การกลับออกมาจากมิติสุญญตาในครั้งนี้ ทำให้ซ่งหลิงอันรู้สึกเหมือนเขาได้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความผิดบาป ที่ตามหลอกหลอนเขามาอย่างยาวนานแม้ว่าความเ็ปจากการสูญเสียจะยังคงอยู่ในใจแต่เขากลับรู้สึกถึงแรงผลักดันในการก้าวไปข้างหน้าเพื่อรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ชายของเขาใน่เวลาสุดท้ายและเพื่อต่อสู้กับความมืดที่คอยบดบังโลก
เมื่อท้องฟ้าคืนสู่ความสงบอีกครั้งซูลี่และกลุ่มของเธอเริ่มเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่พวกเขาคาดหวังไว้ นั่นคือแดนเซียน
พวกเขาใน่เวลานี้ทั้งอ่อนแรงและสิ้นหวัง หลังการต่อสู้อันหนักหน่วงกับจอมมารและเหล่าปีศาจใต้บังคับบัญชาของมันซูลี่และกลุ่มสหายพบว่าพลังที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะศัตรูได้ความรู้สึกหมดหนทางค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในจิตใจของทุกคน
คืนหนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ซูลี่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ขณะที่เธอกำลังพิจารณาถึงอนาคตอันเลือนรางเสียงแ่เบาราวกับมาจากความฝันก็ดังขึ้นมันมาจากอัญมณีสีแดงที่ห้อยอยู่ที่คอของเธอซึ่งเป็ของขวัญชิ้นสุดท้ายจากมารดาผู้ล่วงลับ
“ซูลี่… หากเ้า้าแสงสว่างในความมืดเ้าต้องตามหาสัตว์เทพที่หลับใหลในมิติลี้ลับ
พวกมันคือกุญแจที่จะช่วยเ้าเอาชนะความชั่วร้าย แต่จงระวัง…พวกมันจะไม่ยอมรับนายได้โดยง่าย”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความลึกลับ มันทำให้ซูลี่สะดุ้งเธอััอัญมณีอย่างระมัดระวัง แต่แล้วเสียงก็เงียบหายไปเหลือเพียงความรู้สึกที่ติดตรึงในจิตใจ
“ท่านแม่...” เธอพึมพำออกมาเบาๆ
วันรุ่งขึ้น ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทาง ซูลี่หันไปมองเหล่าสหายด้วยความหนักใจไม่รู้จะเริ่มต้นเอ่ยอย่างไรดี
“จ้องข้าทำไม?” หลงเฟยอวิ๋นถามขึ้นด้วยความฉงน เขามักจะสังเกตสิ่งผิดปกติได้รวดเร็วเสมอ
ซูลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังยอดเขาสูงลิบในระยะไกลพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง “พวกเราต้องไปที่นั่น”
“ไปทำไม? นั่นมันูเาหลิงจวิ้นดินแดนต้องห้ามของแดนเซียนนะ!” เหยียนจ้าวหลงกล่าวเตือนสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“ูเานั่นเคยมีสิ่งใดอยู่กันแน่?” อวิ๋นหลัวถามด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่ตรงไปตรงมา
ก่อนจะมีใครตอบคำถามของอวิ๋นหลัว ซูลี่กล่าวออกมาอย่างมั่นใจ“ข้าจะไปตามหาสัตว์เทพ” คำพูดของเธอทำให้ทุกคนอึ้งไปชั่วขณะ
“ซูลี่ เ้ารู้หรือไม่ว่าสัตว์เทพสูญสิ้นไปจากาจอมมารแล้ว...”หลงเฟยอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
แต่หลิงชางซูกลับเดินเข้ามาจับไหล่ซูลี่น้องบุญธรรมของเขาพลางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หากเ้า้าไป พี่ก็จะไปกับเ้า”
หลิงชางซูไม่เอ่ยถามถึงสาเหตุและไม่ได้ห้ามเธอเฉกเช่นทุกคน เขาเป็เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซูลี่อยากทำอะไรอยากไปที่ได จะมีเขาอยู่ข้างๆด้วยเสมอ
คำพูดนั้นทำให้ซูลี่รู้สึกอบอุ่นใจ เธอยิ้มอย่างขอบคุณ แม้จะไม่ได้พูดคำใด
“การไปทีู่เาหลิงจวิ้น จะทำให้เราล่าช้าในการเดินทางไปแดนเซียนผู้าุโหลายท่านกำลังรอเ้าอยู่” หลงเฟยอวิ๋นเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แต่ซูลี่ตอบกลับด้วยสายตาแน่วแน่ “ข้าต้องไปที่นั่น”
หลงเฟยอวิ๋นถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ“ถ้าเ้ามั่นใจเช่นนั้น...ข้าจะไปด้วย”
ในที่สุดหลงเฟยอวิ๋นก็ยินยอมให้เธอไป เพราะจริงๆแล้วเขาเองก็อยากไปเยือนดินแดนนั้นสักครั้งถึงแม้จะรู้ว่ากลับมาเขาต้องได้รับโทษทัณฑ์จากแดนเซียที่ฝ่าฝืนเข้าเขตต้องห้ามก็เถอะ
ซ่งหลิงอัน เหยียนจ้าวหลง อวิ๋นหลัวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะทั้งสามคนเองก็เป็เซียนพวกเขารู้ผลลัพธ์ในการฝ่าฝืนกฎข้อนี้ดี ว่าต้องโดน อัสนีบาตฟาดลงมา 100 ครั้ง ถ้าไม่าเ็เจียนตายก็ต้องดวงจิตสลายเป็แน่
ซ่งหลิงอันที่ยืนฟังเงียบๆ ยกมือขึ้นอย่างมาดมั่น “ข้าก็ไป!”
“เ้าบ้าไปแล้วเหรอ ....” เหยียนจ้าวหลงกล่าวเสียงหลงออกมา
ซ่งหลิงอันกลับแค่นยิ้ม ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
“เกิดมาครั้งหนึ่งในวัฏสงสารชีวิตนี้ควรค่าที่จะเสี่ยงเพื่อสิ่งใหม่ หรือก้าวข้ามความกลัวที่ขังเ้าไว้ ถ้าขลาดเขลาแม้แต่จะลอง ไยเรียกว่าสมควรเกิดมา?”
ซ่งหลิงอันพูดพลางดึงด้ามพัดหยกที่เหน็บที่เอวของหลิงชางซูมาสะบัดกางออก เปรียบเหมือนบุรุษเซียนนักปราชย์ที่สง่างาม
“เฮ้ย...เอาของข้าคืนมา” หลิงชางซูพูดพลางดึงพัดในมือจากซ่งหลิงอัน คืนกลับมา
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเงียบงันไปชั่วขณะ อวิ๋นหลัวตัดสินใจได้ทันที
“ข้าก็ไปด้วย!”
ซูลี่หันไปมองเหยียนจ้าวหลงที่ยังลังเลพลางเอ่ยถาม
“แล้วเ้าเล่า? จะไม่ไปกับพวกเราหรือ?”
เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้าอย่างจนใจ “ใครใช้ให้ข้ามาเป็สหายของพวกเ้าเล่า...”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“แม้หนทางเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยอันตรายแต่การเดินทางครั้งนี้ ข้าไม่ได้เดินลำพัง!”
ซูลี่ะโก้องจากยอดเขาที่เธอยืนอยู่เสียงของเธอสะท้อนก้องข้ามไปยังยอดเขาอีกฟากหนึ่ง
ไม่นานนักเสียงะโตอบจากสหายก็ดังขึ้น พร้อมพลังแห่งความมุ่งมั่น
“ใช่แล้ว! เราจะไปด้วยกัน!”