หมอกดำยังไม่จางหายจากหมู่บ้าน
แม้ฟ้าจะเริ่มสว่างแล้ว แต่แสงอาทิตย์กลับไม่อาจทะลุผ่านชั้นหมอกหนาทึบลงมาได้
ทั่วทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัดและหวาดระแวง
เมื่อคืนมีคนตายเพิ่มอีกสองคน
ศพแรกถูกพบอยู่ในยุ้งข้าว
อีกศพอยู่ใต้สะพานไม้ท้ายหมู่บ้าน
ทั้งสองไม่มีาแ
ไม่มีร่องรอยต่อสู้
และเหมือนกันกับศพก่อนหน้า—
ไม่มีิญญาเหลืออยู่เลย
ชาวบ้านเริ่มไม่กล้าออกจากบ้าน
บางคนถึงขั้นใช้ตะปูตอกปิดประตูหน้าต่างจากด้านใน ราวกับกลัวว่าบางสิ่งจะคลานเข้ามาในยามค่ำคืน
หลินเซวียนเดินตามชายถือดาบไปทั่วหมู่บ้านเงียบ ๆ
ระหว่างทาง เขาเห็นคนของหอเฝ้าราตรีอีกสองคนเดินทางมาสมทบ
ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมสีเข้มเช่นเดียวกัน บนแขนเสื้อมีสัญลักษณ์ “ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว”
คนหนึ่งสะพายกล่องไม้ยาวด้านหลัง
อีกคนถือกระดิ่งทองแดงเก่าใบเล็ก
ั้แ่มาถึง ทั้งสองแทบไม่พูดอะไร
เพียงเริ่มตรวจสอบหมู่บ้านทันที
“พบโพรงอีกแห่งทางทิศเหนือ”
ชายผู้ถือกระดิ่งกล่าวเสียงต่ำ
“ใต้บ้านร้างสามหลังมีร่องรอยขุดดิน”
ชายถือดาบหรี่ตาเล็กน้อย
“ลึกหรือไม่”
“ลึกเกินกว่าชาวบ้านจะขุดเองได้”
หลินเซวียนเงียบ ๆ พลางมองไปยังพื้นดินใต้เท้า
ดวงตาแห่งกรรมของเขาเห็นเส้นหมอกสีดำจำนวนมากไหลอยู่ใต้หมู่บ้าน
ราวกับรากไม้ที่กำลังขยายตัวช้า ๆ
ยิ่งมอง เขายิ่งรู้สึกหนาว
ทันใดนั้น ชายถือดาบก็หยุดเดิน
เขาก้มลงมองกำแพงดินข้างทางแห่งหนึ่ง
บนกำแพงมีอักขระสีดำประหลาดถูกวาดเอาไว้
รอยเส้นบิดเบี้ยวคล้ายหนอนจำนวนมากพันกันเป็วง
เพียงมองไม่นาน หลินเซวียนก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว
“อย่าจ้องมันนาน”
เสียงของชายถือดาบดังขึ้นทันที
หลินเซวียนรีบละสายตา
“มันคืออะไร”
“อักขระอัปมงคล”
ชายถือดาบใช้มีดสั้นกรีดปลายนิ้วตนเอง ก่อนแตะเืลงบนอักขระนั้นเบา ๆ
ฟู่…
รอยสีดำเริ่มลุกไหม้ช้า ๆ
กลิ่นเหม็นคล้ายซากศพกระจายออกมาทันที
“ของสิ่งที่อยู่ใตู้เา?” หลินเซวียนถาม
ชายถือดาบไม่ได้ตอบตรง ๆ
แต่สีหน้าของเขาหนักอึ้งกว่าเดิมชัดเจน
“เื่นี้ผิดปกติเกินไป”
เฒ่าชิงเต้าที่เดินตามมาด้านหลังกล่าวขึ้นเบา ๆ
“เพียงไออัปมงคลระดับหมู่บ้าน ไม่ควรสร้างอักขระได้”
ชายถือดาบพยักหน้าช้า ๆ
จากนั้นเขาหันมองหลินเซวียนอยู่ครู่หนึ่ง
“เมื่อครู่ เ้าเห็นมันก่อนคนอื่นอีกแล้ว”
หลินเซวียนชะงักเล็กน้อย
“ข้าเพียงรู้สึกแปลก ๆ”
ชายถือดาบไม่ได้พูดต่อ
แต่สายตาของเขายังคงมองโคมิญญาที่ห้อยอยู่ข้างเอวหลินเซวียนอยู่ชั่วขณะ
ก่อนจะละสายตาออกไปเงียบ ๆ
่บ่าย ทั้งกลุ่มพักอยู่ใต้ศาลาเก่ากลางหมู่บ้าน
หมอกเริ่มบางลงเล็กน้อย
