บทที่34
โรคระบาดระลอกใหญ่
สถานการณ์ภายในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเบื้องหน้ามองเห็นเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูการค้าขายเจริญรุ่งเรืองดูเหมือนว่าทุกอย่างมันจะสงบสุขเหมือนกับท้องทะเลที่นิ่งสนิทแต่ผู้ที่มองเห็นสถานการณ์จะล่วงรู้เป็นอย่างดีว่ามันเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดคลื่นใต้น้ำระลอกใหญ่
ผ่านมาประมาณ7วันได้แล้วหลังจากที่มีการประกาศขายยาที่รักษาโรคอาการบุปผาสีชาด
ผู้ที่กระทำเรื่องนี้และทำการสร้างเรื่องวุ่นวายในขึ้นหนีไปเมืองหลวงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
แต่สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือความวุ่นวายภายในเมืองแห่งนี้ที่มันจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เพราะว่าการกระทำของคนผู้นั้นที่ลงมือกระทำเอาไว้มันทำให้คนจำนวนมากจากหลากหลายสารทิศเดินทางเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หมอประจำเมืองแห่งนี้ทำกำไรจากการค้าขายเทียบยาปลอมได้เป็นจำนวนมาก
เว่ยเจ๋อจงต้องให้คนไปสืบดูเหมือนว่าทุกๆ3 วันเงินจำนวนมากเหล่านั้นจะถูกส่งตรงไปที่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ผู้คนมากมายที่ทำการเดินทางเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้เป็นจำนวนมากมันกลายเป็นเหมือนกับดาบสองคม
ภาพเบื้องหน้าเมืองแห่งนี้เหมือนกับว่าเศรษฐกิจทุกอย่างจะเฟื่องฟูเป็นอย่างมากคนเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากทำให้เมืองแห่งนี้ค้าขายของต่างๆได้มากขึ้น
วันนั้นเองก็เป็นเพียงแค่ภาพเบื้องหน้าเท่านั้นอย่างที่เขาบอกว่าถ้ามองเห็นถึงสถานการณ์จริงๆมันจะรู้ดีว่าถ้าคนจำนวนมากเข้ามาภายในเมืองมันก็เหมือนกับสถานการณ์ที่อาจจะมีโรคระบาดพุ่งเข้ามาภายในเมืองเพื่อทำลายเมืองแห่งนี้ไปด้วยในตัว
คำเตือนที่เคยเตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้ของคุณชายตระกูลเว่ยแทบจะไร้ผลเลยเพราะว่าเมื่อมีคนจำนวนมากเข้ามาทำให้คนภายในเมืองนี้สามารถทำกิจการของตนเองได้การทำให้พวกเขานั้นได้เงินก้อนโตเลยทำให้ลืมเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดไป
จะเป็นเพราะว่าช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่เคยเตือนไปไม่มีโรคระบาดชนิดนี้เข้ามาภายในเมืองผู้คนเลยวางใจ
จะมีคนที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และยังคงไม่ได้ลดความระวังกับมันลงก็คงจะมีเพียงแค่ไม่กี่คนภายในเมือง
…
ยามเช้าของวันลู่หยางทานอาหารเช้ากับบุตรสาวของตัวเองอยู่บนแคร่ด้านหน้าเรืออาหารเช้าเป็นซุปธรรมดาธรรมดาแต่ว่ากลับมีรสชาติอร่อยเป็นอย่างมากลู่หยางใช้วิธีการนำของป่ามากมายมาทำลุงกลายเป็นทุกชนิดนี้
อาหารเช้าทั้งสองนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยแต่ในขณะที่กำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่นั้นลู่หยางดวงตาของเขากวาดไปมองเห็นบริเวณทางหน้ารั้วไม้ด้านหน้าบ้าน
…
มองเห็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านของเขามองเห็นว่าที่ยืนอยู่บริเวณนั้นเป็นพวกผู้คุ้มกันของตระกูลเว่ย
ลู่หยางทิ้งสิ่งที่ตนเองกำลังกินอยู่อย่างรวดเร็วลุกขึ้นมาหลังจากนั้นก็เดินตรงเข้าไปหาคนพวกนั้น
ผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่เมื่อมองเห็นลู่หยางเดินทางมาหยุดอยู่บริเวณอีกฝั่งหนึ่งของรั้วที่สูงเพียงเอวพวกมันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันศีรษะลงไปอย่างนอบน้อมในตัวแทนทำการกล่าวออกมา “ นายท่านลู่นายท่านของพวกเราให้มาเชิญท่านรีบเข้าไปที่เมืองอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้วขอรับ”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้ามาหากันแสดงใบหน้าที่จริงจังแล้วก็รีบจัดการเกี่ยวกับส่วนต่างๆอย่างรวดเร็วเตรียมร่างกายใช้เวลาเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้นออกไปจากบ้านของตนเองมุ่งตรงเข้าไปสู่ภายในตัวเมือง
เขากำชับหนิงหนิงเอาไว้ว่าให้อยู่แต่ภายในบ้านห้ามออกมาด้านนอกเด็ดขาด
ตอนนี้เรื่องราวที่เขากำลังกังวลอยู่มันคงจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆลู่หยางขึ้นไปบนรถม้าที่มารับเขาถึงหน้าเรือนมุ่งตรงไปยังภายในตัวเมืองอย่างรวดเร็ว
