สองภพ

    บทที่ 44 หวนคืน

            ไป๋หลงหลานนั่งอยู่ข้างเตียงใหญ่ ที่เขาให้จ้าวรั่วซีนอนพักฟื้น เขาไม่รู้จะขอบคุณน้องสามของเขาอย่างไรถึงจะเพียงพอ ไป๋หลงหลินย้อนกลับไปช่วยหญิงสาวที่นอนหมดสติจากการบาดเจ็บ แล้วพาเธอกลับมาพักที่จวนของเขา พร้อมให้หมอมารักษาบาดแผลที่เธอถูกทหารขององค์ชายใหญ่แทงจนบาดเจ็บสาหัส 

            เขาจึงได้พบเธออีกครั้ง หญิงสาวเสียเลือดไปมากมาย จนหมอที่มารักษาเองก็ไม่กล้ารับปากว่าเธอจะรอดตาย สามวันมานี้เธอยังไม่ฟื้น ไม่ขยับตัว มีเพียงลมหายใจรวยรินเท่านั้นที่แสดงให้เห็นสัญญาณชีพของเธอ

            “ซีซี เจ้ายังอยู่ที่นี่หรือเจ้ากลับไปที่โลกของเจ้าแล้วกันแน่ เจ้าเคยบอกข้าว่าเจ้าไม่เหลือใคร และไม่มี ‘ใคร’ ที่รอเจ้าอยู่ที่โน่น แต่เจ้ามีข้าที่รอเจ้าอยู่ที่นี่ กลับมาได้หรือไม่ กลับมาหาข้า ได้ไหม...ซีซี”

            เขาเพียรพูดกับร่างไร้สติของเธอ ขอให้เธอกลับมาหาเขา หากทำอย่างไร เธอก็ไม่ฟื้น 


            เขานำป้ายหยกประจำตัวของเขาใส่ไว้ในมือของเธอ แล้วใช้มือทั้งสองข้างของเขากอบกุมมือเธอเอาไว้ หวังว่าความรัก ความรู้สึกผูกพันธ์ โหยหา จะสื่อผ่านป้ายหยกขาวของเขา แล้วพาเธอกลับมา... เขาเฝ้าอยู่ข้างเตียง จนพ่ายแพ้กับความเหนื่อยล้า ฟุบหลับไปข้างๆ เธอ นั่นเอง

            

            ... แล้วสิ่งที่เขาเฝ้ารอคอย ก็มาถึง...

            

            จ้าวรั่วซี รู้สึกตัวแบบสะลึมสะลือ มึนงง หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตากับแสงสว่าง ความรู้สึกที่มือข้างซ้ายของเธอเหมือนกำบางสิ่งบางอย่างไว้เอาไว้ แล้วก็มีมือใครสักคนกอบกุมมือของเธอเอาไว้อีกที เธอรู้สึกปวดหลัง จึงพยายามขยับจะพลิกตัว แต่ก็เกิดอาการเจ็บแปลบที่กลางลำตัวจนต้องร้องออกมา

            ชายหนุ่มที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงทั้งที่มือยังกุมมือของเธอเอาไว้รู้สึกตัวทันทีที่หญิงสาวเปล่งเสียงร้องออกมา เขารีบห้ามไม่ให้เธอขยับตัว

            “อย่าเพิ่งขยับตัว”

            “ที่นี่...” หญิงสาวอยู่ในภาวะมึนงง และเจ็บแผลที่บริเวณท้องอยู่มากทีเดียว ริมฝีปากเธอแห้งผาก รู้สึกสับสน

            ไป๋หลงหลานค่อยๆ พยุงร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้น นั่งแล้วใช้หมอนใบใหญ่ใส่ที่ด้านหลังให้เธอเอนพิง ก่อนจะค่อยลูบศีรษะ สบตาหวานที่ยังมีแววมึนงง

            “เจ้ากลับมาหาข้าแล้วใช่ไหม…ซีซี... เจ็บมากไหม สามวันมานี้เจ้าไม่ได้สติ ข้าแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำตาเอ่อคลอ เป็นสามวันที่เขาทรมานเจียนตาย ที่เขาอยู่กับความหวาดกลัวว่าจะเสียเธอไป แต่วันนี้...เธอกลับมาแล้ว 

            จ้าวรั่วซียังมึนงงอยู่ชั่วครู่ จึงค่อยไล่เรียงเหตุการณ์ย้อนหลังได้ ก่อนจะเข้าใจสภาวะตรงหน้าว่าเธอกลับมาในอดีตอีกครั้งหนึ่งแล้ว 

