ตอนที่ 187 คนเป็นพ่อไม่มีวันขายลูกสาวกิน
คำที่พีทพูดออกมามันเหมือนกับน้ำผึ้งที่หวานหอมเป็นอย่างมาก มันทำให้ทีมของบอยรู้สึกดีขึ้นจริงๆ และได้กลับมาคิดในมุมมองของพีทเช่นเดียวกัน ‘ถ้าหากพีทไม่เชื่อใจพวกเขา ก็คงไม่ส่งพวกเขาไปยังบริษัท Easy Shop เพื่อตบสั่งสอน ไม่สิ…เพื่อวางระบบให้เข้าที่แทนทีมไอทีของพี่ยอด ที่พูดตามตรงเป็นทีมที่หละหลวมและไม่เอาไหนเลย ตอนที่ไม่มีทีมของบอยเข้ามากดดัน’ ส่วนการที่ทีมของบอย ยังคงถูกย้ายมายังบริษัท Rayzen Techฯ ที่ถือเป็นบริษัทที่ตอนนี้กำลังมีกระแสข่าวที่โด่งดังไปทั่วประเทศไทย ที่ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท Nomia มาทั้งหมด
ดังนั้นทีมของบอยที่สนิทกับพีทอยู่พอสมควรในบรรดาพนักงานที่ทำงานให้กับพีท มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ว่าบริษัทนี้ของพีท จะเน้นไปหนักในด้านเทคโนโลยี การดึงตัวพวกเขามาจึงเป็นเสมือนการวางคนมีความสามารถที่ไว้ใจได้มาลุยงานนี้โดยตรง
แต่ที่พวกเขาเป็นกังวล ก็เพราะพวกเขาไม่อยากโยกย้ายงานไปอีกแล้ว พวกเขาแค่เบื่อกับการถูกบริษัทในเครือของพีทหยอกล้อเรียกว่าเป็น ‘ทีมไอทีรับจ้าง’ ตอนแรกมันก็ตลกดี แต่นานๆ เข้า พวกเขาก็เริ่มคิดแล้วว่าพวกเขาควรหาหลักแหล่งที่แน่นอนได้แล้ว
พวกเขาเองก็มีครอบครัว มีแฟน พวกเขาย้ายจากจังหวัดกรุงเทพฯ แม้ทั้งสองจังหวัดจะไม่ห่างไกลกันมาก ไปกับใช้เวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แต่ถ้ามันมีหลักแหล่งที่ชัดเจน พวกเขาก็จะสามารถวางแผนอนาคตของตัวเองได้ถูกเช่นเดียวกัน
“พวกเราเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณคุณพีทมากนะครับ ที่ไว้ใจในตัวทีมของเรา” บอยในฐานะหัวหน้างาน เมื่อได้อ่านแผนงานของพีทแล้ว ก็พลันตระหนักได้ถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มันยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าบริษัทสยามโนวากรุปของรดาเสียอีก
แม้บางเรื่องมันอาจจะดูน่าเหลือเชื่อ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้…แต่บอยก็เชื่อมั่นว่าพีทน่าจะนำทางพวกเขาไปถึงจุดหมายได้อย่างแน่นอน ‘ขนาดบริษัท Nomia ที่ยิ่งใหญ่ ยังซื้อมาได้…ก็ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรให้ต้องตกใจกันอีกแล้ว’
ทีมของบอยจัดแจงเตรียมทำงานเพื่อวางระบบ แต่ก่อนอื่นพวกเขาต้องพยายามควบคุมเสียงที่จะเกิดขึ้นเสียก่อน เพราะตอนนี้ในชั้นที่ 19 ที่ถูกใช้เป็นห้องติวหนังสือ กำลังร้อนระอุไปด้วยไฟของเด็กนักเรียนที่กำลังจะเข้าสอบแอดมิดชั่น
พลอยและเพื่อนชั้นม.6 จากโรงเรียนธาราบุรี กำลังติวหนังสือกันอย่างเข้มข้น พวกเขามายังห้องติวหนังสือกันตั้งแต่เช้ามืด แม้ตัวของพลอยจะมีโปรแกรมติวหนังสือนี้ในโน้ตบุ๊กของเธอ สามารถเรียนจากที่บ้านก็ได้
แต่พลอยบอกว่าอยู่ที่บ้านไม่มีสมาธิ เพราะเสียงการทำงานที่บ้านของพีทกำลังปรับปรุงบ้านอยู่นั่นเอง จึงทำให้เธอมาถึงห้องติวหนังสือตั้งแต่เช้า เฉกเช่นเดียวกับเบลล์ อีฟ ดรีมและหัวหน้าห้องสอง ที่แทบจะมาถึงห้องติวหนังสือในเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วย
