เมืองผิงอันสมกับเป็นเมืองใหญ่อย่างแท้จริง รอบๆตัวเมืองล้วนมีหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน ที่นอกกำแพงเมืองก็มีตลาดสดที่ชาวบ้านมาตั้งแผงขายของกันเอง ผู้คนเดินกันขวักไขว่มากหน้าหลายตา
พวกเขาทั้ง 34 คนมุ่งตรงเข้าไปทางกำแพงเมืองโดยไม่ได้แวะที่ใดอีก เดินทางมายาวนานในที่สุดจุดหมายก็ใกล้จะได้เห็นแล้ว ทุกคนต่างตื่นเต้นจนลืมความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดที่ผ่านมา
เมื่อผ่านกำแพงเมืองเข้ามา ตึกรามบ้านช่องที่นี่ดูโอ่อ่าสง่างาม ถนนหนทางก็ปูด้วยหินสะอาดสะอ้าน ผู้ฝึกปราณแต่งกายหลายแบบเดินผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก เสียงคนพูดคุยและเสียงตะโกนร้องขายของดังแว่วมาตลอด บรรยากาศครึกครื้นยิ่ง
“เวลายังเช้า พวกเราก็แยกย้ายหาอะไรกินกันก่อนแล้วกันจะได้สอบถามทางไปสำนักเย้าเตียนจากชาวบ้านด้วย อีกหนึ่งชั่วยามก็กลับมาพบกันตรงนี้” พวกเขามีจำนวนหลายคนการเดินเกาะกันเป็นกลุ่มดึงดูดสายตาผู้อื่นมากเกินไป หลินเจียวหย่งจึงสั่งให้แยกกันออกไป
สามพี่น้องหลินซ่งสวิน หลินซ่งอวี้ หลินหนิงชินแยกมาทางหนึ่ง โดยมีหลินไฉ่หงและสองพ่อลูกสกุลเว่ยเดินตามมาติดๆ
“พี่ใหญ่ข้าอยากกินบะหมี่เจ้าค่ะ” เดินทางมา 3 เดือนกินแต่เนื้อย่าง ปลาย่าง แป้งย่าง นางคิดถึงน้ำซุปร้อนๆ กับเส้นบะหมี่เหนียวนุ่มเป็นที่สุด
“อืม” หลินซ่งสวินรับคำแล้วเดินนำหน้าไป
ตลอดทางชื่อเสียงของ สองคุณชายหน้าหยกนั้นไม่ใช่ได้มาเปล่าๆ ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีเมื่อหันมาเห็นหลินซ่งอวี้กับหลินไฉ่หง ล้วนแล้วแต่ชะงักงันไป ส่วนสตรีผู้เดียวในกลุ่มย่อมถูกบดบังจนแทบไม่มีใครเห็น
“เถ้าแก่บะหมี่น้ำหกชาม” หลินซ่งอวี้เป็นผู้สั่ง การกินเป็นความชื่นชอบของเขาที่สุดแล้ว แม้จะไม่ได้หิวแต่ก็กินจนเป็นกิจวัตรที่คุ้นชินมาเนิ่นนาน เขาไม่คิดจะหยุดกินหากมีโอกาส
เมื่อบะหมี่มาถึงโต๊ะทุกคนก็กินกันอย่างรวดเร็ว บุรุษทั้งห้าคนต่างก็ยังไม่หนำใจสั่งต่อกันอีกคนละ 1 ชาม ส่วนหลินหนิงชินนั้นกินไม่ไหวแล้ว จึงเริ่มชวนเจ้าของร้านคุย
“ท่านลุงเจ้าของร้าน ท่านรู้จักสำนักเย้าเตียนหรือไม่เจ้าคะ”
“อ้อ!! พวกเจ้ามาหาซื้อโอสถกันหรือ ข้าย่อมรู้สิ ทุกคนในเมืองผิงอันรู้จักสำนักเย้าเตียนอยู่แล้ว”
หลินหนิงชินเพียงยิ้มอย่างสดใส ไม่ได้ตอบโต้อะไรกับบุรุษตรงหน้า
“ตรงนี้เป็นแหล่งการค้าของเมืองผิงอัน หากจะไปสำนักเย้าเตียนพวกเจ้าต้องเดินขึ้นไปทางเหนืออีกราว 10 วัน ผ่านตัวเมืองกับบ้านเรือนไปอีกระยะหนึ่ง”
“อ้อ..สำนักเย้าเตียนไม่ได้มีร้านค้าอยู่ในตัวเมืองบ้างหรอกหรือเจ้าคะ”
“ไม่มีหรอกแม่นางน้อย คนของสำนักเย้าเตียนออกมาข้างนอกน้อยมาก ยิ่งพวกผู้หลอมโอสถนั่นแทบจะไม่ปรากฏตัวให้ผู้ใดพบเห็นเลย”
เมื่อได้ยินดังนี้ บุรุษทั้งห้าก็เลิกคิ้วขึ้นสูง หันมามองเจ้าของร้านบะหมี่แววตาสงสัยอยู่ไม่น้อย
“ปัดโธ่!! พวกเจ้าจะมาทำหน้าสงสัยอันใดกัน สำนักใหญ่หลายแห่งล้วนแล้วแต่อยากจะเชื้อเชิญผู้หลอมโอสถไปร่วมสำนักพวกเขากันทั้งนั้น พวกผู้ฝึกยุทธ์ที่ทำการคุ้มครองหากออกมาข้างนอกก็ถูกตอแยรบกวนไม่เว้นแต่ละวัน ผู้หลอมโอสถเองยิ่งไม่อยากเปิดเผยใบหน้า เกรงว่าจะถูกตามตื้อไม่หยุด”
“หืม เช่นนี้หมายความว่าคนในสำนักล้วนตกอยู่ในอันตรายหรือเจ้าคะ”
“โอ..เจ้าไม่รู้อะไร ใครจะกล้าไปหาเรื่องสำนักเย้าเตียนกันเล่า พวกสำนักใหญ่น้อยพวกนั้นอย่างไรก็ต้องพึ่งพาโอสถจากสำนักเย้าเตียน อย่างมากก็แค่ตามตื้อให้รำคาญใจเท่านั้นล่ะ”
"อ้อ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
พวกเขาพูดคุยเรื่อยเปื่อยกันอีกพักใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินออกจากร้านบะหมี่กลับไปยังจุดที่นัดหมายกันไว้แต่แรก เมื่อมารวมกลุ่มกัน ทุกคนต่างก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันตามที่ได้สืบความมา สรุปได้ว่าเมืองผิงอันสร้างกำแพงล้อมรอบเขตการค้าไว้ทั้งหมดสี่แห่ง กระจายกันไปตามจุดต่างๆของเมืองผิงอัน ตรงที่พวกเขาอยู่นี่เป็นเขตการค้าที่ใกล้สำนักเย้าเตียนที่สุด
สำนักเย้าเตียนห่างจากที่นี่เดินทางราว 10 วัน ขึ้นไปทางเหนือ หากเดินทางขึ้นเหนือต่อไปก็มีอีกหลายสำนักอยู่เบี้องหน้า ทางตะวันออกของเขตการค้านี้ ก็มีสำนักใหญ่น้อยอีกหลายสำนัก ทางตะวันตกเป็นป่าทึบหนาแน่น มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนทางใต้เป็นพื้นที่ติดเมืองกับเมืองอื่นๆ ซึ่งคือทิศทางที่พวกเขาจากมา
พื้นที่ระหว่างสำนักต่างๆ ก็จะมีหมู่บ้านและแนวป่าเขาอยู่ประปราย มีสัตว์อสูรระดับต่ำอยู่บ้าง แต่ไม่อันตรายใดๆ ส่วนราคาสินค้านั้น แน่นอนในเขตการค้าทั้งสี่แห่งย่อมแพงหูฉี่ ส่วนที่ชาวบ้านนำมาค้าขายกันเองราคาแม้จะสูง แต่ก็พอรับได้ เขตการค้าทั้งสี่แห่งล้วนถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับป่าทึบที่มีสัตว์อสูรเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นจุดรวมตัวและพักพิงก่อนที่พวกผู้ฝึกยุทธ์จะเดินทางเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์หรือฝึกซ้อมในป่าลึก เขตการค้าที่พวกเขาอยู่นี้ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษเพราะอยู่ใกล้กับสำนักเย้าเตียน มีบรรดาผู้คนที่แวะเวียนผ่านมาหาที่พักเพื่อเดินทางต่อไปซื้อโอสถที่สำนักเย้าเตียนไม่ขาดสาย
"เราจะเดินทางต่อกันเลยเถิด อีกไม่ไกลแล้วหากเร่งกันหน่อยคงใช้เวลาไม่ถึงสิบวัน" หลินซ่งสวินกล่าวจบก็นำคนทั้งหมด เดินทางต่อทันที
……..
เก้าวันต่อมา
กลุ่มคนทั้ง 34 คน ก็มาถึงหน้าทางเข้าสำนักเย้าเตียน ที่นี่ไม่ได้สร้างกำแพงล้อมเอาไว้แต่มีภูเขาสูงต่ำล้อมรอบบดบังสายตาจนไม่เห็นด้านใน มีเพียงบริเวณหน้าประตูที่เป็นซุ้มขนาดใหญ่พาดยาวระหว่างแนวภูเขาหินทั้งสองด้าน ป้ายชื่อสำนักถูกแกะสลักอยู่บนผาหิน ร่องรอยการแกะสลักเก่าแก่่มองเห็นการสึกกร่อนของหินอยู่บ้าง คงเป็นป้ายหินสลักที่มีมาแต่โบราณ ที่หน้าประตูมีผู้ฝึกยุทธ์ที่เฝ้าอยู่บริเวณหน้าประตูราว ๆ 50 คน
ทุกคนเดินตามกันเข้าไปจนถึงหน้าประตู หลินเจียวหย่งผู้คุ้นเคยกับการรับหน้าที่เป็นผู้เจรจาไปแล้ว จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“พี่ชาย พวกเราทั้งหมด 34 คนเดินทางมาจากต่างเมืองเพื่อมาขอเข้าร่วมสำนักเย้าเตียนแห่งนี้ แต่พวกเราไม่เคยทราบว่ามีกฎระเบียบอันใดในการรับศิษย์ของที่นี่ รบกวนพวกท่านชี้แนะ”
“พวกเจ้าทำตัวตามสบาย สำนักเย้าเตียนไม่ได้มีช่วงเวลาการเปิดรับศิษย์เป็นพิเศษหรอก อย่างที่ทุกคนรู้สำนักเย้าเตียนทำการค้าโอสถ ผู้ที่จะเข้าร่วมสำนักก็มักจะเป็นผู้หลอมโอสถซึ่งไม่ได้มีมากนัก สี่ปีมานี้ไม่เคยมีผู้หลอมโอสถคนใหม่มาเข้าร่วมสำนักเลย ในกลุ่มพวกเจ้ามีผู้หลอมโอสถมาด้วยใช่หรือไม่” บุรุษอายุราว 30 ปีผู้หนึ่งถามกลับมา
“มีขอรับ เราทั้งกลุ่มมาจากสกุลหูและสกุลหลิน ต่างมีผู้หลอมโอสถในสกุลร่วมทางมาด้วย”
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะส่งคนไปแจ้งกับท่านอาจารย์ให้ ขออภัยพวกเรายังไม่สามารถเชิญให้พวกเจ้าเข้าไปด้านในได้ ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
“มิได้ๆ ขอบคุณพี่ชาย”
กลุ่มคนสกุลหลินและสกุลหูรีบปิดตาทำสมาธินั่งพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังปราณหลังจากที่เร่งเดินทางกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ราวสองก้านธูปผู้ฝึกยุทธ์ที่เฝ้าประตูอยู่จึงส่งคนมาเรียกให้พวกเขาเข้าไปด้านใน
ผ่านประตูชั้นนอกเข้าไป ยังมีประตูชั้นในอีกหนึ่งชั้น จุดนี้มีผู้ฝึกยุทธ์อีกกลุ่มราว 20 คน คุ้มกันอยู่ พวกเขามองสำรวจทุกคนอย่างละเอียดตั้งแต่ผ่านประตูชั้นนอกมาแล้วแต่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เปิดประตูชั้นในให้พวกเขาเดินผ่านเข้าไปอย่างเงียบๆ
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาเป็นลานกว้าง ทางด้านขวามีอาคารวิจิตรตระการตาขนาดใหญ่ชั้นเดียวหลังหนึ่ง มีโถงใหญ่ที่จัดโต๊ะเก้าอี้รับรองแขกไว้หลายชุด อีกส่วนหนึ่งเป็นเก้าอี้ยาวที่นั่งกันได้หลายคนอีก 4 ตัว ตั้งแถวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ อาคารถูกแบ่งเป็นส่วนรับรองแขกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งแบ่งเป็นห้องที่เปิดด้านหน้ากว้างไม่มีประตู อีกสี่ห้อง ลักษณะเหมือนหน้าร้านค้า อาคารนี้น่าจะเป็นโถงจำหน่ายโอสถของสำนักเย้าเตียน
ข้างในโถงมีผู้ฝึกปราณที่มาซื้อโอสถอยู่บ้าง มีผู้ฝึกยุทธ์แต่งกายด้วยชุดสีเขียวของสำนักเย้าเตียน คอยเดินตรวจตราอยู่บ้าง นั่งจับกลุ่มอยู่ใกล้ๆ บ้างอีกหลายสิบคน