ตอนที่ 7 : ความทรงจำในถ้วยกระเบื้อง
ประตูไม้ปิดลงพร้อมเสียงกระแทกแ่ ๆ ก่อนความเงียบจะค่อย ๆ กลืนกินกระท่อมทั้งหลังอีกครั้ง ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น เหลือเพียงฝุ่นละเอียดที่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในลำแสงยามบ่าย และหลินซูเหยาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะไม้เก่า
เธอฟังเสียงฝีเท้าของหวังชุนฮวาและหลินเสี่ยวเป่าค่อย ๆ ไกลออกไป จนสุดท้ายก็เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องไม้กับเสียงนกร้องแว่วมาจากท้ายหมู่บ้าน
หลินซูเหยาไม่ได้รีบเปิดดูเอกสารที่เพิ่งได้มา ทว่าค่อย ๆ พับมันอย่างประณีต ก่อนนำไปเก็บไว้ในตู้ไม้เก่าข้างคั่ง
ตอนนี้...ยังไม่ใช่เวลาของมัน
หญิงสาวถอนหายใจยาว ความตึงเครียดที่ฝืนประคองไว้ตลอดครึ่งวันคลายลงในที่สุด การแสร้งทำเป็เด็กสาวอ่อนแอที่ไร้ทางสู้ใช้แรงมากกว่าที่คิด ยิ่งร่างกายเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ความเหนื่อยล้าก็ถาโถมกลับมาแทบจะทันที
เธอเดินกลับมานั่งบนคั่งไม้ช้า ๆ ก่อนปล่อยสายตามองไปรอบกระท่อมเป็ครั้งแรกโดยไม่ต้องคอยระวังสายตาของใคร
ผนังดินแตกร้าวเป็เส้นบาง ๆ โต๊ะไม้เก่าที่ผ่านการใช้งานมานานจนผิวไม้เรียบลื่น ตู้ไม้ที่สีหลุดลอกเผยให้เห็นเนื้อไม้ซีดด้านใน ทุกสิ่งล้วนสะอาด แม้จะเก่าและทรุดโทรม แต่กลับถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ ราวกับเ้าของบ้านไม่เคยยอมปล่อยให้ความยากจนทำลายศักดิ์ศรีของตัวเอง
สายตาของหลินซูเหยาหยุดลงที่มุมหนึ่งของโต๊ะ
ถ้วยกระเบื้องสีขาวใบหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น
ขอบถ้วยบิ่นไปเล็กน้อย รอยร้าวเส้นบางทอดผ่านด้านข้าง แต่ยังถูกล้างจนสะอาด ไม่มีคราบน้ำชา ไม่มีฝุ่นเกาะ ราวกับมีใครบางคนใช้งานมันเป็ประจำ
เธอเอื้อมมือหยิบถ้วยใบนั้นขึ้นมาอย่างแ่เบา
ปลายนิ้วลูบผ่านรอยบิ่นโดยไม่รู้ตัว
เนื้อกระเบื้องเย็นกว่าที่ควรจะเป็ ความเย็นนั้นค่อย ๆ ซึมผ่านปลายนิ้ว ไล่ขึ้นมาตามฝ่ามือ ก่อนภาพตรงหน้าจะพร่าเลือนช้า ๆ
ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนถูกดึงห่างออกไป
แล้วโลกทั้งใบก็พลันสั่นไหว
"...ซูเหยา เวลาวางถ้วยรับแขก อย่าวางเสียงดัง"
เสียงอ่อนโยนดังขึ้นข้างหู ราวกับมีใครกำลังก้มลงพูดอยู่ไม่ไกล
ภาพของกระท่อมทรุดโทรมค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยบ้านหลังเดิมในวันที่ทุกอย่างยังสะอาดและเป็ระเบียบ แสงแดดยามสายทอดผ่านหน้าต่างไม้ สาดลงบนโต๊ะตัวเดิมที่ถูกเช็ดจนสะอาด ฝุ่นละอองลอยอ้อยอิ่งอยู่ในลำแสง เสียงนกร้องจากนอกบ้านดังแว่วเข้ามาเบา ๆ
หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้างดงามอ่อนโยน แต้มด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ทั้งห้องดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
เสิ่นชิงหลัน
มารดาของเ้าของร่าง
เบื้องหน้าเธอ เด็กหญิงตัวเล็กนั่งหลังตรง มือทั้งสองประคองถ้วยกระเบื้องสีขาวใบเดียวกับที่หลินซูเหยากำลังถืออยู่ในเวลานี้ ท่าทางยังเก้ ๆ กัง ๆ ราวกับกลัวว่าจะเผลอทำตกแตก
เสิ่นชิงหลันยื่นมือมาประคองมือของลูกสาวอย่างนุ่มนวล
“แบบนี้...ค่อย ๆ วางลง”
ถ้วยกระเบื้องแตะพื้นโต๊ะอย่างแ่เบา แทบไม่มีเสียงดังเลย
“เวลามีแขกมาที่บ้าน เื่เล็ก ๆ แบบนี้ก็คือการให้เกียรติ”
เด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ ก่อนลองทำตามอีกครั้ง คราวนี้มือเล็กมั่นคงขึ้นกว่าเดิม เสียงกระทบของก้นถ้วยเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เสิ่นชิงหลันหัวเราะเบา ๆ ดวงตาโค้งเป็เสี้ยวจันทร์ พลางยกมือเกลี่ยปอยผมที่หล่นลงมาข้างแก้มลูกสาว
“เก่งมาก”
เพียงสองคำสั้น ๆ แต่ทำให้ใบหน้าของเด็กหญิงสว่างขึ้นด้วยความภูมิใจ
ภาพตรงหน้าค่อย ๆ เลือนอีกครั้ง
คราวนี้เด็กหญิงกำลังจัดช้อนกระเบื้องบนโต๊ะอาหาร มือเล็กขยับไปมาอย่างลังเล ก่อนวางผิดตำแหน่ง
เสิ่นชิงหลันไม่ได้รีบแก้ เธอเพียงเลื่อนช้อนกลับไปไว้ด้านขวาอย่างใจเย็น
“ถ้ารับรองผู้ใหญ่ อย่าให้ปลายช้อนหันเข้าหาแขกนะ”
“เพราะอะไรหรือคะแม่”
“เพราะมารยาทคือความใส่ใจ”
เธอตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“คนที่ใส่ใจเื่เล็ก มักได้รับความไว้วางใจในเื่ใหญ่”
เด็กหญิงมองช้อนในมือ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ แม้ยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็จดจำคำพูดนั้นไว้ราวกับเป็เื่สำคัญที่สุดในโลก
ภาพทุกอย่างค่อย ๆ ละลายหายไปอีกครั้ง
ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ก่อนค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เป็่หัวค่ำ
หลอดไฟสีเหลืองส่องแสงนวลอยู่เหนือโต๊ะไม้ เงาของเปลวไฟไหวเอนตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง กลิ่นหมึกจาง ๆ กับกลิ่นกระดาษเก่าลอยปะปนอยู่ในอากาศ
หลินจิ้นกั๋วนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวเดิม
เบื้องหน้าเขามีเอกสารหลายปึกวางเรียงเป็ระเบียบ
เขาไม่ได้รวบทุกอย่างไว้กองเดียว ทว่าค่อย ๆ แยกเอกสารออกเป็หมวดหมู่ ผูกเชือกทีละชุด ก่อนติดป้ายกำกับด้วยลายมือที่เรียบร้อยและอ่านง่าย ทุกการเคลื่อนไหวเป็ไปอย่างใจเย็น ราวกับทำสิ่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
เด็กหญิงซูเหยานั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ส่งเสียงรบกวน เอาแต่เท้าคางมองผู้เป็พ่อด้วยความสงสัย
“พ่อคะ...”
