หลังจากที่ทุกคนอิ่มกันหมดแล้ว เ้าสัวกับคุณทิพย์สุดาเดินขึ้นชั้นบนไป ส่วนลูกๆคนอื่นของเ้าสัวก็ไปนั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น บัดนี้จึงเหลือแค่เต็มเดือน คุณโฉมสะคราญ และลูกๆสามคน ส่วนก้องเกียรตินั้นขอตัวกลับไปก่อน
“นังตัวดี แกไปออดอ้อนคุณหญิงอีท่าไหนนะ เขาถึงออกหน้ามาขอแกขนาดนี้” คุณหญิงโฉมสะคราญพูดเสียงลอดไรฟัน
“เปล่านะคะ”
“ตอแหล! แกคงไปตีหน้าเศร้าเล่าเื่ใส่สีตีไข่พวกฉันให้ท่านฟัง ให้ท่านสงสารละสิ”
“เธอก็บอกคุณแม่ไปสิ ว่าไม่จำเป็ต้องใส่สีหรอก แค่นี้ก็รันทดจะแย่แล้ว” กรวีพูดเยาะๆ
“หุบปากนะยายเกล้า ”
“เดือนเป็เพื่อนกับคุณวีมาั้แ่เด็กๆนี่ นอกจากตอนเขามาบ้านวันนั้น เดือนได้เจอเขาอีกหรือเปล่าจ๊ะ” กัลยาเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“เคยเจอกัน.. บ้างค่ะ”
“นั่นไงคะคุณแม่! มันยอมรับแล้ว ก้อยว่ามันไม่ได้ไปอ้อนคุณหญิงอย่างเดียวหรอกค่ะ มันต้องแอบไปอ่อยพี่วีด้วยแน่ๆ”
“พี่ไม่เคยทำอย่างนั้นนะ” เต็มเดือนตอบกลับเสียงแข็ง โฉมสะคราญจึงหยิกหมับเข้าให้
“อย่ามาทำเสียงแข็งใส่ลูกฉัน!”
“ลากมันกลับไปเลยค่ะคุณแม่” กุลปรียาว่า แล้วก็เข้าไปกระชากตัวเต็มเดือนให้ลุกขึ้น แอบจิกเล็บยาวสีสันสดใสลงบนแขนอีกฝ่ายอย่างสะใจ
“ก้อย พี่เจ็บ” หญิงสาวร้องเบาๆ ก่อนพนมมืออ้อนวอนผู้เป็ป้าใจคอชักจะหวาดหวั่น
“คุณป้าขา ปล่อยเดือนก่อนนะคะ”
“กลับบ้าน!” เสียงตวาดแหวดังลั่น
เต็มเดือนเห็นท่าไม่ดียื้อตัวไว้เต็มกำลัง พยายามสะบัดสองมือของกุลปรียา สองแรงช่วยกันฉุดกระชากร่างหญิงสาวไปที่ประตู
กัลยายืนมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างตัดสินใจไม่ถูก หันไปเห็นพี่สาวยืนมองเฉย ตัดสินใจได้ก็เดินแกมวิ่งไปทางห้องนั่งเล่น พอดีชนเข้ากับอกกว้าง ฝ่ายนั้นใแต่ก็รีบประคองไว้ไม่ให้ล้มลงไป
“คุณภูมิ”
“มีอะไรหรือครับ เหมือนได้ยินเสียงเอะอะข้างนอก”
“คุณวีละค่ะ” กัลยาถาม ชะเง้อมอง
“วีไปหาคุณยาย ข้างบนแล้วครับ”
“หรอค่ะ”
ภูมิภาสได้ยินเสียงเอะอะยิ่งดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน จึงหันมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างแปลกใจ กัลยามีสีหน้าลำบากใจก่อนจะเอ่ย
“คุณแม่กำลังจะพาเดือนกลับค่ะ”
ภูมิภาสพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเร็วๆตามกัลยาไปพร้อมๆกับปณาลีและอนล ทันได้เห็นเหตุการณ์ยื้อยุดฉุดกระชากกันตรงหน้า จึงตรงเข้าไปห้าม