ทั้งนี้วันเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าหลายวัน นับตั้งแต่พีทได้ดำเนินการโยกย้ายทีมของบอยมายังบริษัท Rayzen Techฯ
และได้เตรียมแผนการรับมือกับสงครามแอปฯ ส่งอาหาร ที่ในทุกๆ วันได้มีไรเดอร์มาทำเรื่องขอลาออกหรือผู้สมัครที่น้อยลง เพื่อไปทำงานให้กับ Winner Food วันละหลายสิบคน
แต่กระนั้นทางด้านของพีทและพี่แพรก็ได้เดินเกมด้วยการ อนุญาตให้ไรเดอร์ของพวกเขารับงานซ้อนได้ตามต้องการ หากอยากขับให้กับ Winner Food แต่ก็ไม่อยากทิ้งแอป Easy Food
หากแต่ไรเดอร์ที่ขับขี่ซ้อนจะไม่ได้รับสัญญาจากทางบริษัท Easy Food หากรับงานซ้อนและไม่สามารถส่งอาหารได้ตรงเวลา พวกเขาจะถูกหักคะแนนและจะถูกตัดออกจากระบบทำให้ไม่สามารถรับงานจากแอป Easy Food ได้อีก ซึ่งการจะเพิ่มคะแนนที่ถูกหักไป พวกเขาจะต้องเข้ามาอบรมที่บริษัทใหม่เป็นเวลาหลายวัน เสียเวลาไปมากอีกด้วย
ทั้งนี้หมากเกมนี้ของพีทก็ถือว่าเสี่ยงไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเขาจะต้องรับผิดชอบหากอาหารไปส่งถึงมือลูกค้า ล่าช้า…แต่จากการประเมินของพีทและเอไออัลฟ่า บริษัทของพวกเขาจะได้รับผลกระทบหนักแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น
หลังจากนั้นจะอยู่ในสภาวะคงที่ ที่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่มีผลกระทบอีกต่อไป
ทั้งนี้พีทยังได้ทำการมอบสัญญาการคุ้มครองพิเศษให้กับไรเดอร์ที่ลงทะเบียนเป็นไรเดอร์กับบริษัท Easy Food เพียงบริษัทเดียว ด้วยการทำประกันอุบัติเหตุให้กับไรเดอร์ทุกคน เพื่อสำรองค่าใช้จ่ายเวลาเกิดอุบัติเหตุ
และสัญญานี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ หากคะแนนของไรเดอร์ อยู่ในเกณฑ์ที่สูง ดั่งเช่นเป็นไรเดอร์ที่เคารพกฎจราจรและส่งอาหารได้ตรงตามเวลาและมีมารยาท ซึ่งในอนาคตพีทจะสวัสดิการให้กับไรเดอร์มากขึ้น เพียงแต่เขายังไม่ได้เปิดเผยมันออกมาก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่พีทกำลังเตรียมตัวรับศึกแอปฯ ส่งอาหาร ก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับทางฝั่งของบริษัทสยามโนวากรุป จนต้องนำมาพูดถึง
เป็นจริงดั่งคาด บริษัทโนวากรุป ได้เดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อเข้ามายกเลิกสัญญาการเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทของรดานั่นเอง
นำโดยจางรุ่ยเทียนและทีมกฎหมายทั้งไทยและจีน ที่ถูกจ้างวานมาทำคดีนี้โดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้บริษัทโนวากรุปต้องผิดข้อสัญญาและต้องชดใช้มากเกินไปนั่นเอง
“สวัสดีครับคุณลุง ไม่ได้เจอกันหลายปี คุณลุงดูชราลงไปเยอะเลยนะครับ ถึงเวลาที่คุณลุงจะต้องปล่อยมือจากบริษัทแล้ว เหมือนกับที่พ่อของผมทำ” จางรุ่ยเทียนเดินเข้ามาในห้องประชุมของบริษัทสยามโนวากรุป ด้วยท่าทีที่ไม่เห็นหัวผู้ใดอยู่ในสายตา
ขนาดกับพ่อของรดาที่เป็นเหมือนลุง เคยเห็นจางรุ่ยเทียนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารก ก็ยังเข้ามาสวัสดีอย่างขอไปทีเท่านั้น
“เข้าเรื่องเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย…เชิญ” พ่อของรดาถึงจะแก่ไปมากก็จริง มีผมหงอกขึ้นเต็มศีรษะเพราะต้องเผชิญกับเรื่องเครียดที่จะถูกบริษัทโนวากรุปถอนตัวออกไป แต่กระนั้นพ่อของรดาก็ยังคงไว้ลายและคงความเยือกเย็นอยู่เสมอ