            “เพคะ หม่อมฉันกลับมาแล้ว” น้ำตาที่ไหลค้างไว้ตั้งแต่ก่อนนอนหลับฝัน เพลานี้กลับไหลอาบแก้มนวลอีกครั้ง 

            ไป๋หลงหลานใช้นิ้วมือไล้เช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวเธอจะแตกสลายไป แล้วก้มลงมองมือตนเองที่ยังกอบกุมมือน้อยอยู่ ก่อนจะค่อยคลายออก จ้าวรั่วซีจึงเห็นป้ายหยกขาวในมือที่เธอกำเอาไว้ตลอดเวลา

            “ข้าเป็นคนเอามันมาใส่มือของเจ้าเอาไว้เอง มันช่วยนำเจ้ากลับมาได้จริงๆ”

            ดวงตากลมฉายแววสงสัย ชายหนุ่มจึงยิ้มให้แล้วอธิบาย

            “ทุกครั้งที่เจ้าเดินทางข้ามผ่านเวลา ไปหรือมาระหว่างที่โน่นกับที่นี่ ป้ายหยกของข้าจะมีรอยร้าวเกิดขึ้นทุกครั้ง มันเริ่มมีรอยครั้งแรกคือคืนที่เจ้ามานอนสลบอยู่ในจวน แล้วเมื่อตอนที่เจ้าบาดเจ็บเมื่อหลายวันก่อน นอนหมดสติ ไม่ว่าท่านหมอจะใช้วิธีใดเจ้าก็ไม่ฟื้น รอยร้าวนั้นมันก็ยาวมากขึ้น ข้าจึงคิดว่ามันต้องมีความเกี่ยวโยงกับการไปมาระหว่างสองภพ เมื่อเจ้าไม่ได้สติเสียที ข้าเลยลองนำมันมาใส่ไว้ในมือของเจ้า ด้วยความหวังในใจว่ามันจะช่วยส่งสัญญาณ นำทางให้เจ้ากลับมาหาข้า...แล้วมันก็พาเจ้ากลับมาได้จริงๆ” เขาหยิบหยกขาวมาจากมือเธอ ก่อนจะชี้ให้ดูรอยร้าวบนป้ายนั้น 

            “ดูสิ เจ้ากลับมาครั้งนี้ รอยร้าวมันก็เพิ่มขึ้นอีกแล้ว” รอยร้าวที่ขยายเป็นเส้นยาวอ้อมจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เหลือระยะอีกเพียงนิดเดียว ป้ายนี้ น่าจะแตกออกเป็นสองชิ้นตามรอยร้าวนั้น

            

            จ้าวรั่วซีทิ้งเอนร่างเข้าสู่อกกว้างของชายหนุ่มที่วาดแขนโอบรับร่างเธอมากอดเอาไว้อย่างหวงแหนเช่นกัน 

            “หม่อมฉันคิดถึงฝ่าบาทเหลือเกินเพคะ หม่อมฉันกลัว...กลัวว่าฝ่าบาทจะ...จะ...” เธอไม่กล้าพูดคำนั้นออกมา แต่แล้วเธอจึงนึกได้ว่าที่นี่ไม่ใช่คุก แต่เป็นที่เรือนชู่ซินในจวนของเขา จึงเงยหน้าถาม “ทำไม...” 

            “ทำไมข้าถึงไม่โดนประหาร ไม่อยู่ในคุก ใช่ไหม”

            “เพคะ คืนนั้นอยู่ๆ พวกมันก็ไม่ฆ่าพวกเรา จับฝ่าบาทกลับไป หม่อมฉันบาดเจ็บ นอนอยู่บนพื้นดินแล้วก็หมดสติไป รู้ตัวอีกทีก็กลับไปที่โน่นแล้ว หลังจากนั้นเรื่องราวเป็นอย่างไรเพคะ” 

            ไป๋หลงหลานจึงค่อยๆ เล่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้น และเรื่องราวคดีของเขาให้เธอฟัง...

