บทที่ 4
ผลลัพธ์หลังเฝ้ารอ
นับั้แ่วันที่ได้รับคำแนะนำจากพ่อค้าชาวเซียนลว่อ ฝ่ายจางฮุ่ยเหมยจึงลงมือทำตามวิธีที่เขาแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วยความตั้งใจนางไม่เคยจับจอบหรือเสียมมาก่อน อาศัยเพื่อนบ้านข้างเคียงขอหยิบยืมเครื่องมือและให้พวกเขาสาธิตวิธีใช้งานเล็กน้อยหลังจากนั้นนางจึงเริ่มลงมือปรับสภาพดินในพื้นที่ของนางทันที
ผิดกับเจียวซือซึ่งมักเข้ามาแย่งเครื่องมือจากนายหญิงของตนไม่ยอมให้นางทำอะไรมากกว่านี้ นอกจากเลี้ยงดูคุณชายน้อยเท่านั้นความจริงเจียวซือไม่เคยทำงานประเภทนี้มาก่อนเหมือนกันนางเป็เพียงบ่าวรับใช้ของคุณหนูในห้องหอมากสุดแค่จัดเตรียมอาหารและจัดการเื่ทั่วไป ไม่ถึงขั้นลงแรงขุดดินปลูกผัก มันจึงกลายเป็เื่ยากและไกลเกินตัวไปมากทีเดียว
เพื่อตัดปัญหาโดนแย่งงานจากเจียวซือ จางฮุ่ยเหมยจึงออกคำสั่งให้บ่าวรับใช้เพียงหนึ่งเดียวไปตักน้ำในลำธารหลังบ้านมาเติมในบ่อน้ำหลังครัวให้เต็มส่วนนางอาศัย่เจียวซือออกไปตักน้ำตรงลำธาร ลอบพรวนดินโรยปูนขาวและเฝ้าสังเกตสภาพดินทุกวัน
ทำครั้งแรกทุลักทุเลไม่น้อยสำหรับสตรีบอบบางสองคนซึ่งไม่เคยทำงานหนักมาก่อน พอเริ่มทำและเริ่มคุ้นชินก็ค่อยๆเริ่มดีขึ้นมาตามลำดับในเวลาค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไป คนหนึ่งต้องคอยทำงานบ้านหาบน้ำเข้ามาเติม อีกคนคอยเลี้ยงเ้าแฝดและแอบพรวนดินโรยปูนขาวลับหลังบ่าวรับใช้ราวกับโจรย่องเบา
ต้องใช้ความอดทนและความพยายามอย่างมากในการปรับตัวอาศัยอยู่ที่นี่ยังดีพวกนางมีข้าวสารและธัญพืชพอให้ประทังชีวิต่เงินลดน้อยลงไปทีละเล็กทีละน้อยเพื่อนบ้านเองไม่ได้แล้งน้ำใจมากนัก บางคนเอาไข่ไก่หรือเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้แบ่งปันให้กับพวกนางอาจเห็นว่าบ้านของจางฮุ่ยเหมยมีเพียงสตรีและเด็กวัยแบเบาะแสนบอบบาง สภาพของพวกนางน่าสงสารและน่าเห็นใจนัก
มันก็น่าเห็นใจจริงๆ นั่นแหละ...ถ้ามีบุรุษในบ้านสักหนึ่งคนน่าจะช่วยเื่ล่าสัตว์บนเขามาเป็อาหารให้ได้ แต่พวกนางไม่มีเวลาแม้แต่ปลีกตัวออกไปนี่สิโดยเฉพาะจางฮุ่ยเหมยซึ่งเดี๋ยวนี้เ้าก้อนแป้งของนางร้องไห้หิวนมบ่อยเหลือเกินผ่านไปได้สักสองชั่วยามก็ร้องเสียแล้ว กลายเป็ว่านางต้องติดหนึบกับลูกน้อยตลอดเวลา
"นายหญิงเ้าคะ"
"หืม..."จางฮุ่ยเหมยมัวแต่นวดระหว่างคิ้ว ก่อนละสายตาจากเ้าแฝดผินมองเจียวซือ
"พรุ่งนี้เช้ามืดข้าอยากออกไปเก็บของป่ากับลุงฝูป้าเสิ่นเ้าค่ะเผื่อได้สมุนไพรหรือผลไม้มาทำอาหารแทนสำรับเดิมๆ เ้าค่ะ"
"แล้วเ้าเก็บเป็หรือ?"
"เรียนรู้จากท่านลุงท่านป้าเอาเ้าค่ะ"
จางฮุ่ยเหมยเห็นว่าเป็เื่ที่ดีหากเจียวซือไปเก็บของป่ากับเพื่อนบ้านใกล้ๆ ด้วยกันอย่างน้อยนางไม่ต้องทนกินข้าวต้มธัญพืชทุกวันแบบนี้อีกอย่างเจียวซือเองไม่สามารถปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย จะเบื่ออาหารสำรับเดิมๆคงไม่แปลก
"ก็ได้หรือข้าจะให้เ้าไปเรียนรู้ทำอาหารกับป้าเสิ่นดีนะข้าเองก็เบื่ออาหารบ้านเราเช่นกัน"
"ก็ดีสิเ้าคะ!" เจียวซือกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีเมื่อคลับคล้ายคลับคลาว่านายหญิงของนางเอ่ยเชิงอนุญาต
"เอาไว้วันพรุ่งนี้เ้าไปลองเข้าป่ากับท่านลุงท่านป้าก่อนกล่าวหยั่งเชิงดูว่าท่านป้าเต็มใจสอนเ้าหรือไม่"
"ท่านป้าย่อมเอ็นดูและเมตตาข้าอย่างแน่นอนเ้าค่ะ!"
จางฮุ่ยเหมยไม่รู้ว่าบ่าวรับใช้แสนน่าชังคนนี้ไปเอาความมั่นใจมาจากที่ไหนเห็นแล้วได้แต่ส่ายหน้า
"ถ้าเช่นนั้นก็ตั้งใจหน่อยละส่วนแปลงผักก็ไม่มีอะไรแล้ว แค่พรวนดินนิดๆ หน่อยๆ โรยปูนขาวกับรักษาน้ำในดินงานเล็กๆ พวกนี้ข้าสามารถทำได้ หากเ้ากลับมาไม่ทัน่เช้าตอนสาย"
"เ้าค่ะนายหญิง ขอบคุณมากเ้าค่ะ"
เจียวซือยิ้มระรื่นหลังได้รับอนุญาตจากนายหญิงปลีกตัวออกไปทำหน้าที่ที่เหลืออยู่ภายในบ้านต่อ อย่างน้อยออกมาอยู่กับนายหญิงแม้ชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเหมือนตอนอยู่จวนแม่ทัพ แต่ก็ไม่ได้แย่เลวร้ายขั้นสุดเหมือนอยู่ที่จวนอันกัวป๋อเทียบกันแล้วเป็ชีวิตกลางๆ ยังมีอาหารให้กินครบทุกมื้อ แม้เป็อาหารซ้ำซากจำเจกลับรสชาติดีกว่าอาหารของจวนอันกัวป๋อเป็ไหนๆอาจไม่เลิศรสเท่าจวนแม่ทัพก็ยังสามารถกินได้ซ้ำชีวิตของนางไม่ได้น่าเบื่อเหมือนครั้งตอนถูกปิดหูปิดตาหลังย้ายตามเ้านายที่แต่งงานเข้าจวนอันกัวป๋อ
ชีวิตตอนนี้เจียวซือมีอิสระเต็มที่เวลาทำอะไรขอแค่ให้ขออนุญาตจากจางฮุ่ยเหมยก่อน ได้เห็นชาวต่างชาติได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตภายนอกอย่างเต็มที่ถึงลำบากในบางเื่ แต่ก็มีความสุขกับเื่เล็กๆ น้อยๆได้อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนมีคุณชายน้อยทั้งสองของนายหญิงคอยสร้างสีสันชีวิตให้กับนางจนหัวหมุน แค่นี้ก็เกินพอแล้ว