โดยในห้องประชุมก็มีทางผู้บริหารฝั่งบริษัทในไทยกว่า 10 คน นั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวจากเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่มาก
กลุ่มผู้บริหารกลุ่มนี้ คือผู้ถือหุ้นของบริษัทที่เข้ามาในฐานะ นักลงทุนจากการที่บริษัทของรดาได้นำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง
การที่มีข่าวลือว่าบริษัทแม่จากจีนกำลังจะถีบหัวส่งพวกเขาและยกเลิกการเป็นพาร์ตเนอร์ ทำให้หุ้นในบริษัทของรดาดิ่งฮวบลงอย่างน่าใจหาย นักลงทุนและผู้ถือหุ้นต่างทยอยขายหุ้นในมือที่กำลังจะกลายเป็นหุ้นที่ไร้ค่าออกไปจนเหลือเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น
แต่กระนั้นท่าทีของรดาและพ่อของเธอก็ไม่หวั่นไหวเลย ราคาของหุ้นจะตกลงไปเท่าไร พวกเขาไม่สนใจอีกแล้ว
อีกทั้งรดาก็มีความมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่า พีทจะช่วยบริษัทของเธอให้กลับมายืนในจุดเดิมได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
ห้องประชุมเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัด ซึ่งเกิดจากแรงกดดันที่จางรุ่ยเทียนปลดปล่อยออกมา นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบริษัทของรดา
“บริษัทโนวากรุป ได้ทำการตรวจสอบและพิจารณาแล้วว่าบริษัทสยามโนวากรุป ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ ด้วยตัวสัญญาข้อที่ 13 หากบริษัทสยามโนวากรุปไม่สามารถทำกำไรให้กับบริษัทแม่ ได้ในสัดส่วน 10% ทางบริษัทโนวากรุปมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาและจ่ายค่าตอบแทนในการยกเลิกสัญญาได้” ทนายจากฝั่งจีนและไทย กำลังเดินเกมตามคำสั่งของจางรุ่ยเทียน
ซึ่งในตัวสัญญาที่ยกอ้างมา มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น แม้ตัวสัญญาในข้อที่ 13 จะระบุเอาไว้เช่นนั้น แต่จริงๆ แล้วที่มันเข้าเกณฑ์ก็เพราะทางด้านของบริษัทแม่อย่างบริษัทโนวากรุปทำกำไรจากการขายสูตรคำนวณแบตเตอรี่ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ มูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านหยวนนั่นเอง
ดังนั้นด้วยตัวมูลค่าขนาดนี้ บริษัทสยามโนวากรุปไม่มีทางทำกำไรให้เข้าเกณฑ์นี้ได้เลย จึงถูกจางรุ่ยเทียนนำเรื่องนี้เข้ามาใช้เป็นข้ออ้างและกดดัน เพื่อบีบให้บริษัทสยามโนวากรุปรับข้อเสนอยกเลิกสัญญา
อย่างไรก็ตามในขณะที่พ่อของรดาและเธอกำลังถูกบีบคั้น ทางด้านของจางรุ่ยเทียนที่นั่งจิบชาอย่างสบายใจ ก็พลันหัวเราะขึ้นมา
“คุณลุงเห็นแก่มิตรภาพเก่าแก่ของพวกเรา เอาอย่างนี้ดีไหม…ทางบริษัทของผมจะไม่ยกเลิกสัญญากับคุณลุงก็ได้เพียงแต่สัดส่วนกำไรจะต้องมีการแบ่งสันปันส่วนกันใหม่ จะเป็นบริษัทโนวากรุปของผมได้รับส่วนแบ่ง 80% ส่วนคุณลุงรับไป 20% ดีไหมครับ” จางรุ่ยเทียนเสนอทางออกให้ ซึ่งจากเดิมผลกำไรนั้นแบ่งกันอยู่ที่ 50-50
ถึงอย่างนั้นข้อเสนอใหม่กลับบีบคอพวกเขาด้วยการเหลือกำไรเพียง 20% เท่านั้น
“ท่านประธานพวกเราควรรับข้อเสนอนี้เอาไว้นะครับ ไม่เช่นนั้น ผู้ถือหุ้นของเราคงไม่พอใจแน่ๆ” ผู้บริหารบางคนเริ่มเกลี้ยกล่อมพ่อของรดาอย่างหนัก เพราะไม่อยากให้บริษัทแม่ถอนตัวออกไป พวกเขาอยากจะเกาะกินบริษัทต่อไป แม้จะน้อยลงแต่อย่างน้อย มันก็ยังทำเงินให้กับพวกเขาอยู่ดี
“ใช่ครับ ผู้ถือหุ้นใหญ่รองจากท่าน ได้ส่งข้อความมาบอกว่า เขาพร้อมจะเทขายหุ้น 30% หากท่านประธานไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ เกรงว่าถ้าหุ้นใหญ่ถูกขายออกไปในรวดเดียว หุ้นของบริษัทจะไม่มีค่าแล้วนะครับ”
จางรุ่ยเทียนเองก็มีล่ามแปลภาษา พอได้ยินว่าผู้บริหารหลายคนดูเดือดร้อนและบีบให้พ่อของรดา ผู้เป็นประธานยอมรับกับข้อเสนอของตนอยู่กลายๆ ก็เริ่มยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนจะทำบางสิ่งบางอย่างที่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ที่จางรุ่ยเทียนมองว่าเป็นกำไรกับตัวเอง หากพ่อของรดายอมรับเงื่อนไขนี้
“เอาแบบนี้หากคุณรับข้อเสนอของผมอีกขึ้นหนึ่ง ผมจะกลับไปเกลี้ยกล่อมคุณพ่อของผมให้แบ่งสันปันส่วนผลกำไรเสียใหม่เป็น 70-30% ดีไหมครับ?” มันเป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจจนทำให้ผู้บริหารต่างพากันตาลุกวาวและมองหน้าประธานของตนด้วยความกดดันให้รับข้อเสนอทั้งหมด ไม่ว่าจางรุ่ยเทียนจะเสนออะไรก็ตาม
“ข้อเสนอของผมคืออย่างนี้ครับ…คุณลุงเองก็รู้ว่าผมกับรดา เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก…ตอนนี้พวกเราสองคนก็โตกันแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าพวกเราสองครอบครัวจะเกี่ยวดองกันเป็นปึกแผ่น ถ้าเกี่ยวดองกันแบบนี้พวกเราสองบริษัทก็ไม่ต้องมาสนใจกันอีกแล้วว่าบริษัทจะได้ส่วนแบ่งกันเท่าไร ถึงอย่างไรก็คือครอบครัวเดียวกัน” จางรุ่ยเทียนยิ้มด้วยท่าทางพอใจ เพราะมันนั้นหมายปองรดามานานแล้ว แน่นอนมันอยากครอบครองในตัวของรดาที่ไม่เคยสนใจมันเลยแม้แต่น้อย มันอยากปราบพิชิตเธอให้อยู่ใต้ร่างของมัน เพื่อเชิดชูความเป็นชายของมันก็เท่านั้น
แต่เมื่อแต่งงานกันไปแล้ว มันจะไปแต่งงานมีใหม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะตอนนี้ทางประเทศจีนเองก็เริ่มผลักดันกฎหมายและยอมรับการมีคู่ครองเช่นเดียวกัน อนึ่งเพื่อต้องการที่จะขยายอำนาจทางด้านประชากร เพื่อต่อกรกับประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง
‘แต่งงานเหรอ? นี้ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอครับท่านประธาน?’
‘รองประธานรดาก็นับว่าถึงวัยที่สมควรจะสร้างครอบครัวแล้ว ถ้าหากได้แต่งงานกับรองประธานจางรุ่ยเทียนก็ถือว่าเหมาะสม’
‘ยินดีกับท่านประธานและคุณรดาล่วงหน้าด้วยนะครับ คุณจางรุ่ยเทียนช่างใจกว้างจริงๆ ถึงคิดเรื่องสานสัมพันธ์ทางการแต่งงานเพื่อคงไว้ซึ่งสัมพันธ์ทางบริษัท’
ผู้บริหารต่างพากันหัวเราะและยิ้มด้วยความโล่งใจ เมื่อได้ยินถึงข้อเสนอนี้ของทางจางรุ่ยเทียนและมองว่ามันเป็นทางออกที่ดีกับทั้งสองฝ่าย
