มือหยาบกร้านเพราะจับกระบี่กรำศึกมายาวนานยื่นไปปัดม่านมุ้งออก แม้บอกตัวเองว่าอยู่สนามรบมานานทว่าเมื่อเห็นสตรีที่หมดสติ แขนเต็มไปด้วยแผลถลอก ร่องรอยขูดขีด ยังเหลือรอยเืยังแห้งกรังที่ผมของนาง ข้อเท้าข้างขวาถูกพันผ้าอย่างแ่า
เสี้ยวเวลาอันแสนสั้นก่อนหมดสติ ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความใปฏิกิริยาในตอนนี้แม้นางยังหลับอยู่ แต่ยังคงเป็ความหวาดกลัวเปลือกตาของนางกระตุก ปลายนิ้วมือขยับเกร็งหลัวหลิวหยางเอื้อมมือไปกุมมือหญิงสาวไว้โดยไม่ทันคิด
“ไม่เป็ไรแล้ว เ้าปลอดภัยแล้ว”
ไม่ใช่ถ้อยคำอ่อนโยนหวานหูแต่น้ำเสียงหนักแน่นที่พร้อมปกป้องขับไล่ความหวาดกลัวของหญิงสาวนางบีบมือของเขาแน่นราวกับเป็สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไม่อาจผละไปจากนางได้จึงค่อยๆ นั่งลงบนเตียงข้างนาง ดวงตาของเขาจ้องมองริมฝีปากของนางพึมพำแม้รู้ว่านางยังไม่ได้สติแต่เขากลับโน้มตัวลง แนบใบหูใกล้ริมฝีปากของนาง
“ท่านช่วยชีวิตข้า” หญิงสาวพึมพำแทบฟังไม่ออก นางลืมตาขึ้นมองเขาแล้วพยายามขยับตัว เพียงการขยับตัวเล็กน้อยก็ทำให้นางหลุดเสียงร้องเ็ปออกมา
“นอนลงไป ใจเย็นๆ”
“ข้า...” นางพยายามอย่างสุดกำลัง อย่างน้อยนางก็ได้มาพบหน้า ‘เขา’ แล้ว “ข้าต้องพูดกับท่าน”
“เ้ารู้จักข้ารึ?”
เหมือนนางจะฝืนยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มอันแสนเศร้า หลัวหลิวหยางพยายามเค้นสมองว่าเคยพบนางที่ใดมาก่อนหรือไม่
“จง...” นางกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก“จง...ระวัง...อนุชา...แห่ง...แคว้นเหยี่ยน...ให้มาก...เขา..คิด...ไม่ซื่อกับแคว้นจ้าวของเรา”
นางอยากพูดมากกว่านี้ แต่ทุกครั้งที่เปล่งเสียงก็เจ็บแปลบไปทั่วแผ่นอกนางสูดลมหายใจลึกสะกดความเ็ปเ่าั้ไว้
“ระวัง..จงระวังตัว..”
“ข้ารู้แล้ว” เขาตอบเพื่อให้นางสบายใจ “เ้าพักผ่อนก่อนเ้าได้รับาเ็สาหัส ต้องพักผ่อนให้มาก”
เขามองนิ้วมือของนางที่เริ่มผ่อนคลายลงท่าทางนางหลับไปอีกครั้ง เขาัันิ้วมือของนาง แม้เขาจะไม่เชี่ยวชาญเื่สตรีแต่รับรู้ได้ว่ามือคู่นี้ผ่านอะไรมามาก มือนางอาจไม่เนียนนุ่มแต่ไม่ได้หยาบกระด้างข้อนิ้วแข็งแรงเหมือนคนจับพู่กันอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเปราะบางละเอียดอ่อนเพียงการััเล็กน้อยนี้กลับทำให้เขาปั่นป่วน เมื่อมั่นใจว่านางหลับไปจริงๆแล้วเขาจึงขยับตัวช้าๆ ออกมาจากเตียงพลางครุ่นคิดว่าเคยพบนางที่ใดเหตุใดนางลืมตาแค่แวบเดียวกลับรู้ว่าเป็เขาและพูดเื่สำคัญเช่นนี้ มีน้อยคนนักจะรู้ว่าตอนนี้การเมืองในแคว้นเหยี่ยนปั่นปวนมากเพียงใดนอกจากจะเป็คนขององค์ฮ่องเต้หรือรัชทายาท
แต่ทำไมถึงเป็นางทำไมถึงเป็สตรีบอบบางเดินทางมาเพียงลำพังเช่นนี้
แม่ทัพใหญ่ครุ่นคิดพลางเดินออกมาแล้วเดินกลับไปที่ห้องหนังสืออีกครั้งเดิมทีคิดจะพักผ่อน แต่เห็นทีว่าเขาต้องอ่านรายงานที่ส่งมาจากเมืองหลวงอีกครั้ง
บานประตูปิดสนิทแล้วจางฟางซินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทำไมนางต้องพบเขาในสภาพนี้ด้วยเหตุใดรถม้าที่แสนธรรมดาของนางเป็ที่ต้องตาต้องใจของโจรชั่วได้ทั้งที่นางเดินทางอย่างระวังตัวมาตลอด นางควรพบเขาในฐานะ “จางฟางหรง”
เขาจำนางไม่ได้จริงๆหรือเพราะนางไม่มีความงดงามดึงดูดจิตใจบุรุษได้เลยเขาจึงไม่เคยรู้ว่าคนที่เคยเดินหมากถกเนื้อหาในตำราพิชัยยุทธที่สำนักศึกษาไผ่หยกคือนางเอง
พลันเจ็บแปลบที่ทรวงอกอีกระลอกเจ็บครั้งนี้ประหลาดนัก เจ็บยิ่งกว่าาแทีได้รับคือเจ็บที่หัวใจที่รู้ว่าในสายตาของเขาไม่เคยมีนางอยู่เลย
“ฟางหรงเ้าควรดูพี่สาวเ้าเป็ตัวอย่าง”
หยางอี้เสียงอดบ่นลูกชายบุญธรรมไม่ได้ จางฟางหรงเบ้ปากสีหน้าเบื่อหน่ายในขณะที่จางฟางซินเผยยิ้มกว้างดีใจกับคำชมของพ่อบุญธรรม
“ใช่ๆ ข้าสมองทึบไม่เหมือนพี่สาวคนดี”จางฟางหรงหยิบพัดแล้วชี้ไปทางพี่สาวต่างมารดาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ“บางทีิญญาของข้ากับพี่สาวอาจสลับร่างกันก็เป็ได้ หากพี่ฟางซินเป็บุรุษละก็ ป่านนี้นางคงสอบ จอหงวนนำชื่อเสียงมาสู่ตระกูลจางแล้วไปแล้ว”
“เหลวไหล” หยางอี้เสียงส่ายหน้าไปมา“หากเ้าขยันหมั่นเพียรย่อมทำได้ดีไม่น้อยกว่าฟางซิน แต่เ้าเอาแต่ชอบเล่นสนุกไม่ขยันอ่านตำราหรือฝึกเขียนอักษร”
“นางก็ไม่ขยันเช่นกันเื่ที่สตรีต้องฝึกฝนเรียนรู้ไม่เห็นจะได้เื่ได้ราวงานเย็บปักก็ทำได้แค่ถุงเงินใบเล็กๆ อาหารการกินก็ทำได้เพียงไม่กี่อย่างเื่ที่สตรีควรทำนางทำได้สักครึ่งเสียทีไหน พ่อบุญธรรมต้องเคี่ยวเข็ญนางให้มากๆไม่เช่นนั้นยามออกเรือนจะถูกแม่สามีรังเกียจเอาได้”
“ถ้าเป็เช่นนั้นข้าไม่แต่งงานก็ได้” จางฟานซินขึงตาใส่น้องชาย “ข้าจะอยู่ดูแลพ่อบุญธรรมไม่แต่งงานไม่ออกเรือน”
หยางอี้เสียงอดหัวเราะไม่ได้ แม้จะเสียใจที่เพื่อนรักตายจากแต่ก็ดีใจที่เพื่อนรักไว้วางใจมอบบุตรชายและบุตรสาวที่น่ารักให้เขาดูแล จางฟางซินเป็หญิงสาวที่ชอบอ่านเขียนเรียนหนังสือแต่เพราะนางเป็หญิงจึงไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาของเขา แต่เขาก็สั่งสอนนางด้วยตนเองเสมอผิดกับจางฟางหรงผู้เป็น้อง แท้จริงเป็คนเฉลียวฉลาดแต่มักชอบเล่นสนุกซุกซนขาดความสุขุมเยือกเย็น
“ก็พี่สาวมีบุรุษในดวงใจจะเหลือสายตาไว้มองผู้อื่นรึ” จางฟางหรงไม่ยอมแพ้ เื่โต้เถียงเขาถนัดนัก
“เ้า!” จางฟางซินถึงกับหน้าแดง ได้แต่ขึงตาใส่น้องชาย
“พี่สาวคนดี ท่านยังไม่หักอกหักใจจากหลัวหลิวหยางอีกหรือ?”
“เ้า!ห้ามพูดเื่นี้นะ”
“โธ่!พี่สาวคิดว่าพ่อบุญธรรมไม่รู้เื่นี้หรือ?ทุกครั้งที่ศิษย์พี่มาเยี่ยมเยือนพ่อบุญธรรม ท่านน่ะต้องไปแอบมองเขาทุกที!”
“จาง-ฟาง-หรง!”
“เอาล่ะๆเ้าอย่าได้เถียงกันอีกเลย”
หยางอี้เสียงมองบุตรสาวบุญธรรมที่เฉไฉทำเป็ไม่สนใจเื่ที่ถูกหยอกล้อ หลัวหลิวหยางเป็ศิษย์ที่สร้างชื่อให้สำนักไผ่หยกของเขาแต่เดิมครอบครัวของหลัวหลิวหยางไม่ใช่ตระกูลขุนนางเก่าแก่หรือนักรบ เป็เพียงชาวนาที่มีลูกมากหลัวหลิวหยางมีความเพียรพยายามใฝ่หาความรู้และฝึกฝนเพลงยุทธ์แม้แรกเริ่มจะเป็ครูพักลักจำแต่เมื่อเขาเห็นแววของเด็กชายคนนี้จึงยื่นมือเข้าสอนสั่งและฝากฝั่งให้เรียนเพลงยุทธ์กับสหายที่มีฝีมือโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน หลัวหลัวหยางมีทักษะที่ดีเยี่ยมโดดเด่นและผลักดันตัวเองเข้ากองทหารั้แ่อายุยังน้อย ไต้เต้าด้วยความสามารถจนบัดนี้อายุยี่สิบหกได้เป็แม่ทัพพิทักษ์บูรพา ฐานะความเป็อยู่ครอบครัวจากชาวนายากไร้กลายเป็ตระกูลที่มีคนเคารพยกย่องพี่น้องในครอบครัวพลอยเป็อยู่สุขสบาย มีเพียงแค่หลัวหลิวหยางที่ยังแบกรับภาระหน้าที่และไร้คู่เรียงหมอนและคาดว่าจะไม่มีลูกสาวบ้านไหนกล้าแต่งกับบุรุษที่มีดวงกินภรรยาเช่นนั้น
ลูกศิษย์ของเขามักมองหลัวหลิวหยางเป็แบบอย่างซึ่งนับเป็เื่ดี และไม่แปลกใจที่จางฟางซินจะชื่นชมบุรุษเช่นหลัวหลิวหยางั้แ่นางยังเด็กก็ได้ยินเื่หลัวหลิวหยางราวกับเป็นิทานก่อนนอนเติบโตขึ้นพร้อมเื่เล่าของวีรบุรุษเมื่อใดก็ตามที่หลัวหลิวหยางกลับมาเมืองหลวงจะแวะมาเยี่ยมเยือนเขาทุกครั้ง จางฟางซินที่กล้าหาญจะกลายเป็คนเขินอายแอบหลบด้านหลัง ทำได้เพียงแค่แอบมอง
แต่เื่ที่หยางอี้เสียงไม่รู้คือจางฟางหรงที่มีนิสัยรักสนุกแม้จะไม่เชี่ยวชาญตำราพิชัยยุทธแต่เขาเป็บุรุษที่ชื่นชอบการเขียนโคลงกลอนมีความสามารถโดดเด่นและมักไปชุมนุมสนทนากับเหล่าบัณฑิตและบังเอิญไปสนิทสนมกับองค์รัชทายาทที่ปลอมกายออกมาท่องเที่ยวนอกวัง