ขณะเดียวกันจางฮุ่ยเหมยกำลังคิดว่าเวลาหมุนผ่านมาเดือนกว่าๆเกือบจะสองเดือนเต็ม นางยังไม่ได้ทำพิธีครบเดือนให้กับเ้าแฝดของนางเลยของอวยพรอย่างกุญแจมงคลสักดอกสำหรับเด็กทั้งสองก็ยังไม่มีสำหรับวิถีชาวบ้านนางไม่มีความรู้มากนักนางเคยผ่านการร่วมงานพิธีแบบนี้จากเทียบเชิญมาไม่น้อยนางเลยคุ้นเคยกับพิธีเ่าั้มากกว่า
บางทีพวกเขาอาจมีพิธีครบเดือนเรียบง่ายกว่าที่คิด
แล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆจางฮุ่ยเหมยเอ่ยปากสอบถามกับเพื่อนบ้านที่พอสนิทใจได้พวกเขาไม่มีพิธียุ่งยากหรือเสี่ยงทายอนาคตของเด็กน้อยหรือมอบของขวัญให้เหมือนชนชั้นสูงมีเพียงตัดผมไฟครบเดือนและกล่าวอวยพรให้เด็กน้อยมีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรงและเป็ที่รักยิ่งขึ้นไปของครอบครัว หากมีกำลังทรัพย์เสียหน่อยผู้เป็บิดามารดาอาจมอบของขวัญเป็กุญแจหยกมอบให้เด็กน้อยเพื่อสื่อว่าขอให้เขาอายุยืน พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ
แต่จางฮุ่ยเหมยมีบุตรชายตัวอวบอ้วนขาวแน่นอย่างกับหัวผักกาดเช่นนี้ถึงสองหัว ตามหลักแล้วควรมอบกุญแจให้คนละดอกแก่จางหนิงเทียนกับจางหนิงเฉิง
เป็ท้อ...สงสัยว่านางควรมอบกุญแจหยกเพียงดอกเดียวต้องขอโทษลูกน้อยทั้งสองว่า แบ่งๆ คำอวยพรกันนะ แม่มีกำลังทรัพย์แค่นี้จริงๆ
ไม่รอช้าจางฮุ่ยเหมยยื่นเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายที่ติดตัว ส่งให้เจียวซือนำไปขายที่ย่านการค้าของเมืองเซียงโจวกำชับว่าต้องเป็หยกเนื้อดี แต่ไม่ต้องดีที่สุด กลางๆ ก็พอ เพราะอย่างไรทางเจียวซือย่อมคุ้นเคยพวกเครื่องประดับมาอย่างโชกโชนน่าจะสามารถเลือกซื้อหยกสำหรับทำกุญแจมงคลให้กับเ้าก้อนซาลาเปาอวบเนื้อนุ่มของนางได้อย่างเหมาะสม
หนึ่งอาทิตย์ต่อมาบ้านของจางฮุ่ยเหมยได้จัดพิธีครบเดือนให้กับจางหนิงเทียนและจางหนิงเฉิง แม้เป็งานเล็กๆแต่ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ และเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมอวยพร
เด็กน้อยทั้งสองเจอคนมากๆกรูเข้ามาหาถึงกับจ้องเขม็งด้วยความไม่คุ้นชิน ไม่ถึงกับใร้องไห้แต่มีอาการนิ่งเงียบเดี๋ยวคนนั้นขออุ้มทีคนนี้ขออุ้มที กลับอยู่กับคนแปลกหน้าได้ไม่นานพลันร้องไห้จ้าหามารดาเพราะััไม่คุ้นเคยระคายผิว
