แต่รอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปพร้อมกับแสงแห่งรุ่งอรุณ
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาในเช้าวันต่อมา ภาพที่เห็นตรงหน้าเกือบทำให้นางหยุดหายใจ กระดาษที่นางได้รับมาเมื่อวาน บัดนี้ถูกฉีกทึ้งเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายเกลื่อนเต็มพื้นไม่ต่างจากเศษขยะ และที่เจ็บเข้าไปในใจที่สุดคือพู่กันที่นางเพิ่งได้รับมาบัดนี้ถูกหักเป็ท่อนๆ ทิ้งไว้กลางห้องไม่เหลือชิ้นดี
เด็กสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องพัก อี้ชิง ตงเหมย ชุนหลิงและอี๋นั่ว สาวใช้ร่วมห้องทั้งสี่ต่างก็นอนหันหลังให้นางอย่างเงียบเชียบ
นางมั่นใจว่านางขัดดาลประตูเรียบร้อยดีแล้วก่อนนอน ไม่มีคนนอกเข้ามา เช่นนั้นคนร้ายย่อมเป็คนในเรือนอย่างแน่นอน!
เด็กสาวนึกถึงคำเตือนของอี้ชิง เป็นางเองที่ทะเยอทะยานอยากโดดเด่นเพื่อให้ตนเองมีวาสนา แต่นางลืมไปว่าในบ่อโคลนแห่งนี้ หากมีบัวดอกใดชูคอขึ้นมาเพียงดอกเดียว บัวดอกอื่นย่อมจ้องจะรุมทึ้งให้จมโคลนตามกันไป
ฝ่ามือที่กำลังจะเอื้อมไปปลุกอี้ชิงพลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัว
นางไม่กล้าไว้ใจใครอีกแล้ว!
การทะเลาะเบาะแว้งของสาวใช้ชั้นต่ำเปรียบได้กับมดปลวกกัดกัน เ้านายย่อมไม่มีวันเสียเวลามาไต่สวนหาความจริงเป็แน่ และหากเื่นี้บานปลายจนมีการลงโทษ นางก็หวาดหวั่นเหลือเกินว่าตนเองจะต้องพบจุดจบซ้ำรอยเดิมเหมือนอย่างหลินฮุย
มู่อันหรานค่อยๆ หดมือกลับมา นางเลือกที่จะกล้ำกลืนความขมขื่นลงไปช้าๆ แล้วเก็บพู่กันกับกระดาษทั้งหมดซ่อนไว้ใต้หมอนไม่ให้ใครเห็น
พอถึง่เวลาฝึกคัดอักษร เด็กสาวยังคงจรดพู่กันด้วยท่าทีสงบ ทว่าครั้งนี้นางจงใจทิ้งน้ำหนักเส้นหนักเบาให้ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย และแกล้งเขียนอักษรบางตัวให้ขาดไปหนึ่งขีดอย่างแเี
เจิ้งหมัวมัวเดินเข้ามาดูผลงานของนางพลันทอดถอนใจ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนตำหนิ เพราะคิดว่านางเริ่มลำพองใจกับคำชมเพียงน้อยนิด จนละเลยความประณีตและเกียจคร้านที่จะฝึกฝนดังเช่นวันวาน
จวนเหวินอ๋องสอนให้นางรู้ว่า... การจะขึ้นสู่ที่สูงนั้น ไม่ใช่แค่ต้องก้าวให้ไว แต่ต้องรู้จักสวมหน้ากากให้มิดชิดที่สุดด้วย!
ท่ามกลางกระแสเวลาที่ไหลผ่าน มู่อันหรานยังคงดำรงตนราวกับก้อนหินริมทางที่ไร้ปากเสียง แม้หน้าฉากนางจะแสร้งทำตัวโง่เขลาและอ่อนแอ แต่นางกลับยังต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามความริษยาของคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็งานหนักที่ถูกโยนมาให้อย่างไม่ยุติธรรม หรือการถูกทำร้ายเล็กน้อยเพื่อระบายอารมณ์จากสาวใช้รุ่นพี่ที่ขี้อิจฉา หน้ากากที่นางสวมไว้จึงถูกขัดเกลาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา
……….
ณ อุทยานตะวันตก เสียงมีดโต้สับกิ่งไม้ดังเป็จังหวะ บ่าวรับใช้ชายสองคนกำลังช่วยกันรวบรวมกิ่งไม้ที่เพิ่งตัดแต่งลงมากองไว้กับพื้น
“เดี๋ยวพวกเราต้องนำกิ่งไม้พวกนี้ไปส่งที่โรงเก็บฟืน ซางไห่ เ้าไปหยิบเชือกตรงนั้นมาให้ข้าที” ต้าชวนบ่าวรับใช้ร่างกำยำเอ่ยขึ้นพลางปาดเหงื่อ
มู่อันหรานซึ่งกำลังกวาดเศษใบไม้อยู่ใกล้ๆ หูผึ่งขึ้นมาทันที นางรีบวางไม้กวาดแล้วเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสอง
“พี่ซางไห่ พี่ต้าชวน ข้าขอตามพวกท่านไปที่โรงเก็บฟืนด้วยได้หรือไม่เ้าคะ?”
ซางไห่หยุดมือ พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างรู้ทัน
“นี่เ้ายังไม่เลิกตามหาคนอีกหรือ? ข้าบอกเ้าตามตรงนะ พวกเราไปที่โรงเก็บฟืนเกือบทุกวัน รู้จักทาสทุกคนดี ไม่มีคนที่ชื่อหลินฮุยอะไรนั่นหรอก”
เด็กสาวย่นปากอย่างดื้อรั้น อ้อนวอนด้วยสายตามุ่งมั่น “ข้าก็แค่จะเข้าไปดูเฉยๆ ไม่ได้คิดจะสร้างเื่เดือดร้อนอันใดให้พวกท่านสักหน่อยนี่เ้าคะ”
เมื่อเห็นความดื้อดึงที่ปนไปด้วยความน่าสงสาร ทั้งสองจึงพยักหน้ายอมให้นางติดตามไปด้วย ทว่าระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก แผ่นหลังที่คุ้นตาของสตรีสองนางก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ลี่จงและชุนหลิงกำลังประคองตะกร้าผ้าใบใหญ่เพื่อนำไปส่งยังโรงซักล้าง ทันทีที่ลี่จงหันมาเห็นมู่อันหรานเดินตามกลุ่มบ่าวชายมา แววตาเ้าเล่ห์ก็วาวโรจน์ขึ้น นางพลันปล่อยตะกร้าผ้าลงกับพื้นแล้วกุมท้องร้องโอดโอยออกมา
“โอ๊ย! ไส้ข้าจะขาดแล้ว... ชุนหลิง ข้าปวดท้องจนเดินต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ” ลี่จงยกมือขึ้นกุมท้อง ยืนบิดไปบิดมาก่อนจะหันไปทางมู่อันหราน
“นั่นอันหรานสหายเ้ามิใช่หรือ? ดีเลย! ให้นางมาช่วยเ้ายกผ้าไปส่งที่โรงซักล้างแทนข้าที ข้าขอกลับไปทำธุระส่วนตัวก่อนล่ะ!”
โดยไม่รอคำตอบจากชุนหลิง ลี่จงรีบวิ่งหนีหายไปทันที ทิ้งให้มู่อันหรานต้องเข้าไปช่วยชุนหลิงอย่างเสียไม่ได้ นางหันไปสบตากับซางไห่และต้าชวนอย่างลำบากใจ
“พี่ซางไห่ พี่ต้าชวน รบกวนพวกท่านล่วงหน้าไปก่อนเถิดเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าส่งผ้าเสร็จแล้วจะรีบตามไปทีหลัง”
เด็กสาวเข้าไปช่วยชุนหลิงประคองตะกร้าผ้าหนักอึ้งมุ่งหน้าไปยังโรงซักล้าง สถานที่ที่เคยเป็ฝันร้ายของนาง เมื่อจัดการส่งผ้าเสร็จเรียบร้อย นางกับชุนหลิงจึงรีบสาวเท้ากลับมาสมทบกับบ่าวชายทั้งสอง แล้วมุ่งหน้าสู่โรงเก็บฟืนท้ายจวนพร้อมกัน
บรรยากาศที่โรงเก็บฟืนเต็มไปด้วยฝุ่นผงของขี้เถ้าและกลิ่นควันไฟ ทาสชายหญิงนับสิบชีวิตกำลังง่วนอยู่กับการผ่าไม้ ตากฟืน และคอยเฝ้าเตาเผาถ่านที่ส่งไอความร้อนระอุออกมา
มู่อันหรานพยายามกวาดสายตาผ่านกลุ่มคนที่ใบหน้ามอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดำ นางพินิจพิจารณาสตรีทุกคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่เว้นกระทั่งทาสที่นั่งคุดคู้อยู่ในมุมมืด
ทว่า... ยิ่งมองหา หัวใจที่เคยมีความหวังก็ยิ่งห่อเหี่ยวลง เพราะไม่มีเงาร่างของหลินฮุยอยู่ที่โรงเก็บฟืน
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนที่นางตามหา นางจึงหันไปหาซางไห่
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะเ้าคะ”
ตลอดทางเดินกลับจากโรงเก็บฟืน ชุนหลิงยังคงรักษาความเงียบขรึมไว้อย่างคงเส้นคงวา เมื่อถึงเรือนเย็บปักหญิงสาวก็แยกตัวออกไปทันที ทิ้งให้มู่อันหรานกลับไปยังอุทยานตะวันตกเพื่อทำงานตามปกติด้วยหัวใจที่ยังคงหม่นหมอง
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมาอีก
ในยามที่ต้องแยกไปฝึกฝนทักษะประจำวัน นางกับสหายร่วมเรือนยังไม่ทันได้ก้าวออกจากเรือน เจิ้งหมัวมัวกลับนำกำลังสาวใช้กลุ่มใหญ่ตรงมายังเรือนพักของนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนน่ากลัว
ลี่จงวิ่งออกมาข้างหน้าพร้อมชี้ไม้ชี้มือมาทางเด็กสาว
“วันนี้เป็มู่อันหรานที่ยกตะกร้าผ้าไปส่งที่โรงซักล้างแทนข้า นางเป็คนนอกเพียงคนเดียวที่มายุ่งกับตะกร้าผ้าที่ออกมาจากกองงานเย็บปักเ้าค่ะ”
มู่อันหรานยืนเบิกตากว้างด้วยความงุนงง ก็แค่ยกผ้าไปส่งแทนกัน เป็เื่ผิดกฏของจวนอ๋องงั้นหรือ?
“เกิดเื่อะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
ลี่จงไม่เปิดโอกาสให้นางได้อธิบายแม้แต่ครึ่งคำ หญิงสาวพุ่งตัวเข้าไปในห้องพัก ก่อนจะเริ่มรื้อค้นทุกซอกทุกมุมอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของสาวใช้คนอื่นๆ เพียงครู่เดียวลี่จงก็ชูผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาด้วยสีหน้าสะใจ
“อยู่นี่จริงๆ ด้วย! หลักฐานมัดตัวเ้าแน่นแล้วมู่อันหราน!”
ต้นเหตุของความโกลาหลครั้งนี้คือ ผ้าคาดเอวชุดฝึกฝนของเหวินอ๋อง ซึ่งเดิมทีสาวใช้ฝ่ายหน้าได้รับคำสั่งให้จัดการกับคราบโลหิตที่ฝังลึกจากการฝึกซ้อม ทว่าคราบนั้นติดแน่นเกินกว่าจะชำระล้างได้ตามปกติ จึงต้องส่งต่อมายังโรงซักล้างที่ต้องใช้แรงและวิธีพิเศษในการกำจัดคราบโลหิตโดยเฉพาะ
แม้จะเป็เพียงผ้าคาดเอวชิ้นเดียว แต่มันคือของใช้ส่วนพระองค์ที่ไม่ควรจะหายไปอย่างเด็ดขาด แต่ผ้าผืนนั้นกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเหล่าทาสซักล้าง ลี่จงกลับเป็ผู้ที่รีบเสนอหน้าออกมาชี้ตัวผู้ต้องสงสัย และนำทางเจิ้งหมัวมัวบุกเข้ามาค้นหาความจริง
และภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนคือ... ผ้าคาดเอวผืนนั้นถูกหยิบออกมาจากใต้ฟูกนอนของมู่อันหราน!
ร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยความโกรธและใ นางมองผ้าผืนนั้นสลับกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความสะใจของลี่จง ตระหนักได้ในทันทีว่า นางพลาดท่าเข้าแล้ว!