“ค่อยพูดค่อยจากกันก่อนเถอะครับคุณโฉม”
“ฉันก็จะพามันกลับไปพูดกันที่บ้านนี่ไงละ”
ปณาลีที่เห็นพี่ชายออกปาก แต่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าชะงักซ้ำยังพยายามฉุดกระชากลากถูเต็มเดือนยิ่งกว่าเดิม จึงกระโจนลงร่วมวงฉุดกระชากกันอีรุงตุงนังไปหมด ปากก็ว่า
“จะคุยก็คุยที่นี่ก็ได้นี่ป้า ที่กลับบ้านนี่จะพาไปคุยหรือพาไปฆ่าหมกส้วมหลังบ้านกันแน่”
“ยุ่งนักอีนี่” กุลปรียาพึมพำเบาๆกับตัวเอง แกล้งสะบัดมือไปฟาดเข้าที่ขมับอีกฝ่ายเต็มแรง
“โอ๊ย เจ็บนะ”
“อุ้ย ขอโทษค่ะ ก้อยไม่ได้ตั้งใจ”
“อ้อ หรอคะ”
ปณาลีลาเสียงยาวส่งยิ้มให้ ก่อนจะโถมเข้าหาอีกฝ่ายทั้งตัว ผลที่ออกมาคือทั้งหมดพากันล้มระเนระนาดลงกับพื้น โฉมสะคราญเหมือนจะเจ็บหนักสุดเพราะโดนโถมทับลงมาทีเดียวสามคน ทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดไม่ออก
ระหว่างที่ยังตั้งตัวกันไม่ติดนั้น ขายาวๆก้าวลงบันไดมา ก้มลงคว้าข้อมือของเต็มเดือน กับปณาลีฉุดให้ทั้งสองลุกขึ้น เต็มเดือนถูกดึงเซหงายขึ้นมาตามแรงเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังยืนบังเธอจนมิด
“คุณวี...”
“ฉันไม่อยู่แปปเดียว ทำไมสภาพเป็แบบนี้” ปาณปวีร์ก้มหน้าลงมองสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง กับรอยแดงๆตามตัวของเต็มเดือน เอ่ยอย่างไม่ชอบใจนัก
“คุณวี ฉันขอคุยกับหลานสาวฉัน”
“ก็คุยสิครับ คุยตรงนี้เลย” ปาณปวีร์หันมาบอกโฉมสะคราญ
“นี่เป็เื่ในครอบครัวเรา หวังว่าคุณ...”
“ผมกับเดือนก็กำลังจะเป็ครอบครัวเดียวกัน” ปาณปวีร์ตอบเรียบๆ ทำเอาคนที่พยายามอ้างสิทธิ์ชะงักไป
กัลยาที่ยืนฟังเงียบๆอยู่ตอนแรก เห็นบรรยากาศชักจะไม่ดี มองสองฝ่ายที่ดูท่าจะไม่มีใครยอมใคร จึงเดินเข้ามาหาเต็มเดือน ก่อนจะดึงมือญาติสาวมากุมไว้
“กลับบ้านเรากันก่อนเถอะเดือน เรามีเื่ต้องปรึกษากันอีก เื่แต่งงาน..” หญิงสาวพูดพลางเหลือบมองคนที่ยืนนิ่งเป็ยักปักหลั่นคุมเชิงอยู่ข้างๆ
“...เป็เื่ใหญ่มากเลยนะ”
“คือ.. เดือน”
เต็มเดือนไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ไอ้จะให้กลับมันก็อยากกลับอยู่ แต่ดูจากท่าทางคุณป้าโฉมแล้ว ก็นึกห่วงสวัสดิภาพตัวเองเหลือเกิน
“ขอโทษนะครับคุณแก้ว ผมคงให้เดือนกลับไปด้วยไม่ได้”
“แต่..”
“เป็คำสั่งคุณยายครับ”
“ถ้ามีปัญหาคงต้องไปคุยกับท่านเอง” ปณาลีเอ่ยต่ออย่างสะใจ
“ก็ได้”
โฉมสะคราญที่นึกฮึดขึ้นมา คิดแล้วว่าเป็ไงเป็กัน แค่คิดว่านังหลานสาวตัวดีที่หล่อนกดหัว รองมือรองตีนหล่อนและลูกๆมาั้แ่เล็กแต่น้อย ขึ้นมาอยู่สูงมีหน้ามีตา จะได้เป็คุณนายมานั่งชูคออยู่ในคฤหาสน์เ้าสัว หล่อนก็ประสาทเสียเต็มที
“จะดีหรอคะ” กรวีที่ยืนนิ่งดูเหตุการณ์ เอ่ยขัดขึ้น
“จะขัดใจอะไรท่าน ก็นึกถึงเงินสิบล้านที่ติดหนี้ท่านบ้างนะคะ ถ้าท่านนึกอยากจะทวงคืนขึ้นมา เกล้าก็คงหามาให้คุณแม่ไม่ได้”
โฉมสะคราญนิ่งไปใจชักลังเล จริงอย่างที่กรวีว่านั่นแหละ คุณหญิงชวาลาเป็ต่อหล่อนทุกอย่าง ถ้าหากจะขัดใจอะไรกันคงต้องคิดให้เยอะสักหน่อย
“คุณหญิงรวยจะตายไม่ลุกขึ้นมาทวงเงินเราหรอก คุณแม่อย่าไปฟังพี่เกล้าเพ้อเจ้อเลย” กุลปรียากระซิบกับมารดาเบาๆหากแต่กรวีก็ยังได้ยิน หันมองน้องสาวตาวาววับ
“เงินที่แกถลุงอยู่ทุกวันนี้ก็มาจากฉัน ถ้าไม่ฟังฉันแล้วแกจะฟังใคร จะอวดดี คิดซะก่อนนะว่ายังต้องพึ่งพาเขาอยู่หรือเปล่า”
“พี่เกล้า!”
“แล้วฉันต้องสำนึกบุญคุณแกด้วยมั้ย” โฉมสะคราญที่พยายามปกป้องลูกสาวคนโปรดเอ่ยขัดขึ้น
“แล้วแต่คุณแม่เถอะค่ะ”
“นังเกล้า!”
“วันนี้กลับกันก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมไปส่งเอง”
“เอ๊ะ คุณภูมิฉันยังไม่ได้บอกว่าจะกลับสักหน่อย”
“เขาก็กำลังไล่ให้กลับอยู่นี้ไงคะ”
โฉมสะคราญมองลูกสาวคนโตที่ดูจะขัดไปซะทุกเื่ตาขวาง ก่อนจะตัดสินใจสะบัดหน้าพรืดออกจากบ้านไป กุลปรียาหันมาทอดสายตาให้ปาณปวีร์นิดหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าตามมารดาออกไป กัลยามองดุษายาสลับกับปาณปวีร์อย่างไม่สบายใจ ท่าทางเหมือนจะพูดอะไรบ้างอย่าง แต่ก็ตัดใจเดินตามแม่กับน้องออกไป เหลือก็แต่กรวีที่ยืนอยู่ อนลเดินเข้ามาหา ยิ้มขบขัน
“ได้ยินกิตติศัพท์ของแม่เธอมานาน พึ่งจะได้เจอตัวจริงก็วันนี้เอง”
“ประทับใจมั้ยละ” กรวีว่าด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตามองปราดไปที่ภูมิภาส ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหา
“คุณ”
“ครับ”
“คุณเที่ยวเอาเื่ของฉันกับอนลไปโพทะนา พึ่งรู้วันนี้เองว่าผู้ชายก็ขี้นินทาเหมือนกัน”
“คุณจะบอกว่าไม่จริง?”
“จริง ไม่จริง มันก็ไม่ใช่เื่ของคุณไม่ใช่หรอคะ”
ภูมิภาสมองคนเย่อหยิ่งถือดีตรงหน้า สลับกับหันไปมองน้องชายคนเล็กที่กำลังยืนมองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าสนุกสนาน
“โอ.เค. ผมผิดเองที่เอาเื่คุณมาพูด ทำให้คุณเสียหาย”
กรวีมองหน้านิ่งๆของอีกฝ่ายอย่างจับผิด เมื่อไม่เห็นท่าทางประชดประชันจึงยอมลดท่าทีแข็งกร้าวลง แต่ก่อนจะได้พูดอะไร ภูมิภาสก็เอ่ยต่อ
“แต่คุณก็ควรแสดงกริยาให้สมกับเป็กุลสตรีมากกว่านี้ หลังจากนี้จะได้ไม่มีใครเข้าใจผิดคุณได้อีก”
“เอ๊ะ!”
“แล้วก็ลดท่าทางเย่อหยิ่งแบบนี้ลงอีกหน่อย คุณคงดูน่ารักกว่านี้มาก”
กรวีอ้าปาก แล้วหุบลง แล้วอ้าปากอีกที อยากตอกกลับคนตรงหน้าให้เจ็บแสบ หากแต่ท่าทางพูดนิ่งๆเหมือนอาจารย์ใหญ่กำลังอบรมนักเรียน ทำให้หล่อนไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาตอบโต้ได้
อนลมองโรงงิ้วตรงหน้าที่ฟาดฟันกันไม่ยั้ง แต่ดูท่าว่าเพื่อนสาวของเขาจะแพ้อยู่รอมร่อ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
“อย่าไปเถียงกับท่านรองเลย”
ภูมิภาสมองหญิงสาวนิ่ง กรวีเองก็จ้องตอบกลับอย่างหงุดหงิด ก่อนจะสบัดหน้า หมุนตัวกลับ เต็มเดือนรีบเข้ามาดึงมือหญิงสาวไว้
“พี่เกล้า”
“มีอะไร” กรวีหันไปถามเสียงสะบัด อารมณ์หงุดหงิดยังค้างจากเมื่อครู่
“เดือนไม่คิดว่าเื่จะเป็แบบนี้”
“อย่าคิดให้มากเื่เลย ชีวิตเธอมันกำลังจะดีขึ้นอยู่เห็นๆ ” กรวีพูดตรงๆ พลางมองผ่านไปทางปาณปวีร์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังหญิงสาว
“คนที่นี่เขาก็ต้อนรับเธอดีจะตาย ฉันว่าเธอก็ไม่โง่นะ น่าจะเลือกสิ่งดีๆให้ตัวเองเป็” ว่าจบก็หันหลังเดินกลับออกไป
“โอ้โฮ แซ่บอย่าบอกใคร”
ปณาลีอุทานเบาๆ หันมองพี่ชายคนเล็กที่กำลังอมยิ้มแล้วส่ายหน้าก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป ส่วนพี่ชายคนโตที่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แต่สายตามองตามร่างบางสูงเพรียวเดินลิ่วๆออกจากบ้านไปจนลับสายตา ปณาลีเลิกคิ้วเผยยิ้มบางๆ ก่อนหันมาเอ่ยกับเต็มเดือน
“หมดเื่ซะทีนะคะ”
“ขึ้นไปหาคุณยายกันเถอะ ท่านเรียกหา” ปาณปวีร์เอ่ยขึ้น
แม่บ้านเดินลงมาจากชั้นบนพอดี มองเต็มเดือนด้วยสายตาประเมิน ก่อนจะรายงานกับปาณปวีร์อย่างนอบน้อม
“ห้องจัดไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ไปตามชบาให้มานอนเป็เพื่อนคุณเดือนด้วย” ปาณปวีร์เอ่ยเสียงเรียบ แม่บ้านค้อมตัวรับทราบก่อนจะถอยออกไป
“ฉันนอนคนเดียวได้ค่ะ” เต็มเดือนเอ่ยขึ้น
“ไม่กลัวฉันย่องเข้าห้องเธอตอนกลางดึกหรือไง” ปาณปวีร์พูดทีเล่นทีจริง แต่ดวงตาวาววับ
“คุณไม่ทำหรอก คุณเป็เพื่อนฉันนิคะ” เต็มเดือนว่า
ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดูท่าทางเชื่อมั่นแบบเด็กๆนั้น ก่อนจะยักไหล่เบาๆ เดินนำหญิงสาวขึ้น้าก่อนจะเอ่ย
“บ้านนี้ผู้ชายเต็มไปหมดนะ เธอมาค้างนี้ยังไงก็ต้องมีคนคิดไม่ดี ให้ชบานอนด้วยดีแล้ว”
“ค่ะ” เต็มเดือนตอบรับอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “เื่แต่งงาน... ทำไมคุณไม่พูดอะไรบ้างคะ”
“จะให้ฉันพูดอะไร”
“บอกปฏิเสธคุณหญิงไงคะ”
“แล้วทำไมเธอไม่พูด”
“ก็...”
“นั่นไง เธอเองก็นั่งเงียบเหมือนกัน ฉันเป็สุภาพบุรุษนะ จะให้ฉันหักหน้าปฏิเสธผู้หญิงกลางโต๊ะอาหารได้ยังไง”
“แล้วคุณจะยอมแต่งงานกับฉันจริงๆหรือคะ”
“จะเป็อะไรไปละ”
“คุณเป็ผู้ชายนิ เื่แต่งงานมันคงเล็กน้อยสำหรับคุณอยู่แล้ว”
“เธอรู้ได้ยังไง” ปาณปวีร์หยุดเดินหันกลับมาจ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง
“ก็คุณดูไม่เดือนร้อน” เห็นอีกฝ่ายมองนิ่ง หญิงสาวจึงได้แต่เถียงเสียงอ่อย
“แค่การที่ฉันไม่เดือดร้อน เธอก็มาตัดสินฉันซะแล้วหรอว่าฉันเป็ผู้ชายจำพวกที่เห็นแก่ตัวแบบนั้น ไหนเธอบอกว่าฉันเป็เพื่อน แต่ทำไมมองฉันเลวร้ายนักละแม่คุณ” ปาณปวีร์เอ่ยเสียงเข้ม เลิกคิ้วขึ้นจ้องอีกฝ่ายนิ่ง
“ขอโทษค่ะ”
“เื่?”
“ที่ฉันพูดไม่ดีกับคุณ”
“รู้ก็ดี” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันหลังกลับออกเดินนำไปต่อ
หลังจากพาไปดูห้องพักแล้ว ปาณปวีร์ก็พาเต็มเดือนมาที่ห้องคุณหญิงชวาลา ชายหนุ่มขอตัวกลับไปก่อน คุณหญิงชวาลากวักมือให้หญิงสาวเข้ามานั่งลงข้างๆ
“หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียว สงสัยอะไร ว่ามาสิ”
“หลายเื่เลยค่ะ”
“เื่แรกก่อน …เห็นหน้าเธอบนโต๊ะอาหารแล้ว คงกำลังคิดว่าฉันเป็ยายแก่ที่ถูกลูกเขยรังแก ลูกหลานทอดทิ้งละสิ แต่ก็อย่างที่บอก ฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้เอง อย่าพึ่งมองครอบครัวฉันเลวร้ายเสียละ”
“...”
“ฉันยังไม่เคยบอกเธอว่า ทุกมุมในบ้านฉันมีกล้องวงจรปิดอยู่ พวกเพื่อนบ้านที่ล้อมหน้าล้อมหลังเรือนทรงไทยของฉันนั่นก็คนของพ่อบวรทั้งนั้น”
“เดือนไม่เคยรู้เลย”
“ความจุ้นจ้านของลูกเขยฉันนะสิ” คุณหญิงชวาลาว่า หากแต่เต็มเดือนรู้ดีว่าหญิงสูงวัยเพียงแต่บ่นวางท่าไปอย่างนั้นเอง
“แล้วเื่แต่งงาน”
“ถ้าเธอแต่งงานเสีย ก็จะได้ออกจากบ้านหลังนั้นสักที ไม่ดีหรือ”
“คุณหญิงทำเพื่อช่วยเดือนหรือคะ”
“เพื่อตัวฉันเองด้วย”
“คะ?”
“เธอคงจำลูกสาวคนเล็กของฉันได้”
“ลูกสาวคนเล็ก น้องสาวคุณทิพย์ ...คุณทักษพร”
“ใช่... ที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้อยากรื้อฟื้นความทรงจำเลวร้ายในอดีตของเธอหรอกนะ แต่มันก็สำคัญกับฉันมาก ก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตาย ยายพรทะเลาะกับฉัน ฉันเลยคิดมาตลอดว่าตัวเองคือสาเหตุ แต่ตาวีบอกฉันว่ามันอาจจะไม่ใช่”
“หนูก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่ามันเกี่ยวกับการแต่งงานยังไง”
หญิงสูงวัยหยุดคิดไปนิด ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นเต็มเดือนรีบเข้าประคองพาเดินไปที่หน้าต่าง สายตาที่เริ่มฟ้าฟางเหม่อมองออกไปข้างนอก
“คนหนึ่งที่อาจจะรู้เื่นี้ด้วย คือโฉมสะคราญ”
“คุณป้าเกี่ยวข้องกับการตายของคุณทักษพรหรอคะ”
“อาจจะไม่ แต่อย่างน้อยเขาจะต้องรู้สาเหตุ แล้วฉันเชื่อว่าถ้าถามตรงๆเขาคงไม่พูด เพราะฉันไม่ได้มีหลักฐานอะไร แต่ถ้าเธอช่วย... อะไรมันอาจจะง่ายขึ้น ช่วยพาหลานชายของฉันเข้าใกล้โฉมสะคราญที”
“ถ้าอย่างนั้น แต่งกับลูกสาวคนใดคนหนึ่งของคุณป้าไม่ง่ายกว่าหรือคะ”
“ฉันเอ็นดูเธอที่สุด อีกอย่าง..” หากไม่ใช่สาวน้อยตรงหน้า หญิงชราก็ไม่ค่อยแน่ใจ ว่าพ่อหลานชายจะยอมทำตามเช่นนี้หรือไม่
“เธอก็จะได้ประโยชน์จากเื่นี้ด้วย ถ้าแต่งงาน เธอก็จะได้ออกมาจากบ้านหลังนั้น และไม่ต้องถูกใครรังแกอีก เชื่อฉันเถอะว่าหลานชายฉันปกป้องเธอได้”
“คุณวีก็รู้เื่นี้ใช่มั้ยคะ”
“ใช่ เขายินดีจะช่วยฉัน เหลือแค่เธอแล้วละ”
“เดือนช่วยคุณหญิง ก็เท่ากับว่าทำร้ายคุณป้าไม่ใช่หรือคะ”
“เธอช่วยให้ป้าของเธอเป็ผู้บริสุทธิ์ต่างหาก ...ด้วยการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ฉันเห็นไงละ”
คุณหญิงชวาลาพูดราวกับจะท้าทายสาวน้อยตรงหน้า เห็นอีกฝ่ายสีหน้าว้าวุ่นจึงยิ้มอย่างเข้าใจ เบนสายตากลับไปมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ก่อนพึมพำออกมาเบาๆ
“ฉันอาจดูเหมือนยายแก่ที่ติดอยู่กับเื่เก่าๆนะ แต่อย่างน้อย... ก่อนตายฉันก็อยากรู้ ว่าอะไรที่ทำให้ลูกสาวของฉันตัดสินใจได้อย่างเืเย็นแบบนั้น”