"ตายแล้วๆ อาเทียนร้องแล้วต้องรีบคืนให้เหมยเอ๋อร์เสียแล้วสิ" หญิงวัยกลางคนไม่ได้ตั้งแง่ใดๆเพราะเป็ปกติของทารกน้อย พลันรีบอุ้มพาไปคืนจางฮุ่ยเหมย
"อาเฉิงเองเริ่มงอแงตามพี่ชายแล้วด้วยไม่ไหวๆ พากันติดแม่ทั้งสองคนเลยนะ" ชายวัยกลางคนเอ่ยระคนเอ็นดูเสียไม่ได้
จางฮุ่ยเหมยกับเจียวซือรีบรับบุตรชายทั้งสองคืนกลับมาวันนี้ดูวุ่นวายเป็พิเศษ แรกๆ เหมือนเ้าก้อนแป้งทั้งสองจะเข้ากับคนแปลกหน้าด้วยดี ไปๆ มาๆ พวกเขาเจอคนแปลกหน้ามากๆเข้าคงใไม่น้อย จางฮุ่ยเหมยเลยได้แต่กอดปลอบขวัญ พลางตบก้นเด็กน้อยเพียงเบาๆ
"ไม่เป็ไรแล้วนะ ไม่เป็ไรแล้ว"
"เหมยเอ๋อร์"
"เ้าคะท่านลุงซี?" หญิงสาวขานรับแทบจะทันที แม้จะสลับปลอบเด็กทั้งสองอยู่
"ข้าเห็นแปลงผักของเ้ามีต้นอ่อนงอกขึ้นมาเ้าปลูกผักหรือ?"
"..." จางฮุ่ยเหมยขบคิดสักพักก่อนตอบ"อ๋อ ใช่แล้วเ้าค่ะ ข้าปลูกผักเอาไว้กินเองเ้าค่ะ"
คำตอบของนางเรียกความสนใจจากผู้คนที่อยากปลูกพืชผักไว้กินเองภายในบ้านออกไปซื้อที่ตลาดของย่านการค้าเมืองเซียงโจวทีไรมักเจอราคาแพงอยู่เสมอต่อให้อยากกินผักหลากหลายมากกว่านี้พวกเขาไม่อาจสูญเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยการซื้อจ่ายผักเพื่อสนองความ้าของตัวเอง
คนมากมายสนใจอยากจะปลูกผักเริ่มทยอยกันเข้ามาสอบถามว่าจางฮุ่ยเหมยทำอย่างไรถึงปลูกผักจนแตกต้นอ่อนบนดินเค็มแห่งนี้ได้
"เหมยเอ๋อร์เ้าทำอย่างไรถึงสามารถปลูกผักได้อย่างนั้นหรือ? แต่ว่าดินในหมู่บ้านของเราเป็ดินเค็มนะ"
"ต้องปรับสภาพดินทำให้ดินเหมาะกับการเพาะปลูกก่อนเ้าค่ะ"
"ปรับสภาพดินหรือ? ปรับได้อย่างไรล่ะ?"
ใช่ มันเป็ความรู้แปลกใหม่สำหรับชาวเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่กับริมทะเลพวกเขาไม่ได้เชี่ยวชาญเื่การเกษตรหรือเพาะปลูกเพราะมันไม่ใช่วิถีชีวิตหลักของพวกเขาเหมือนกับการทำประมงซึ่งทำอยู่ทุกวันและบางทีคนทำการเกษตรซึ่งมีสภาพดินอุดมสมบูรณ์มากกว่าชาวเมืองเซียงโจวคงไม่เคยประสบกับปัญหาดินเค็มไม่แน่พวกเขาอาจยังไม่รู้ว่าต้องจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไรดีไม่ดีมาอาศัยอยู่ในเมืองท่าแห่งนี้อาจยังหาทางออกไม่เจอ ไม่เช่นนั้นเื่ปัญหาเื่การเพาะปลูกคงได้รับการแก้ไขไปเนิ่นนานแล้ว
นี่เป็โอกาสอันดีไม่ใช่หรือ นางสามารถชี้นำพวกเขาไปหาพ่อค้าชาวเซียนลว่อคนนั้นได้!!!
"ความจริงเื่การปรับสภาพข้าได้รับความรู้และวิธีที่ถูกต้องมาจากพ่อค้าชาวเซียนลว่อเ้าค่ะ"ก็ปูทางนำไปเลยสิ นางจะเสียโอกาสนี้ได้อย่างไร
"ชาวเซียนลว่อ?"
"เ้าค่ะ เขาแนะนำให้ข้าหลากหลายวิธีมากแต่ที่เขากล่าวมาล้วนไม่ตรงตามสภาพดินในแปลงผักของบ้านข้าข้าจึงบอกสภาพดินและลักษณะที่เกิดขึ้นให้แก่เขาแล้วเขาก็แนะนำวิธีปรับสภาพดินให้กับข้าเ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเ้าทำอย่างไรกับดินของเ้าบ้างล่ะ?"
"ข้าต้องหมั่นใช้น้ำจากลำธารซึ่งเป็น้ำจืดเพื่อชะล้างความเค็มของดินและรักษาความชื้นไม่ให้ดินแข็งตัวแล้วใช้ของบางอย่างที่ข้าซื้อมาจากพ่อค้าชาวเซียนลว่อช่วยให้เห็นผลลัพธ์เร็วขึ้นเ้าค่ะ"
พอบอกว่าต้องใช้ของบางอย่างร่วมด้วยในการปรับสภาพดินเค็มผู้คนทั้งหลายเริ่มสนใจและอยากรู้มากยิ่งขึ้น
"มันคืออะไรหรือเหมยเอ๋อร์?"
"มันมีลักษณะคล้ายผงแป้งเ้าค่ะ ไม่มีกลิ่นเป็เพียงผงละเอียดสีขาว ชาวเซียนลว่อบอกว่ามันเป็ 'ผงปูนขาว'เ้าค่ะ"
พวกเขาเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บางคนสังเกตเห็นว่าแปลงผักของจางฮุ่ยเหมยหลงเหลือเศษผงสีขาวเกาะประปรายอยู่ตามหน้าดินไม่มากก็น้อยทว่าพวกเขาไม่คุ้นเคยสิ่งที่เรียกว่า 'ผงปูนขาว' มากนัก จึงยังชั่งใจอยู่มากเพราะเมล็ดที่นางเพิ่งหว่านลงไปเพิ่งจะแตกต้นอ่อนจึงไม่แน่ใจว่าปรับสภาพดินแล้วจะสามารถปลูกพืชผักได้จริงหรือไม่อาจจะตายในระหว่างที่มันเติบโตก็ได้ดังนั้นจึงเกิดการคาดเดาผลลัพธ์แตกออกเป็สองเสียงขึ้นมา
แน่นอนเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นจะช้าหรือเร็วล้วนขึ้นอยู่กับเวลาทั้งสิ้นจางฮุ่ยเหมยจึงเสนอทางเลือกให้กับพวกเขาแทน
"เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะพวกท่านลองสังเกตแปลงผักของข้าดูก่อนว่ามันจะเติบโตได้ดีหรือไม่ค่อยตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อภายหลังก็ได้ว่ามันเป็ไปได้หรือไม่อย่างน้อยก็มีแปลงผักของข้าเป็ตัวอย่างเ้าค่ะ"
"..."
"หากมันเป็ไปได้ด้วยดีมีโอกาสปลูกพืชผักงอกเงยได้สำเร็จและท่าน้าอยากปรับสภาพหน้าดินและ้าซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก ข้ายินดีเป็คนพาพวกท่านไปเจรจากับพ่อค้าชาวเซียนลว่อคนนั้นเ้าค่ะ"
"โอ้...เ้าจะขันอาสาเป็ล่ามหรือ?"มีคนหนึ่งแปลกใจอย่างมากที่จางฮุ่ยเหมยสามารถสื่อสารภาษาต่างชาติได้
"เพียงเล็กน้อยเ้าค่ะหากพวกท่านสนใจสินค้าจากชาวหงหมาวและชาวต่างชาติอื่นๆ ข้าย่อมเจรจาเล็กๆ น้อยๆได้เ้าค่ะ" น้ำเสียงหวานตอบรับอย่างถ่อมตัว
ทุกคนเริ่มประหลาดใจกับความสามารถอันเหลือล้นของจางฮุ่ยเหมยน้อยคนนักจะพูดได้หลากหลายภาษา กับสตรีด้วยแล้วเื่นี้เป็ไปได้ยากยิ่ง พอเห็นว่านางสามารถปรับปรุงดินและทดลองปลูกผักมีความเป็ไปได้สูงว่านางอาจขอวิธีมาจากพ่อค้าชาวเซียนลว่อจริงๆถือเป็การเปิดความรู้เื่ปรับปรุงดินเื่ใหม่สำหรับพวกเขาอย่างมากมาย
"ช่างโชคดียิ่งมีคนมีความรู้ความสามารถมาอยู่หมู่บ้านของเราเปิดโลกใหม่จากชาวต่างชาติให้แก่พวกเราอีกด้วย"
"ชาวต่างชาติมีความรู้เื่เพาะปลูกไม่เหมือนใครจริงๆ"
"แต่พวกเราควรสังเกตแปลงผักของเหมยเอ๋อร์ก่อนนะ"
ทุกคนเริ่มปรึกษาหารือว่าควรทำอย่างไรต่อไปดีเพาะปลูกก็หมายถึงปากท้องและลดค่าใช้จ่ายยามซื้อข้าวสารกับธัญพืชค่าจ้างล่ามเองก็สำคัญเพราะมันแลกมาด้วยความรู้และวาทศิลป์ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างชาวต่างชาติด้วยพวกเขาเป็ชาวริมทะเลมีหรือจะไม่เห็นคุณค่าของความสำคัญเหล่านี้
เมื่อตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปพวกเขาจะผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าดูแปลงผักของจางฮุ่ยเหมยทุกวันเพราะมีผักผลไม้บางชนิดใช้เวลาปลูกไม่นานก็ออกดอกออกผลให้เห็นเป็ผลลัพธ์ได้ทันที
เหมือนจางฮุ่ยเหมยได้คนเฝ้าเวรยามบ้านตัวเองโดยไม่ต้องออกเงินค่าจ้างแต่อย่างใดอีกทั้งพวกเขายังช่วยถอนหญ้าซึ่งเป็วัชพืชในแปลงปลูกผักและพรวนดินเล็กน้อย ทุ่นแรงนางกับเจียวซือไปได้เยอะมีเวลาให้นางดูแลสองแฝดจอมซนอย่างเต็มที่โดยปริยาย
พอได้ผลผลิตจำนวนหนึ่งจากแปลงผัก พวกเขาอยากลองหว่านเมล็ดและเฝ้าดูแลด้วยตัวเอง โดยทดลองทำกับแปลงผักของบ้านตระกูลจางเพราะบ้านอื่นๆของพวกเขาไม่ได้ทำแปลงผักขึ้นมาเป็จริงเป็จังและพวกเขาไม่มีความรู้เื่ปรับสภาพดินเค็มแน่นอนว่าปลูกอะไรไปย่อมออกดอกออกผลยาก ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดมีแต่ดินของบ้านนางแต่จางฮุ่ยเหมยต้องคอยเฝ้าสังเกตความเรียบร้อย พวกเขาอยู่ที่แปลงผักของนางได้แต่จะเข้าบ้านของนางเพื่อขอทำธุระส่วนตัวไม่ได้ เพราะมันไม่เหมาะสมนี่คือกฎเหล็กของคนที่เทียวเข้าเทียวออกจากรั้วบ้านที่เปิดกว้างของนาง
ท้ายที่สุดพวกเขาได้เห็นผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจหลังทดลองปลูกด้วยตัวเอง จากตัวอย่างดินที่ถูกปรับสภาพให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชผักตัวแทนของชาวบ้านที่อยากทำการเกษตรจึงเอ่ยปากกับจางฮุ่ยเหมยว่า
"พวกข้าสนใจอยากปรับสภาพดินและอยากได้คำแนะนำการดูแลดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการเพาะปลูกตลอดไปด้วยเ้าพอจะเป็ล่ามไปเจรจากับพ่อค้าชาวเซียนลว่อคนนั้นได้หรือไม่?"
หญิงสาวแทบอยากฉีกยิ้มให้ถึงใบหูตัวเองจำต้องรักษามารยาทท่าทีให้มิดชิด ไม่เผยความรู้สึกดีใจให้ใครได้เห็นเพียงเสี้ยวทั้งที่ใจของนางกำลังกู่ร้องว่าบ่อเงินบ่อทองมาหาจางฮุ่ยเหมยคนนี้แล้ว!!!
พอเห็นว่านางไม่ตอบเสียที พวกเขาจึงรีบพูดต่อว่า
"พวกข้ายินดีจ่ายค่าล่ามให้เ้าเห็นว่าภาษาของชาวเซียนลว่อยากกว่าชาวหงหมาวนัก เ้าเห็นว่าอย่างไร?"
"อ่า..."สงสัยนางดีใจจนรู้สึกโบยบินขึ้นสู่ผืนนภากว้างใหญ่ไปหน่อยไม่ทันคิดเลยว่าพวกเขารอคำตอบอยู่ "ยินดีเ้าค่ะค่าจ้างเป็ล่ามของข้าขอแค่สามส่วนจากราคาล่ามตามปกติก็ได้เ้าค่ะ"
"ได้อย่างไรกัน!?"
"ข้าขอค่าจ้างล่ามสามส่วนจากสิบส่วนในราคาล่ามปกติทั่วไปหากพวกท่านคิดว่าไม่เหมาะสมเช่นนั้นนำสมุนไพรหรือผลไม้ป่ามาแลกเปลี่ยนส่วนต่างที่เหลือก็ได้เ้าค่ะบ้านข้ามีแต่สตรี หาอาหารทีก็เป็เื่ยากไปหน่อย"
พวกเขาเพิ่งคิดได้ว่านางเป็คนต่างเมืองไม่ใช่ชาวเซียงโจวมาแต่กำเนิดแล้วนางยังเป็เพียงสตรีที่หอบหิ้วลูกน้อยมาอาศัยอยู่ที่นี่ติดกับชายแดนเขตทะเลอีกดูๆ ไปจางฮุ่ยเหมยกับเจียวซือไม่ค่อยคุ้นเคยกับการหาของป่า แต่มีเงินซื้อบ้านและที่ดินห้าหมู่ถือว่าเป็เศรษฐีคนหนึ่งพอสังเกตดีๆ นางก็ไม่มีของมีค่าอะไรประดับติดตัวให้เห็น น่าจะเป็ผู้ดีตกยากแต่ผู้ดีนิสัยดีเช่นนี้มีหรือที่ชาวบ้านหมู่บ้านฮัวเป่ยจะไม่ช่วยเหลือ
"เช่นนั้นข้าต้องรบกวนเ้าเป็ล่ามด้วยแล้วพวกเราจะจัดเตรียมค่าจ้างและพวกสมุนไพรรวมถึงอาหารให้พวกเ้าเอง"
คำพูดของตัวแทนทำให้จางฮุ่ยเหมยเอียงคอเล็กน้อย...เมื่อครู่เขาพูดถึงอาหารหรือ???