แต่ความอึดอัดในอากาศกลับยิ่งหนักขึ้น
หลินเซวียนนั่งเงียบอยู่ข้างเสาไม้ พลางมองคนของหอเฝ้าราตรีจัดเตรียมยันต์และอุปกรณ์บางอย่าง
เขาเห็น:
ทั้งหมดดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายประหลาด
“โลกภายนอก… มีเื่เช่นนี้มากหรือ”
เขาถามขึ้นเบา ๆ
ชายถือดาบนั่งอยู่ไม่ไกลนัก
“มากกว่าที่เ้าคิด”
“ทุกปีมีหมู่บ้านหายไป”
“เมืองบางแห่งถูกไออัปมงคลกลืนกิน”
“บางดินแดน… แม้แต่หอเฝ้าราตรีก็ไม่กล้าเข้าใกล้”
หลินเซวียนเงียบไป
“ผู้ฝึกตนทั้งหมด รับมือสิ่งเหล่านี้หรือ”
ชายถือดาบส่ายหน้าเล็กน้อย
“ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่สนใจเพียงพลังและอายุขัย”
“มีไม่กี่คนที่ยอมเดินเข้าหาความตายเช่นพวกข้า”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้เศร้า
แต่สงบนิ่งเกินไป
ราวกับผ่านเื่เช่นนี้มาจนชาชินแล้ว
หลินเซวียนก้มมองโคมิญญาข้างตัวเงียบ ๆ
“แล้วสิ่งที่อยู่ใตู้เา…”
ชายถือดาบมองหมอกไกลออกไป
“หากเป็สิ่งที่ข้าคิดจริง”
“ต่อให้เรียกคนจากหอเฝ้าราตรีมาเพิ่ม ก็คงไม่พอ”
หลินเซวียนรู้สึกเย็นวาบในใจ
นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า—
โลกภายนอกใหญ่และอันตรายกว่าที่คิดไว้มาก
ตกดึก
หมู่บ้านทั้งแห่งตกอยู่ในความเงียบ
ไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน
แม้แต่เสียงสุนัขยังไม่เห่า
หลินเซวียนนอนอยู่ภายในบ้านไม้เก่า แต่กลับไม่อาจข่มตาหลับได้
ตึก…
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากใต้พื้นดิน
เขาลืมตาทันที
ตึก…
ตึก…
เสียงนั้นคล้ายหัวใจขนาดมหึมากำลังเต้นอยู่ใตู้เาอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน—
โคมิญญาข้างกายพลันสว่างขึ้นเอง
เปลวไฟสีทองดำลุกไหวช้า ๆ
หลินเซวียนเบิกตากว้าง
ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับ—
ภาพจำนวนมหาศาลพลันไหลเข้าสู่หัวทันที
เขาเห็น…
เมืองโบราณขนาดมหึมาอยู่ใต้ดินลึก
กำแพงสีดำสูงตระหง่าน
โซ่ั์จำนวนมหาศาลพันรอบบางสิ่ง
ร่างคนขนาดมหึมาถูกตรึงอยู่กลางความมืด
ทั่วร่างเต็มไปด้วยอักขระโบราณ
และในวินาทีนั้นเอง—
ดวงตาข้างหนึ่งของร่างนั้นค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ ภายในความมืด
หลินเซวียนตัวแข็งค้าง
เพราะเขารู้สึกได้ชัดเจนว่า—
“มัน” กำลังมองเขาอยู่
ทันใดนั้น ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย
เปลวไฟในโคมดับลงทันที
ทั่วห้องกลับสู่ความมืดอีกครั้ง
หลินเซวียนหอบหายใจแรง เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง
และนอกหน้าต่าง…
เสียงลมหนาวก็ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง…