มายารัก (จบ)

    บทที่ 5

    เขาบิขนมปังที่เพิ่งสุกออกมาจากเตาอบใหม่ ปาดเนยสีเหลืองเข้มข้นลง ได้ยินเสียงกรอบกริบขณะที่ฟันกัดลงบนเปลือกนอก เห็นได้ชัดว่าการทำงานหนักขนาดนั้นทำให้คนเราหิวโหยมากพอแรงทีเดียวเขานึกเปรียบเทียบอาหารเช้ามื้อนี้กับทุกมื้อที่เคยรับประทานร่วมกับแปกีน บรั่นดีสักแก้วจะช่วยกลบกลิ่น เมรัยที่ดื่มไว้อย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา จากนั้น เขาก็จะละเอียดอยู่กับปีกไก่ เนื้อแกะหรือไม่ก็เนื้อไก่ตอนสักชิ้น แต่หลังจากลิ้มรสไปได้ไม่กี่คำเขาก็จะผลักจานอาหารออก แค่คิดถึงอาหารที่จะต้องกลืนกินเข้าไปก็มวนท้องแล้ว“นี่คือความแตกต่างระหว่างชีวิตที่ต้องดิ้นรนแสวงหากับชีวิตในวงสังคมชั้นสูง” ดยุคเอ่ยออกมาดังๆ ราวกันแปกีนมานั่งอยู่ตรงหน้าประตูบานเดิมเปิดออกอีกครั้ง ดยุคคาดว่าผู้ที่จะเดินเข้ามาพร้อมกับชาหอมกรุ่นคือ “นาน่า” แต่กลับกลายเป็นหญิงสาว.. หญิงสาวที่ดยุคคิดอยู่ในใจว่า..ไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน แต่เมื่อมองเต็มตา จึงได้เห็นว่าเธอคือหัวหน้าขบวนการขนสินค้าหนีภาษี ที่เขาตั้งชื่อให้เธออยู่ในใจว่า “อเมซอน สมัคเกลอร์” นั่นเองพวงผมสีทองของเธออ่อนสลวย ดวงตาสีฟ้าล้อมกรอบด้วยแผงขนตาดกดำ ใบหน้ารูปไข่ เรือนร่างแบบบางกว่าตอนที่อยู่ในเสื้อผ้าแบบผู้ชาย ขณะนี้ เธออยู่ในกระโปรงชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายที่ดูจะถูกซักรีดจนสีจืด แต่ขณะนี้ ดยุคไม่ได้ใส่ใจกับรูปโฉมโนมพรรณหรือเสื้อผ้าอาภรณ์ของเธอแม้แต่น้อย เขากำลังจับตาอยู่กับปืนพกที่เธอขยับอยู่ในมือ เป็นครู่ ที่ต่างฝ่ายต่างจดจ้องราวคุมเชิงกันอยู่ ในที่สุด ดยุคก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนช้าๆ“อย่าขยับ...” เธอออกคำสั่งมันเป็นเสียงออกคำสั่งแบบเดียวกับที่เธอใช้ก่อนหน้าที่การขนสินค้าเถื่อนจะเริ่มต้นขึ้น“คุณเป็นใคร?“มันสำคัญนักหรือ? ” ดยุคย้อนถาม“สำคัญ เพราะคุณโกหก..” หางเสียงของเธอบอกความโกรธ “คุณบอกว่าฟิลิปส่งคุณมา”“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ได้ส่งมา“ก็เพราะคนนำสารเพิ่งเดินทางมาถึง บอกกับเราว่าบุคคลที่ได้รับคำสั่งให้มาช่วยเราเมื่อคืนนี้ได้รับอุบัติเหตุเกือกม้าหลุดไปข้างหนึ่งน่ะสิ”“ออกจะโชคร้ายอยู่สักหน่อย...” ดยุคเปรยเบาๆ“น่าจะเป็นความโชคร้ายของคุณมากกว่า” เธอบอก “ยังจะมีอะไรที่จะมายับยั้งฉันไม่ให้ฆ่าคุณทิ้งได้อีก...เมื่อมาถึงตอนนี้คุณรู้อะไรมากเกินไปเสียแล้ว ซึ่งฉันจะปล่อยคุณไว้ไม่ได้..!“ท่าทางคุณไม่ได้บอกว่าเป็นคนกระหายเลือดอะไรเลยนี่นา” ดยุคกล่าว “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณแต่งตัวแบบนี้ บอกตามตรงนะ เกิดมาในชีวิตผมยังไม่เคยเห็นหัวหน้าขบวนการขนของเถื่อนที่เป็นผู้หญิงเลย แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ผมเองก็ไม่มีโอกาสที่จะพบคนทำผิดกฎหมายสักเท่าไหร่หรอก“ไม่ต้องมาเล่นลิ้น..” หญิงสาวตวาดอย่างขุ่นเคือง “คุณปลอมตัวเข้ามาถึงในนี้ ไหนบอกมาว่าเพราะอะไร..คุณได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาจากการนี้บ้าง..นอกเสียจากคุณจะเป็นพวกหน่วยยามฝั่ง”“ผมสามารถยืนยันด้วยเกียรติยศได้ประการหนึ่ง..นั่นก็คือ ผมไม่ได้รับเงินจากใครทั้งสิ้น”“งั้นคุณมาที่นี่ทำไม? ”“ถ้าจะใช้คำพูดว่า..เพราะถูกโชคชะตากำหนด..จะได้ไหม? ” ดยุคย้อนถาม “และกับความจริงอีกประการหนึ่งก็คือ เพราะความหูไวของตัวเองนั่นแหละที่ทำให้ผมรอดพ้นจากลูกปืนที่พร้อมจะเจาะสมอง“ถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่าคุณได้ยินที่เราพูดกันอยู่น่ะสิ“ใช่..” ดยุคตอบ “ผมได้ยินทุกคำที่พวกคุณพูดกันอยู่ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับผมหรอก แต่การยอมคล้อยตามว่าผมเป็นคนที่ฟิลิปส่งมา ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ทำให้ผมรอดชีวิตได้ก็แล้วกัน”หญิงสาวระบายลมหายใจออกมาดังๆ“ในโลกนี้มันมีความบังเอิญขนาดนี้ด้วยหรือนี่..? หมายความว่าคุณเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้ามาจริงๆ น่ะหรือ..? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น..ทำไมคุณถึงได้ยอมแบกถังพวกนั้นขึ้นไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินด้วย..? ทำไมคุณถึงยอมให้ตัวเองมีส่วนพัวพันในสิ่งที่คุณก็รู้อยู่ว่ามันผิดกฎหมายแบบนั้นด้วย?“ก็..อาจจะเป็นเพราะผมไม่ชอบใจอะไรบางอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ละมัง..” ดยุคตอบ “ผมว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ควรจะบ่นหรอกนะ เพราะถึงยังไงผมก็ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้ว แม้ว่าจะทำได้ไม่ดีนัก แต่คุณก็คงจะต้องยอมรับด้วยละว่า ที่ผมได้รับบาดเจ็บครั้งนี้ก็เพราะช่วยคุณทำงาน” เขาขยับมือข้างที่ได้รับบาดเจ็บให้เธอดู และหญิงสาวก็ลดปืนที่ถืออยู่ลง “แล้วนี่ฉันจะทำยังไงต่อไปกันล่ะ..? ” จู่ๆ เธอก็ถามขึ้น“เวลานี้มันก็เท่ากับคุณได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรจะเห็นแถมยังรู้อะไรต่อมิอะไรมากเกินไปอีกด้วย คุณสามารถทำลายเราได้ง่ายๆ ..”“เรื่องนั้นผมขอรับรองด้วยเกียรติ” ดยุคกล่าว “ว่าผมจะไม่เปิดเผยให้ใครรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่เลย“แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไงกันเล่า..? ” เธอร้องอย่างโกรธเคือง “โดยเฉพาะคนอย่างคุณ...!“นี่คุณใช้คำพูดว่า..คนอย่างผมเชียวเรอะ..? ” เสียงที่ถามบอกความตกใจอย่างแท้จริง“ไม่ว่าคุณจะเป็นสุภาพบุรุษ หรือเป็นบุคคลในวงสังคมชั้นสูงขนาดไหน..มันก็ไอ้เหมือนกันนั่นแหละ..” เธอร้องกราดเกรี้ยว “สิ่งที่พวกเขาคิดก็มีแต่เงิน..พยายามที่จะไขว่คว้าทุกสิ่งเพื่อตัวเอง นี่ถ้าฉันปล่อยคุณไป คุณอาจคิดว่าตัวเองเป็นคนโง่ที่ไม่เรียกร้องเงินทองจากฉันก็ได้“นี่..คนอย่างผมมันไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเชียวหรือ? ” ดยุคถาม หางเสียงยังบอกทั้งความแปลกใจและตกใจระคนกันอยู่“สุภาพบุรุษที่มีเงินเต็มกระเป๋าย่อมไม่ขี่ม้ามาคนเดียวกลางดึกโดยไม่มีคนรับใช้ตามมาด้วยหรอก..และถ้าจะคิดให้ลึกซึ้งลงไป ทำไมคุณจะต้องเดินทางดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ด้วย ถามจริงๆ เถอะ...คุณกำลังมีปัญหาที่รุนแรงมากยังงั้นใช่ไหมล่ะ? ” เธอกระแทกเสียงในตอนท้าย และดวงตาของดยุคก็เป็นประกายพราวขึ้น“ผมอาจจะมีปัญหาอย่างที่คุณว่าจริงๆ ก็ได้” เขาตอบ “ว่าแต่คุณพอจะช่วยผมได้ไหมล่ะ? ”“ไม่มีทาง..” หางเสียงของหญิงสาวขุ่นขึ้ง “ตัวฉันเองก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว สิ่งที่ฉันอยากจะรู้ตอนนี้ก็แค่ว่า..จะทำยังไงกับคุณดีเท่านั้น..ฉันไม่กล้าปล่อยคุณไป ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจกักตัวคุณไว้ที่นี่ได้”“คิดไม่ออกก็อย่าไปคิดมัน..” ดยุคกล่าว “คุณควรจะทำตามความคิดแรก คือยิงทิ้งผมเสีย แต่มันจะสะดวกขึ้นอีกหน่อยไหมล่ะ ถ้าผมจะออกไปตรงใกล้ๆ ทะเลสักหน่อยเพราะผมพอจะเดาได้ว่า เมื่อคุณยิงผมแล้วจะต้องอยากเอาศพโยนทิ้งทะเลแน่ ซึ่งถ้าคุณยิงผมตายที่นี่ออกจะเป็นเรื่องน่ากลัวแล้วก็รู้สึกว่าจะเป็นงานหนักมากทีเดียวที่จะลากศพออกไปโยนทิ้งข้างนอกโน่น อีกประการหนึ่ง นาน่าก็พูดอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครมาตายในบ้านหลังนี้“คุณนี่มันเหลือร้ายจริงๆ ..!” หญิงสาวร้องด้วยความแค้นเคือง วางปืนในมือลงบนโต๊ะ “ดูจะล้อเล่นไปหมดทุกเรื่องเลยนะ”“ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทําไมคุณถึงเห็นเป็นเรื่องจริงจังไปได้” ดยุคโต้กลับมา “ทั้งที่เรื่องมันง่ายๆ ..ผมเองก็ให้สัญญากับคุณแล้วว่าผมจะไม่เป็นอันตรายทั้งต่อตัวคุณและกิจกรรมที่คุณดำเนินอยู่ ให้ผมได้กล่าวคำขอบใจสำหรับอาหารเช้า แสดงความขอบคุณต่อมิสซิสวีลดันที่ช่วยทำแผลให้ แล้วถ้าตอนนี้คนของคุณดูแลม้าให้ผมเรียบร้อยแล้ว ผมก็จะได้ไปตามทางของผมเสียที แล้วคุณจะไม่ได้เห็นหน้าผมอีก”“ฉันก็อยากจะให้ตัวเองแน่ใจเรื่องนั้นได้อยู่เหมือนกัน” หญิงสาวกล่าว “ว่าแต่..คุณชื่ออะไรล่ะ? ”ดยุคมีท่าทางลังเลอยู่..แต่ก็เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นในที่สุด ก็เลือกที่จะบอกชื่อที่เขาเคยใช้ก่อนหน้าที่จะได้รับบรรดาศักดิ์“ราเวน..ผมชื่อไทรดอน ราเวน..ยินดีรับใช้คุณครับ“ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคุณเลย” หญิงสาวพูดอย่างเปิดเผย “แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ชื่อธรรมดาหรอก..ใช่ไหม? ”“ก็ไม่เชิง” ดยุคตอบ“แล้วตอนนี้ คุณก็กำลังมีเรื่องเดือดร้อนอยู่ด้วย...คุณคงไม่อยากให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองตามตัวพบละมัง? ”“ไม่เลย”“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็คงจะปล่อยตัวคุณไปได้”“บอกตามตรงนะ..ผมคิดจริงๆ ว่าคุณดูจะมีทางเลือกน้อยมาก” ดยุคตอบ “แต่ก่อนที่จะไป ผมขอทราบชื่อคุณหน่อยได้ไหม? ”หญิงสาวนิ่งอึ้งไปทันที..แต่ในที่สุด ก็ตัดสินใจ“ฉันคิดว่าถึงคุณจะรู้ก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร..ฉันชื่อจอร์เจีย เบลลาย..ชื่อตามทะเบียนสมรส“คุณแต่งงานแล้วหรือนี่..? ” เสียงถามของดยุคบอก ความแปลกใจเหลือล้นเขาไม่เคยนึกไปถึงว่าเธออาจแต่งงานแล้วเลยแม้แต่น้อย“ใช่..ฉันแต่งงานแล้ว” เธอยืนยัน“แล้วสามีของคุณยังอนุญาตให้คุณทำผิดกฎหมายแบบนั้นอีกงั้นหรือ..? นั่นน่ะมันไม่ใช่อาชีพที่เหมาะสำหรับผู้หญิงเลยนะ”“สามีฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้หรอก” จอร์เจียตอบเสียงเข้ม “เขาได้แต่อยู่กลางทะเล แล้วก็ไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย นับแต่วันที่เราแต่งงานกัน”“แล้วคุณคิดหรือว่าเขาจะเห็นด้วยกับพฤติกรรมของคุณ..? ” ดยุคถาม “บอกตามตรงว่าผมนึกภาพไม่ออกว่าจะมีผู้ชาย..ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่มีความสำคัญระดับไหนก็ตาม..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่รับราชการอยู่ในกองกำลังแห่งราชนาวีด้วยแล้ว จะยอมให้ภรรยาของเขา..โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาที่ทั้งสาวทั้งสวยอย่างคุณ เข้าไปเกลือกกลั้วกับพวกผู้ชายที่เห็นได้ชัดว่าล้วนเป็นตัวอันตราย เช่นที่ผมได้เห็นด้วยตาตนเองมาแล้วเมื่อคืนนี้”“คนพวกนั้นน่ะเรอะอันตราย..!” สาวหลง “ฉันจะบอกให้คุณรับรู้ไว้ ว่าผู้ชายทุกคนที่คุณเห็นเมื่อคืนนี้ ไม่มีคนไหนที่จะเป็นอันตรายสำหรับฉันเลย ทุกคนล้วนแต่อยู่ในที่ดินของเรา และฉันรู้จักพวกเขามาตั้งแต่ครั้งฉันยังเป็นทารกก็ว่าได้” “ถ้าอย่างนั้น ทำไม..” ดยุคถามต่อแต่ก็ต้องเงียบเสียงเมื่อหญิงสาวยกมือขึ้นห้ามไว้“อย่าถามให้มากความเลย” เธอตัดบท “ไปเสียเถอะ..ไปเสียเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่ามานั่งพูดเรื่องนี้อยู่กับคุณทำไม..ไม่เข้าใจว่าคุณเข้ามาที่นี่แล้วก็มาสร้างความวุ่นวายให้กับฉันทำไม..นี่ฉันก็พูดอะไรต่อมิอะไรกับคุณมากเกินไปแล้ว..ให้สัญญาฉันสิคะ..ให้สัญญาว่าคุณจะเก็บเรื่องทั้งหมดนี้ไว้เป็นความลับ จะไม่ยอมให้เรื่องว่าที่คุณได้ร่วมรู้เห็นในค่ำคืนนี้หลุดออกจากปากคุณไปเข้าหูใครเลย...”