรื่องธรรมดาแม่นางมู่หาใช่คนโง่ ตอนนี้หากนางมิอาจหาเงินสามล้านตำลึงมาจ่ายได้ ท่าทีของนางย่อมอ่อนลงอย่างแน่นอนแค่ขออภัยสักคราย่อมไม่นับเป็นอันใด ถึงยามนั้น อาหาน เจ้าก็ให้อภัยในความไร้มารยาทของมู่อันเหยียนอย่างไม่เห็นแก่ตัวและมีน้ำใจเถิดเช่นนี้ก็มิใช่ว่าปรองดองกันได้แล้วหรือ?”
จีอู๋ซวงมีความคิดที่ยอดเยี่ยมจริงๆแต่มิอาจไม่กล่าวว่า ความเข้าใจที่เขามีต่อฮวาเหยียนนั้นยังไม่ลึกซึ้งพอ
มู่อันเหยียนสตรีผู้นั้น หากนางเกลียดใครสักคน ไม่มีเหตุผลที่นางจะยอมปรองดองอย่างง่ายดายเช่นนั้นแน่นอน
คิดจะให้นางขอโทษให้นางยอมแพ้หรือ?
เฮอะ คงต้องเป็นชาติหน้าแล้ว!
ขณะเดียวกันฮวาเหยียนซึ่งครุ่นคิดมาทั้งช่วงสาย ที่สุดนางก็ตัดสินใจได้...
นางต้องไปสำรวจจวนไท่จื่อในยามวิกาล!
นางเกิดมาเป็นเทพแห่งหัวขโมยการขโมยของบางสิ่งนับว่าง่ายดายดั่งปอกกล้วยเข้าปาก ในเมื่อวันนี้นางมิอาจหาเงินสามล้านตำลึงมาได้เพียงคิดว่าวันพรุ่งที่นางไปยังจวนไท่จื่อต้องถูกเขาทำให้อับอายอย่างไร ทั้งยังต้องพาบิดากับพี่ใหญ่ไปเพื่อรองรับอารมณ์นางก็รู้สึกอึดอัดใจเกินทนแล้ว
เพราะเกิดสงครามที่ชายแดนบิดากับพี่ใหญ่ตระกูลมู่ล้วนมิได้กลับมาตลอดทั้งช่วงสาย ดวงตาของนางมองสีของท้องนภาที่มืดครึ้มลงเรื่อยๆจนถึงเวลารับประทานอาหาร พี่ใหญ่ก็ให้คนส่งจดหมายมาบอกว่า คืนนี้เขากับบิดามิอาจกลับจวนได้ต้องพักค้างคืนในวังเพื่อหารือเรื่องสงคราม และบอกให้พวกนางพักผ่อนโดยเร็ว
เพียงฮวาเหยียนเห็นจดหมายนี้นางพลันคิดว่าเนื่องจากปัญหาชายแดนฮ่องเต้ต้องทรงหารือกับเหล่าขุนนางตลอดทั้งคืนเป็นแน่ ตอนนี้ชาวหูกับแคว้นซางร่วมมือกัน ดังนั้นแคว้นต้าโจวต้องตัดสินใจว่าจะขับไล่หรือปราบปรามกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเหตุให้ต้องหารือกันข้ามคืน และคอยตามติดสถานการณ์สงครามทางชายแดนเพื่อตัดสินใจ
ช่างเหมาะเจาะนัก...
ในฐานะองค์รัชทายาทโอกาสที่สำคัญเช่นนี้ ตี้หลิงหานย่อมต้องอยู่ในวังเป็นแน่!
คืนนี้เป็นเวลาดีที่สุดในการไปยังจวนไท่จื่อเพื่อขโมยสัญญาดูเหมือนว่าสวรรค์ได้มอบโอกาสอันดีแก่นางแล้ว
ขอเพียงสัญญาฉบับนั้นหายไปต่อให้ตี้หลิงหานมีกี่ร้อยปากก็มิอาจทำอันใดนางได้
ราตรีกาลมาเยือนฮวาเหยียนกล่อมหยวนเป่าให้นอนตั้งแต่เนิ่นๆ แสงจันทร์สาดส่องต้นหลิวพัดปลิว ณจวนอ๋องมู่ ฮวาเหยียนแต่งกายในชุดสีดำ นางดับเทียนในจวนทุกเล่ม ยืนอยู่ท่ามกลางสีท้องฟ้าในยามราตรีทั้งร่างดั่งหลอมรวมเข้ากับความมืดมิด นางสวมผ้าปิดบังใบหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เยือกเย็นเปี่ยมรังสีสังหาร
ราตรีคืออำนาจของนาง
การขโมยคือจุดแข็งของนาง
ผืนนภายามค่ำคืนอันกว้างใหญ่ร่างของฮวาเหยียนหลอมรวมเข้ากับราตรีแสนมืดมิดนางเป็นดั่งแมวเสือดาวแห่งราตรีกาลพุ่งตรงไปยังจวนไท่จื่อ
ท้องถนนเงียบสงัดแสงจันทร์สาดส่อง ต้นไม้และบ้านเรือนทอดเงากระจัดกระจายลงบนพื้น
ฮวาเหยียนเร่งรีบไปยังจวนไท่จื่อด้วยทักษะการปกปิดตัวตนอันยอดเยี่ยมของนางหมายมั่นว่าคืนนี้จะต้องขโมยสัญญาฉบับนั้นมาให้จงได้
...
ในขณะเดียวกันณ ห้องหนังสือของจวนไท่จื่อ
ตี้หลิงหานยืนอยู่หน้าภาพวาดเป็นเวลานานตัวละครในภาพวาดราวกับมีชีวิต งดงามสมจริงยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดได้เห็นก็ต้องเอ่ยปากชมว่ายอดเยี่ยมสักคำ
เห็นเพียงบุรุษในภาพวาดที่เย็นชาและสูงส่งย่อมต้องเป็นเขาส่วนสตรีที่ถือถ้วยชาอย่างสุภาพย่อมต้องเป็นมู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่ กระทั่งตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าตนวาดภาพเช่นนี้เพื่ออันใดแม้จะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไร้สาระ ทว่าแค่มองก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาก
อั้นจิ่วทำงานได้ดีกรอบรูปก็ดียิ่ง แขวนไว้ในห้องหนังสือเช่นนี้ มองดูแล้วทำให้จิตใจเบิกบานนัก