มุ่งตรงเข้าไปภายในตัวเมืองใช้เวลาไม่นานนักเขาเดินทางไปถึงบริเวณจวนตระกูลเว่ย
ลู่หยางสถานที่แห่งนี้รีบสาวเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็วเมื่อทำการเดินตรงเข้าไปภายในสถานที่แห่งนั้นเว่ยเจ๋อจงกำลังนั่งอยู่ภายในห้องโถงด้วยความร้อนรน
เมื่อตัวเขาเห็นว่าลู่หยางเดินทางมาถึงแล้วรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าตนเองนั้นนั่งไม่ติดตั้งนานแล้วเขาเดินตรงเข้าไปหาลู่หยางเมื่อเดินตรงเข้าไปรีบไปหยุดเท้าอยู่บริเวณด้านหน้าแล้วกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางร้อนรน“ แย่แล้ว!! ”
ลู่หยางที่เพิ่งเดินทางมาถึงแสดงใบหน้าเคร่งเครียดแม้ว่าตัวเขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเป็นมาอย่างไร ลองดูท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็รู้ได้ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องดีนัก“ มีอันใดที่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ ในตอนนี้บริเวณทางด้านหลังเมืองถ้าได้ลองให้คนไปสืบข่าวดูแล้วดูเหมือนว่าจะมีกลุ่มคนจำนวนมากที่มาจากเมืองบริเวณรอบรอบแถบเมืองหลันโจวเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะว่ารู้เกี่ยวกับเรื่องข่าวยาที่เกิดขึ้น ”
“ จากที่ลองสืบดูดูหมือนว่าจะมีคนภายนั้นติดเชื้ออยู่ด้วย ”
ลู่หยางขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันมากขึ้นไปอีกระดับ“ ท่านรู้ได้อย่างไรขอรับว่ามีคนที่ติดเชื้ออยู่ด้วย? ”
“ เพราะว่ามองเห็นว่ามองเห็นอาการของคนพวกนั้นน่ะสิขอรับตอนนี้ข้ารู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมากสถานการณ์ที่พวกเราไม่อยากจะให้เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นแล้ว” เว่ยเจ๋อจงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับด้วยความหนักใจ
สถานการณ์ในตอนนี้มันคือสถานการณ์ที่พวกเขาไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นมากที่สุดในที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถห้ามพวกมันได้
ลู่หยางหลังจากที่ได้รู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นรวบรวมสมาธิของตนเองจากนั้นเขาก็หันใบหน้าของตัวเองไปด้านหลัง
เว่ยเจ๋อจงมองเห็นเช่นนั้นดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจเพราะว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าแสดงท่าทางราวกับว่าจะเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ เขาทำการเอ่ยถามขึ้นมาในทันควัน “ท่านลู่จะไปที่ใดหรือขอรับ? ”
ลู่หยางที่ทำท่าทางจะเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้หันกลับมามองผู้ที่อยู่ด้านหลังจากนั้นเขาก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมา “พวกเราคงจำเป็นจะต้องไปดูด้วยสายตาของตนเอง ”
เว่ยเจ๋อจงแสดงท่าทางตื่นตระหนกตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ลู่หยางเห็นท่าทางของอีกฝ่ายเลยกล่าวออกไปตามหลักความเป็นจริง“ถ้าเป็นผู้ที่ร่ำเรียนวิชาแพทย์หลังจากลำเลียงสารในด้านนี้มาก็สามารถล่วงรู้ได้ว่าถ้าอยากจะทำการรักษาอาการต้องจำเป็นไปดูอาการผู้ป่วยด้วยสายตาของตนเอง ”
นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาการที่เขาคิดค้นยารักษาโรคชนิดนี้มันแทบจะไม่ก้าวหน้าเลยด้วยซ้ำ
iPhoneคนที่การคิดค้นวิธีการรักษาโรคชนิดนี้ไม่ก้าวหน้าเลยมันเองก็เป็นเพราะว่าตัวของเขาไม่เคยเห็นผู้ป่วยโรคนี้ด้วยสายตาของตนเอง
เขาได้ฟังรายงานจากจดหมายที่ถูกส่งมาเท่านั้นว่าอาการของผู้ป่วยเป็นอย่างไรแต่ว่าเขาเองก็ไม่เคยเห็นด้วยสายตาของตนเองสักครั้งว่าผู้ป่วยนั้นมีอาการอย่างไรกันแน่
ในครั้งนี้เมื่อได้ยินว่ามีผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้แน่นอนว่าเขาจำเป็นจะต้องเดินทางไปดูด้วยสายตาของตนเอง
เว่ยเจ๋อจงแม้จะรู้เช่นนั้นแต่ตอนนี้ภายในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความกังวลกล่าวออกมา“ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นแต่ตอนที่เข้าไปหาโรคติดต่อด้วยตนเองมันจะไม่เป็นการเสี่ยงอันตรายเกินไปอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ จริงอยู่ที่มันดูอันตราย จริงอยู่ที่ว่าถ้าเป็นโรคติดต่อที่คล้ายคลึงกับไข้หวัดเพียงแค่ป้องกันตนเองให้ดีมากพอก็น่าจะไม่เป็นอันใด?”
ลู่หยางเขารู้ดีว่าถ้าเป็นโรคป่วยที่คล้ายคลึงกับไข้หวัด น่าจะสามารถป้องกันได้ถ้าเขาคาดการณ์เอาไว้การอยู่ห่างผู้ป่วยประมาณเลยและก็ไม่สัมผัสใกล้ชิดน่าจะไม่เป็นอันใด
ลู่หยางหลังจากที่ตัวของเขาก็เอาไปเรียบร้อยแล้วเดินมุ่งตรงไปยังหลังเมืองอย่างรวดเร็วผู้ใดจะคิดว่าหลังจากที่คนจำนวนมากจากเขตหลันโจวเดินทางเข้ามาถึงสถานที่แห่งนี้
ราชสำนักจะรู้อย่างรวดเร็วรู้ข่าวเช่นนั้นก็ปิดเขตบริเวณนั้นเอาไว้ในทันที
มันก็สายเกินไปแล้วกว่าที่จะทำการปิดเขตนั้นทุกอย่างมันก็ดูลุกลามเกินไปกว่าที่จะสามารถจัดการได้ผู้คนมากมายที่เดินทางมาจากทั่วทั้งสารทิศกระจายไปทั่วทั้งเมือง
ตอนนี้ไม่รู้ว่าโรคระบาดนั้นแพร่กระจายไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้วลู่หยางเดินทางไปถึงสถานที่เขตกับการที่ถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา
ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าเขตกักกันพร้อมกับแสดงท่าทางเคร่งเครียดเขาเงยหน้าขึ้นลงเดินไปมาไม่สามารถหยุดเท้าและข่มความร้อนรนภายในใจของตนเองได้
รถม้าของตระกูลเว่ยได้วิ่งมาจอดถึงสถานที่แห่งนี้
ลู่หยางและเว่ยเจ๋อจงเดินลงมาจากรถมาอย่างรวดเร็วเดินลงมาจากบริเวณรถม้าดวงตาทอดมองยาวไปด้านหน้าพบเห็นเหล่าทหารมากมายที่คุมกองกำลังอยู่บริเวณส่วนนั้นผู้คนส่วนใหญ่นำผ้าสีขาวมาปิดบังบริเวณครึ่งใบหน้าของตนป้องกันโรคติดต่อและโรคระบาดที่ร้ายแรง
รัศมีผู้ป่วยจากเมืองที่สามารถจับกุมได้ถูกจัดการเอาไว้เป็นบริเวณเขตด้านหลังเมืองขนาดใหญ่ตอนนี้ยังมีเหล่ามือปราบและคนของราชสำนักทำการตามหาเกี่ยวกับคนที่ปะปนอยู่ภายในเมืองและพยายามจะจับกลับมาที่เขตกักกันบริเวณด้านหลังเมือง
ลู่หยางก้าวลงมาจากรถม้าดวงตาที่มองลงไปด้านหน้าเขามองเห็นบางอย่างภาพร้านขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเขตกักกันเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังเจ็บปวดจากโรคภัยสภาพที่อยู่ด้านหน้ามันทำให้เขานั้นรู้สึกบังเกิดความหดหู่ภายในใจ
ไม่ได้มีเพียงแค่ชีวิตหรือ2 ชีวิตเท่านั้นที่ป่วยเป็นโรคบุปผาสีชาดคนพวกนั้นมีกันเกือบ 100 ชีวิตที่โดนกับการอยู่ภายในเขตนั้นผู้เป็นมารดาชุ่มบุตรสาวที่ป่วยหนักอย่างเวทนาหรือแม้แต่คนชราที่ทำการอบกอดร่างกายของตนเองและนอนหนาวสั่นอยู่ที่พื้น
ภาพที่ตัวของเขาพบเห็นด้านหน้าช่างภาพที่สะเทือนจิตใจ“ นี่มันอะไรกัน? ”
จบบท