ตอนที่ 10 หนีเที่ยว
วาดฝันเบิกตากว้างหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีอย่างควบคุมไม่ได้ เธอหันไปมองด้านข้างก็พบกับใบหน้าคมคายของภูทัชที่กำลังโน้มลงมากระซิบกระซิบข้างหูเธอด้วยรอยยิ้มเย็น
ชายหนุ่มที่เข้ามาทักทายวาดฝันเมื่อครู่ถึงกับหน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบและน้ำเสียงแข็งกร้าวของภูทัชเขาถึงกับรีบยกมือขึ้นขอโทษขอโพย ก่อนจะรีบเดินเลี่ยงหายไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเดินจากไปแล้วภูทัชก็ค่อยๆ คลายอ้อมแขนออกจากเอวบางของวาดฝันหันมาจ้องมองหน้าเธอด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหึงหวงเล็กน้อย
“สาวน้อย...แอบหนีเที่ยวกับเพื่อนสนุกมากเลยใช่ไหม...คุณแฟน” ภูทัชกระซิบถามเสียงแ่ น้ำเสียงเย้าแหย่แกมเ้าเล่ห์
วาดฝันหน้าแดงก่ำรีบเบือนหน้าหนีสายตาคมกริบของภูทัชอย่างประหม่า “ฉันเปล่านี่นาฉันไม่ได้หนีเที่ยวสักหน่อย”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไม่ได้ปฏิเสธที่เราเป็แฟนกัน” ภูทัชถามย้ำเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มเป็ประกายวาววับ
“เอ่อ...คุณนี่...ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย”วาดฝันตอบเสียงแ่แก้ตัวอย่างอ้อมแอ้ม
ภูทัชเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างคนที่เหนือกว่าก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ “เอาโทรศัพท์ของเธอมา”
วาดฝันยื่นโทรศัพท์ให้อย่างงงๆเธอไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำตามคำพูดของภูทัชอย่างว่าง่ายเช่นนี้
ภูทัชคว้าโทรศัพท์เอาไว้ในมือ นิ้วเรียวยาวของเขากดจิ้มลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของวาดฝันอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้กับวาดฝันด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “เรียบร้อย” เสียงกระซิบดังที่ข้างหูของวาดฝัน“ผมเมมเบอร์โทรศัพท์เอาไว้เรียบร้อย ต่อไปอย่าลืมรายงานตัวด้วยล่ะ”
วาดฝันรับโทรศัพท์มือถือของตัวเองคืนมาเธอมองดูหน้าจอที่ปรากฏตรงหน้าด้วยความรู้สึกเขินอายปนขบขัน “คุณแฟน”ช่างเป็ชื่อที่… วาดฝันยิ้มกว้างขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เหมือนแพรเองก็เอาแต่ยืนยิ้มกริ่มด้วยความอารมณ์ดีเมื่อเห็นเพื่อนรักมีโมเม้นท์น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ “ฝัน...แกมีคนดูแลแล้ว ฉันไม่ยืนเป็ก้างแล้วนะ”เหมือนแพรพูดเสร็จก็เบี่ยงตัวเองไปอีกด้านหนึ่งก่อนที่ตัวเองจะโฟกัสไปที่ชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างอารมณ์ดี
“เอาค็อกเทลมาเพิ่มอีกสองแก้วค่ะ”เหมือนแพรบอกบริกรด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะหันกลับมาแซววาดฝันด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์“ว่าไงคะคุณเพื่อน คืนนี้จะดื่มฉลองกันหน่อยไหมคะหรือว่าจะกลัวเมาแล้วไปสารภาพรักกับใครอีก”
คำแซวของเหมือนแพรทำเอาวาดฝันถึงกับหน้าแดงก่ำรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อนสาวเอาไว้แทบไม่ทัน “แพร!เลิกแซวได้แล้ว” วาดฝันกระซิบเสียงดัง ดวงตากลมโตเหลือบมองภูทัชด้วยความกระดากอาย
ภูทัชที่ได้ยินคำพูดของเหมือนแพร แต่เขายังคงยืนนิ่งราวกับไม่ได้ยินสิ่งใดมีเพียงอมยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนมุมปากด้วยความรู้สึกชอบใจยิ่งนัก
ตลอดค่ำคืนนั้น วาดฝันจึงเพียงจิบค็อกเทลเพียงเล็กน้อยเธอตั้งใจว่าจะไม่ยอมเมาหมดสภาพอย่างครั้งที่แล้วเป็แน่ แม้ว่าบรรดาเพื่อนตัวดีทั้งหลายจะพยายามคะยั้นคะยอให้เธอดื่มอยู่หลายครั้งก็ตามในขณะที่ภูทัชเองก็เอาแต่ยืนประกบด้านข้างของเธอเอาไว้อย่างไม่ให้คลาดสายตา
เมื่อใกล้จะเที่ยงคืน วาดฝันก็สะกิดเหมือนแพรอีกครั้ง“แพร...เที่ยงคืนแล้ว กลับกันหรือยัง”
“กำลังสนุกอยู่เลย รออีกแป๊บนึงนะ”เหมือนแพรที่กำลังติดลมอยู่กับบรรยากาศที่สนุกสนานรีบบ่ายเบี่ยงเพื่อนสาวในทันทีวาดฝันได้แต่มุ่ยหน้าค้อนใส่เหมือนแพรอีกครั้ง
“ถ้าอยากกลับ เดี๋ยวผมไปส่ง” ภูทัชก้มหน้ากระซิบหญิงสาวด้านข้างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ดีเลย...คุณภูทัช ฝากฝันด้วยนะ”เหมือนแพรรีบตกปากรับคำโดยไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีร้อนรนของเพื่อนสาวด้านข้างแม้แต่น้อย
“เอ่อ...ฝันรอแพรก่อนก็ได้” วาดฝันรีบบ่ายเบี่ยงอย่างขลาดๆ
ภูทัชหัวเราะหึๆ ออกมา“ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก...รับรองคุณถึงบ้านโดยสวัสดิภาพแน่”
“คุณภูทัช...งั้นแพรฝากฝันด้วยนะ”เหมือนแพรรีบบอกชายหนุ่มในทันทีแต่ก็ยังไม่วายหันไปกำชับเพื่อนรักอีกครั้ง“แกถึงบ้านแล้ว โทรบอกฉันด้วย”
วาดฝันได้แต่จนใจ เธอจึงเดินตามภูทัชออกจากผับไปยังลานจอดรถด้วยกัน ทั้งสองได้แต่เดินเคียงคู่กันไปอย่างเงียบๆโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก วาดฝันยังคงรู้สึกประหม่าและเก้อเขินจนรู้สึกทำตัวไม่ถูกเธอแอบเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของภูทัชเป็ระยะๆ แต่เพราะความคิดที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดทำให้เธอไม่ได้เปล่งคำพูดใดออกมา
ในขณะที่วาดฝันกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองภูทัชก็ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย หันมามองหน้าเธอด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “เป็อะไรไปครับคุณแฟนเงียบเชียว” ภูทัชเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แฝงไปด้วยความขบขันเล็กน้อย
วาดฝันสะดุ้งเล็กน้อย หลุดจากภวังค์ความคิดในทันทีรีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน “ปะ...เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็อะไร”
ภูทัชเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หรือว่าคุณกำลังเขินผมอยู่”
คำแซวของภูทัชทำเอาวาดฝันถึงกับหน้าแดงก่ำรีบเบือนหน้าหนีสายตาคมกริบของเขาไปอีกทาง “บ้า! ใครเขินคุณกันเล่า”
ภูทัชหัวเราะเบาๆ กับท่าทีปากแข็งของวาดฝัน แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรเธออีกได้แต่เดินนำหน้าเธอต่อไป
ในที่สุดคนทั้งสองก็เดินมาถึงรถยนต์คันหรูที่จอดรออยู่ภูทัชปลดล็อครถให้วาดฝัน ก่อนจะเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารให้เธอด้วยท่าทีสุภาพบุรุษ
“เชิญครับคุณผู้หญิง” ภูทัชผายมือเชิญวาดฝันขึ้นรถด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
วาดฝันยิ้มตอบรับรอยยิ้มของภูทัชอย่างเขินอายก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งในรถอย่างระมัดระวัง ภูทัชเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับสตาร์ทเครื่องยนต์ และขับรถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถอย่างช้าๆ
บรรยากาศภายในรถเงียบสงัดลงกว่าเดิมหลายเท่ามีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงเพลงบรรเลงคลอเบาๆจากเครื่องเสียงในรถเท่านั้นที่ดังแว่วมา วาดฝันนั่งตัวตรงเกร็งอยู่บนเบาะโดยสารพยายามมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาภูทัช ในใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งตื่นเต้น ประหม่า และไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี
“เราควรจะชวนเขาคุยเื่อะไรดีนะ” วาดฝันถามตัวเองในใจอย่างร้อนรน “คุยเื่ดินฟ้าอากาศดีไหมหรือจะถามเขาว่าชอบกินอะไร หรือว่า… หรือว่าจะชวนเขาคุยเื่ธุรกิจดี”
ความคิดมากมายตีกันวุ่นวายอยู่ในหัวสมองของวาดฝันจนเธอแทบจะะเิออกมาเป็เสี่ยงๆในที่สุดวาดฝันก็ตัดสินใจที่จะทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ลงด้วยการเอ่ยถามภูทัชด้วยเื่ที่เธอคิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุด
“เอ่อ… คุณภูทัชคะ” วาดฝันเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงแ่พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็ปกติที่สุด “คือว่า… บ้านของคุณอยู่ที่ไหนเหรอคะ”วาดฝันถามออกไปในที่สุด คำถามที่แสนจะธรรมดาและไร้สาระแต่ก็เป็คำถามเดียวที่เธอคิดออกในเวลานี้
ภูทัชถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำถามของวาดฝันน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความขบขันและเอ็นดู
“ทำไมเหรอ หรือว่าคุณอยากไปบ้านผม”