ถึงอย่างนั้นในขณะที่เหล่าผู้บริหารกำลังมอบคำยินดีให้กับพ่อของรดาและตัวของรดาที่นั่งด้วยความสงบนิ่ง ทันใดนั้นพ่อของรดาที่เงียบมานานก็ได้พูดขึ้นบ้าง “ทุกคนทั้งหมดช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนครับ ผมมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกับรองประธานจางรุ่ยเทียนเป็นการส่วนตัว” ผู้บริหารได้ยินเช่นนั้น ก็คิดเอาเองว่า ประธานของพวกเขาน่าจะพูดเรื่องการแต่งงานกันเป็นการส่วนตัว จึงได้เตรียมที่จะลุกออกไปจากห้องประชุมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ป่นระคนโล่งใจ
แต่แล้วในระหว่างที่ประตูห้องประชุมกำลังเปิดออก พ่อของรดาก็ได้หยุดผู้บริหารคนหนึ่งที่เป็นเสมือนตัวแทนของผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเอาไว้ก่อน
“รบกวนคุณช่วยโทรไปหาผู้ถือหุ้นใหญ่สักหน่อย บอกเขาว่าให้ขายหุ้นทั้งหมดได้เลย…คนอย่างผม ไม่มีวันขายลูกสาวกิน!” คำพูดพ่อของรดานั้นสงบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องตะโกน แต่มันก็บาดลึกมากพอจนทำให้จางรุ่ยเทียนและเหล่าผู้บริหารของไทยถึงกับผงะ ด้วยความตกใจ
“ทะทะท่านประธาน?” ผู้บริหารหลายคนหันมามอง เพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมพ่อของรดา แต่ก็ดูจะสายไปแล้ว ผู้ช่วยของรดาได้ทำการปิดประตูห้องประชุมใส่หน้าของพวกเขาและล็อกห้องประชุมตามคำสั่งของท่านประธานเป็นที่เรียบร้อย
“จางรุ่ยเทียน เธอกับพ่อของเธออยากจะยกเลิกสัญญาใช่ไหม…ได้งั้นเรามาเซ็นสัญญาให้มันจบๆ ไปเถอะ อย่าได้ต่อความยาวสาวความยืดอีกเลย” พ่อของรดาตัดสินใจแล้วและเตรียมพร้อมเซ็นเอกสารการขอยกเลิกสัญญาจากทางฝั่งจางรุ่ยเทียนแล้ว
จางรุ่ยเทียนพอได้เห็นท่าทีที่แข็งกร้าวและดูเอาจริงของอีกฝ่าย ก็ดูประหลาดใจอยู่มาก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมเลือกการยกเลิกสัญญาง่ายๆ แบบนี้
แน่นอนจางรุ่ยเทียนไม่คิดว่า พ่อของรดาจะตัดสินใจยกเลิกสัญญาง่ายกับตนเอง ที่มันทำไปทั้งหมดก็เพื่อขู่ขวัญอีกฝ่ายเท่านั้น แม้ส่วนหนึ่งจะเตรียมมาเปิดบริษัทที่ไทยด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริงแต่นั่นก็ต้องใช้เวลามาก
ประกอบกับสัญญายกเว้นภาษีไทย-จีน ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะทางการเมืองเริ่มมีแรงต้านจากพรรคฝ่ายค้าน จนลุกลามมาเป็นการชุมนุมกันตามท้องถนนด้วยแล้ว
ด้วยปัจจัยที่ยังไม่แน่นอน ทางด้านจางรุ่ยเทียนจึงได้ยื่นข้อเสนอให้กับพ่อของรดาไปพิจารณาถึงสองทางเลือกด้วยกันนั่นเอง
“ไหนล่ะ หนังสือยกเลิกสัญญา…ฉันพร้อมเซ็นแล้ว”
พ่อของรดาเตรียมปากกาและเตรียมตราประทับไว้แล้ว ก่อนจะมองไปที่จางรุ่ยเทียนและพูดว่า “คุณจำคำพูดของฉันให้ดีจางรุ่ยเทียน ถึงบริษัทของฉันจะต้องตกที่นั่งลำบาก แต่ฉันไม่มีวันขายลูกสาวกิน…แล้วช่วยกลับไปบอกพ่อของคุณด้วย เงินที่เคยหยิบยืมฉันจากฉันไปขยายบริษัทเมื่อ 20 ปีก่อน ฉันยกให้ ไม่ต้องนำมาคืน แต่ฉันขอสาปแช่งเงินก้อนนั้นที่พวกคุณยืมไปให้มันกัดกินบริษัทโนวากรุปของพวกคุณไปตลอดกาล เหมือนกับที่คุณทำกับบริษัทของฉัน” พูดจบ พ่อของรดาก็พลันเซ็นสัญญายกเลิกการเป็นพาร์ตเนอร์ลงอย่างง่ายดาย
ท่ามกลางความโกรธของจางรุ่ยเทียน ที่หวังจะกดดันอีกฝ่าย แต่ดันถูกอีกฝ่ายไม่เล่นตามเกม ยอมยกเลิกสัญญาไปง่ายๆ เสียอย่างนั้น!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 2 ทุ่มนะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy