นทีไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรเพียงแค่เหยียบคันเร่งออกไปเรื่อยๆ หญิงสาวข้างกายเอาแต่ก้มหน้า น้ำตาคลอเบ้าเสียงฝนกระแทกกระจกดัง เปาะแปะ กลบความเงียบระหว่างทั้งสอง
“จะให้ไปที่ไหนครับ?”เขาถามเสียงทุ้ม
เธอส่ายหน้าเบาๆ เสียงสั่น “...ที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ตรงนี้”
ในหัวของนทีมีคำถามมากมายวนเวียนอยู่
เธอเป็ใครกันแน่?
ทำไมถึงร้องไห้จนหมดแรงได้ขนาดนี้?
เกิดเื่อะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า?
แต่เมื่อเขามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น…แววตาที่ขุ่นมัวไปด้วยน้ำตาและเ็ปจนเกินกว่าจะเอ่ยคำใดมันก็ทำให้นทีเลือกที่จะเงียบ ไม่อยากซ้ำเติมด้วยคำถามที่อาจบาดลึกลงไปกว่าเดิม
แทนที่จะพูดอะไรเขาเพียงเอื้อมตัวไปที่เบาะหลัง มือใหญ่คว้าผ้าขนหนูผืนสะอาดที่เขามักจะติดรถไว้เสมอเผื่อเวลาออกกะดึกหรือเปียกฝนในคืนกลับบ้านช้า
เขาส่งผ้าขนหนูนั้นไปให้เธออย่างเงียบๆสายตาที่มองยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เอาไว้เช็ดผมหน่อยครับ เดี๋ยวไม่สบาย”น้ำเสียงนทีทุ้มต่ำ ออกจะเก้อเขินด้วยซ้ำเพราะนี่ไม่ใช่คำพูดที่เขามักพูดกับใครง่ายๆ
รันลวีรับผ้าขนหนูจากมือเขาไป เธอค่อยๆ ซับเส้นผมที่เปียกชื้นจากฝนทีละส่วนก่อนจะเลื่อนมาซับตามใบหน้า แก้ม และลำคอ ขณะที่นทีมองเธออยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว
และเมื่อผ้าขนหนูค่อยๆลบคราบเครื่องสำอางที่เคยปกปิดไว้…
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเขาสะดุด
ใบหน้าของรันลวีในยามไร้เครื่องสำอางไม่ได้จัดจ้านหรือหวือหวาเหมือนภาพผู้หญิงที่เขาเคยเห็นตามงานสังคมแต่กลับอ่อนโยนและบริสุทธิ์เกินกว่าจะละสายตาได้
ผิวเนียนละเอียดราวกับหยดฝนที่เกาะอยู่บนแก้มยิ่งทำให้ดูเปล่งประกายดวงตากลมโตคู่นั้นแม้จะยังแดงก่ำจากการร้องไห้ แต่กลับทอประกายเศร้าที่งดงามอย่างประหลาดริมฝีปากอ่อนนุ่มซีดชื้นนิดๆ แต่กลับทำให้นทีรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
เขารู้สึกเหมือนเด็กชายที่เผลอมองภาพสีน้ำที่งดงามตรงหน้าจ้องจนลืมกระพริบตา
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวความเงียบในรถถูกแทนที่ด้วยเสียงฝนที่กระทบหลังคาและเสียงลมหายใจที่ไม่เป็จังหวะของเขาเอง
นทีพึมพำในใจอย่างเงียบๆนี่หรือคือหน้าตาที่แท้จริงของเธอ…ไม่ใช่ผู้หญิงสวยจัดแต่งในสายตาคนอื่นแต่เป็เธอในแบบที่เปราะบางที่สุด งดงามที่สุด…
รันลวีซับผมจนหยดน้ำฝนเริ่มแห้ง เธอหันหน้ากลับมาดวงตาแดงช้ำยังคงสะท้อนแววเศร้า แต่กลับมีความเปราะบางที่ชวนให้คนมองใจสั่น
นทีเผลอมองนานเกินไปจนรันลวีเอียงคอถามเสียงเบา
“มีอะไรเหรอ…ทำไมมองแบบนั้น”
เขาสะดุ้งเล็กน้อยรีบเบือนสายตา แต่ก็ช้าเกินไป เพราะริมฝีปากกลับเผลอพูดออกมาโดยไม่ผ่านความคิด
“คุณ…สวยมากเลย”
คำพูดนั้นทำเอาทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะรันลวีชะงัก หัวเราะเบาๆ ทั้งที่ยังมีน้ำตาเกาะขอบตา “สวยอะไรล่ะ…ตาแดงปากซีด แย่จะตายไป”
นทีส่ายหน้า ดวงตาคมยังจ้องเธอไม่วาง“ไม่หรอก…ผมว่าคุณเป็แบบนี้แหละ ที่สวยที่สุด”
ความเงียบปกคลุมในรถอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ใช่ความอึดอัด หากเป็ความเงียบที่อุ่นจนหัวใจเต้นแรง
นทีมองเธอซับผมช้าๆเส้นผมที่เปียกชื้นแนบไปกับแก้มซีดๆ ของเธอ ทำให้เขาเผลอใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
ข้างนอก…เสียงฝนยังคงโปรยปรายลงมาตามกระจกแต่ข้างในรถคันเล็กๆ กลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศแปลกใหม่—อึดอัดนิดๆแต่เต็มไปด้วยความใกล้ชิดที่ไม่มีใครเอ่ยถึง
เขาเลี้ยวรถออกไปทางถนนสายยาวที่มุ่งสู่ทะเล...ที่นั่นคือที่เดียวที่เขามักใช้หลบหนีตัวเอง
เกือบชั่วโมงต่อมาฝนเริ่มซาลง เสียงคลื่นแทรกเข้ามาแทนที่ รถของนทีจอดหน้าร้านอาหารเล็กๆริมชายหาด ร้านนี้เปิดดึกและไม่ค่อยมีคนรู้จักเป็ร้านที่เขาแวะมาเสมอเมื่ออยากหายใจ
ไฟสีเหลืองอุ่นสะท้อนโต๊ะไม้เก่ากลิ่นอาหารทะเลลอยมาแตะจมูก รันลวี (ชื่อที่เขายังไม่รู้ในตอนนั้น) เดินตามเขาเข้าไปด้วยร่างกายเปียกชื้น
เ้าของร้านเป็หญิงวัยกลางคนที่รู้จักนทีดี“มาอีกแล้วหรอ นที วันนี้มีเพื่อนมาด้วยนะ” เธอยิ้มก่อนจะพาทั้งคู่ไปนั่งโต๊ะริมหน้าต่างที่มองเห็นทะเลมืดสนิท
บรรยากาศอบอุ่นแต่ปนเศร้าคล้ายที่หลบภัยเล็กๆ ที่ถูกซ่อนจากโลกภายนอก
แก้วไวน์แดงถูกวางลงบนโต๊ะพร้อมจานหอยนางรมสดที่เพิ่งแกะรันลวี นั่งเงียบอยู่นานก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดเสียงเบา
“ขอบคุณนะคะ ที่ไม่ถามอะไรเลย”
นทีเลิกคิ้วเล็กน้อย “บางที…คนเราไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมากก็ได้”
เธอยิ้มเศร้าแววตาแดงก่ำ
“ฉันแค่อยากหนี…หนีจากทุกอย่างสักพัก ให้ลมหายใจไม่เ็ป”
นทีมองเธอ เงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ย
“ผมก็เข้าใจดีครับ…เวลาที่เราอยากหนีจากบางสิ่งถึงจะรู้ว่ามันหนีไม่พ้นก็ตาม”
คำพูดนั้นทำให้เธอสะดุดเธอจ้องเขา คล้ายเห็นบางอย่างในแววตาที่แสนว่างเปล่า ความเหงาที่สะท้อนถึงกัน
หลังอาหารทั้งคู่ยังคงนั่งฟังเสียงคลื่น รันลวีวางศีรษะลงกับกระจก สายตาล่องลอยไปในความมืด
“ถ้าเลือกได้…คุณอยากกลับไปที่ไหนสักแห่งมั้ยคะ?”
นทีนิ่งไป ก่อนตอบเบาๆ
“ไม่ครับ...เพราะบางที่ มันเจ็บเกินกว่าจะหวนกลับไป”
เธอหันมามองทันทีเหมือนคำพูดนั้นแทงเข้าหัวใจตัวเองเช่นกัน
นทีขมวดคิ้วเล็กน้อยมองใบหน้าของเธออย่างพินิจ มันคุ้น…คุ้นจนเหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง
“ขอโทษนะครับ…” เขาเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ“คือผมรู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้าคุณที่ไหนมาก่อน”
รันลวีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบางๆ“เหรอคะ? ที่ไหนล่ะ”
นที นิ่งไปชั่วครู่ก่อนที่ภาพบางอย่างจะผุดขึ้นมาในหัว เขาดีดนิ้วเบาๆ “อ้อ!ใช่แล้ว…งานเลี้ยงรุ่นมหาลัยที่กรุงเทพฯ ใช่มั้ยครับ? วันที่ 21 พฤศภาคม …”
รันลวีหัวเราะน้อยๆ “คุณจำได้ด้วยเหรอ”เธอพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันไปงานนั้น รุุ่น 72 คณะนิเทศศาสตร์”
แววตานทีมีประกายสดใสขึ้นมา เขาพยักหน้าหงึกๆก่อนพูดด้วยน้ำเสียงติดขำ “อย่างนี้ผมก็เป็น้องคุณสิผมเรียนคณะการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร รุ่น 78”
เขาหัวเราะเบาๆ “ห้าๆๆๆ แบบนี้ต้องเรียกพี่รันแล้วสินะ”
รันลวีหลุดยิ้มกว้างขึ้นเสียงหัวเราะของนทีฟังแล้วเหมือนเด็กหนุ่มที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีจริงจัง“ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้ค่ะ ฟังดูแก่ชะมัด”
“ก็จริงครับ” นทีแกล้งทำเสียงจริงจัง“แต่ในใจก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็น้องอยู่ดี”
ความเงียบเข้ามาอีกครั้งแต่ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด หากเป็ความเงียบที่ทำให้หัวใจทั้งสองได้พัก ได้ซบลงบนความเข้าใจที่ไม่ต้องอธิบายด้วยคำใดๆ
คืนนี้ฝนหยุดตกแล้ว ทะเลสงบ แต่ในหัวใจของนทีและรันลวีเพิ่งเริ่มเกิดคลื่นลูกใหม่ที่ทั้งสองยังไม่รู้ว่ามันจะซัดพาพวกเขาไปถึงที่ใด...