หลินจิ้นกั๋วเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร พลางยิ้มให้ลูกสาว
“ว่าอย่างไร”
“ทำไมต้องแยกไว้หลายที่ด้วยคะ”
เด็กหญิงชี้ไปยังปึกเอกสารที่วางกระจายอยู่คนละมุมโต๊ะ
“เอาไว้รวมกันไม่ง่ายกว่าหรือ”
หลินจิ้นกั๋วหัวเราะเบา ๆ เขาวางพู่กันลง ก่อนยกมือแตะศีรษะลูกสาวอย่างเอ็นดู
“ง่ายสิ”
“แต่ของสำคัญ...ไม่ควรฝากความหวังไว้กับที่เดียว”
เด็กหญิงกะพริบตาปริบ ๆ คล้ายยังไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มจึงหยิบกระดาษสองแผ่นขึ้นมา วางแยกไว้คนละด้านของโต๊ะ
“ลองคิดดูนะ”
“ถ้าพ่อเก็บทุกอย่างไว้ที่เดียว แล้ววันหนึ่งเกิดไฟไหม้ หรือมีคนขโมยไป...”
เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนใช้นิ้วแตะลงบนกองเอกสาร
“เราก็จะเสียทุกอย่างพร้อมกัน”
เด็กหญิงก้มลงมองกระดาษทั้งสองแผ่นอย่างตั้งใจ
หลินจิ้นกั๋วยิ้มบาง ก่อนพูดต่อ
“แต่ถ้าแบ่งเก็บไว้หลายแห่ง อย่างน้อยก็ยังเหลือบางส่วน”
“คนเราป้องกันโชคร้ายไม่ได้ทุกเื่”
“แต่เตรียมตัวรับมันได้”
เด็กหญิงพยักหน้าช้า ๆ แม้จะยังเข้าใจเพียงครึ่งเดียว แต่ก็พยายามจดจำทุกคำ
หลินจิ้นกั๋วรวบเอกสารปึกหนึ่งเข้าที่ ก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง
“จำไว้นะซูเหยา”
น้ำเสียงของเขายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม ทว่าแฝงความหนักแน่นที่ทำให้เด็กหญิงนั่งตัวตรงโดยไม่รู้ตัว
“ของบางอย่างมีค่ากว่าเงิน”
เขาแตะเบา ๆ ลงบนปึกเอกสารตรงหน้า
“โดยเฉพาะเอกสาร”
“เงินหาย...หาใหม่ได้”
“แต่สิทธิของเรา ถ้าหายไปแล้ว บางครั้งก็ไม่มีวันเอาคืนได้”
เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงเบา
“แล้วถ้ามีคนแย่งไปล่ะคะ”
หลินจิ้นกั๋วมองลูกสาว ดวงตาเต็มไปด้วยความภูมิใจที่เด็กน้อยถามต่อ
“ถ้าเรายังมีหลักฐาน”
เขายิ้ม
“ความจริงก็ยังเป็ของเรา”
ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนรางลงอีกครั้ง
หลินซูเหยาที่ยืนอยู่ท่ามกลางความทรงจำรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น
คำพูดเหล่านี้...ในเวลานั้น เด็กหญิงอาจยังไม่เข้าใจ
แต่สำหรับเธอในวันนี้ ทุกประโยคกลับชัดเจนราวกับถูกเตรียมไว้เพื่อเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
ภาพตรงหน้าพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง
คราวนี้เป็ยามค่ำคืน
สายฝนโปรยกระหน่ำลงบนหลังคากระเบื้อง เสียงเม็ดฝนกระทบชายคาดังสม่ำเสมอ ลมเย็นพัดลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง จนเปลวไฟในตะเกียงน้ำมันไหวเอนเป็ระยะ
ภายในบ้าน หลินจิ้นกั๋วยืนอยู่หน้าตู้ไม้
เขาค่อย ๆ หยิบเอกสารบางส่วนออกมา ตรวจดูทีละปึก ก่อนแยกเก็บลงในห่อผ้าคนละสี สีหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง ราวกับกำลังเตรียมรับมือกับบางสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
เด็กหญิงซูเหยายืนกอดถ้วยกระเบื้องอยู่ข้างประตู มองผู้เป็พ่อด้วยความสงสัย
“พ่อคะ...”
หลินจิ้นกั๋วชะงักมือ ก่อนหันกลับมา
ทันทีที่เห็นลูกสาว รอยเคร่งเครียดบนใบหน้าก็ค่อย ๆ คลายลง เขายิ้มอ่อน ๆ แล้วกวักมือเรียก
“ซูเหยา มาหาพ่อสิ”
เด็กหญิงรีบเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
ชายหนุ่มยกมือลูบศีรษะลูกเบา ๆ ฝ่ามือใหญ่ที่เคยอบอุ่นในความทรงจำ ทำให้เด็กหญิงยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา
หลินจิ้นกั๋วมองลูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“จำคำของพ่อไว้นะ”
น้ำเสียงยังคงสงบ ทว่าหนักแน่นกว่าทุกครั้งที่เด็กหญิงเคยได้ยิน
“หากวันหนึ่ง...พ่อไม่อยู่แล้ว”
เด็กหญิงรีบส่ายหน้า
“ไม่เอา...พ่อจะอยู่กับหนู”
หลินจิ้นกั๋วหัวเราะเบา ๆ เขาไม่ได้อธิบาย ไม่ได้ปลอบ เพียงดึงลูกสาวเข้ามาใกล้อีกนิด แล้วโน้มตัวลงกระซิบข้างหู
“กุญแจของเรา...”
เขาเว้นจังหวะเพียงชั่วอึดใจ
“จะอยู่หลังอิฐก้อนที่อุ่นที่สุด”
เด็กหญิงกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ
“อิฐก้อนไหนหรือคะ”
หลินจิ้นกั๋วเพียงยิ้ม
“วันที่ลูกโต...ลูกจะรู้เอง”
เขาแตะปลายจมูกลูกสาวเบา ๆ เหมือนทุกครั้งที่อีกฝ่ายถามคำถามยาก ก่อนลุกขึ้นหันกลับไปจัดเอกสารต่อ
ภาพของเขาค่อย ๆ เลือนรางลงพร้อมเสียงฝนที่ยังตกไม่หยุด
ทุกสิ่งแตกสลายเป็ละอองแสง
...
หลินซูเหยาสะดุ้งลืมตา
เธอยังคงยืนอยู่กลางกระท่อมหลังเดิม
ถ้วยกระเบื้องยังอยู่ในมือ รอยบิ่นใต้ปลายนิ้วให้ััไม่ต่างจากเมื่อครู่ ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่ลมหายใจของเธอกลับหนักขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
หลินซูเหยาค่อย ๆ ก้มมองถ้วยในมือ ความทรงจำเมื่อครู่ชัดเจนเสียจนไม่มีทางเป็เพียงความฝัน
หลินจิ้นกั๋วไม่ได้พูดลอย ๆ
เขากำลังฝากบางสิ่งไว้ให้ลูกสาว
หญิงสาวหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้คำพูดสุดท้ายของบิดาดังก้องอยู่ในความคิด
"กุญแจของเรา...จะอยู่หลังอิฐก้อนที่อุ่นที่สุด"
อิฐก้อนที่อุ่นที่สุด...
มันหมายถึงอะไรกันแน่
หลินซูเหยาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสงบนิ่งกว่าเดิม
เธอยังไม่รู้คำตอบ
แต่เชื่อมั่นว่า...
คำตอบนั้น กำลังรอเธออยู่