            “น้องสามมาช่วยพวกเราไว้ได้พอดี ฟ้ายังเข้าข้างเราอยู่บ้าง ทำให้จดหมายที่ข้าเขียนตอนก่อนเราออกมาจากคุกได้ไปถึงมือเขา และ...เขายังเป็นน้องชายคนเดิมของข้า เขาเป็นคนที่ช่วยนำเจ้ากลับมารักษาที่จวนนี่”

            หญิงสาวรู้สึกดีใจแทนเขา ที่อย่างน้อยเดิมพันที่เขาวางไว้ก็ไม่สูญเสีย จึงเงยหน้ายิ้มให้เขา เลยได้จูบเบาๆ บนหน้าผาก ก่อนที่เขาจะเล่าต่อ

            “ข้าจึงกลับไปเข้าคุกเหมือนเดิมเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยฝากให้น้องสามนำฏีกาอุทธรณ์ขอเวลาของข้าไปส่งให้ท่านราชเลขา เพื่อนำกราบทูลฮ่องเต้”

            “แล้วเรื่องที่เราหนีออกมาจากคุก ทรงไม่เอาโทษหรือเพคะ”

            “ไม่น่าทรงทราบ เพราะไม่ได้มีรับสั่งจับหรือคุมขังตั้งแต่แรก แล้วก็ไม่ได้มีรับสั่งประหารข้า ฝ่าบาทให้เวลาข้าห้าวันในการหาหลักฐานเรื่องจดหมายสั่งการปลอมนั่น แต่ข้ายอมให้เว่ยซิงหยวนจับตัวไป เพราะบริสุทธิ์ใจ ข้าไม่จำเป็นต้องอยู่ในคุก เช่นนั้นการที่เสด็จพี่มาลอบสังหารข้า หากฮ่องเต้ทรงทราบ เสด็จพี่ก็คงอธิบายไม่ได้เช่นกัน ข้าไม่อยากให้เรื่องบานปลายก่อนที่จะพิสูจน์อะไรได้ ข้าจึงไม่ได้เอาเรื่องไปกราบทูล หากขอเพียงเวลาที่มากขึ้น เพราะเกิดการป้ายสีคดีฆาตกรรมมู่หย่งอี้ขึ้นอีก เวลาสามสี่วันที่เหลือข้าไม่สามารถหาหลักฐานได้ทัน”

            “แล้วฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยอย่างไรเพคะ”

            “ลึกๆ ข้ามั่นใจว่าเสด็จพ่อเชื่อใจข้า ว่าข้าไม่ได้ทำ ข้าได้ให้สัตย์สาบานต่อฟ้าดิน และต่อหน้าเสด็จพ่อว่าข้าไม่ได้ทำการกบฏ ไม่ได้สั่งเคลื่อนทหารใดๆ ทั้งสิ้น และมู่หย่งอี้เองก็เป็นสหายสนิทอีกคนของข้าที่เติบโตมาด้วยกันก็ว่าได้ เสด็จพ่อก็ทรงทราบดี แต่พระองค์ก็ช่วยได้แค่ยืดเวลาให้ข้าไปครึ่งเดือน เพราะเรื่องครั้งนี้ลือกันทั่วบ้านทั่วเมือง และท่ามกลางเหล่าขุนนาง เสด็จพ่อต้องทรงดำรงความยุติธรรมให้ทุกคนได้เห็น”

            จ้าวรั่วซีถอนหายใจเบาๆ เธอยังไม่ได้บอกเขาถึงเรื่องพยัคฆ์ดำที่เธอค้นพบเลย เขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าน้องชายที่เขารักไม่เพียงหักหลังเขา แต่ยังกลับเป็นผู้ชักใยเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเอง

            “แล้วฝ่าบาทวางแผนจะทำอย่างไรต่อไปเพคะ”

            “เรื่องจดหมายสั่งการเราพอชี้แจงได้ ถ้าฝ่ายโน้นกล้าเอาจดหมายออกมาเปิดเผย แต่คดีของมู่หย่งอี้ ข้ายังจนหนทาง ข้าไม่คิดว่าเขาจะทรยศข้าทั้งๆ ที่เขากำลังจะตาย แต่ก็หาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้” 

            “ฝ่าบาทลองเสี่ยงอีกสักครั้งไหมเพคะ อย่างไรเราก็ไม่มีหลักฐานอื่นๆ และไม่มีเวลาพอจะไปสืบค้นรายละเอียด” จ้าวรั่วซีคิดว่าเธอจะสามารถช่วยเขาได้ แม้จะเป็นเพียงสมมติฐานของเธอเท่านั้น 

            “ยังไงข้าก็ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว ข้าเชื่อเจ้า อย่างไร...พระสนมจ้าวช่วยข้ามาหลายครั้งแล้วนี่นา” เขาก้มลงหยอกเธอ 

            หญิงสาวเสนอแผนการในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ขององค์ชาย โดยให้เขาเขียนฎีกาถึงองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง โดยกราบทูลว่าหากฮ่องเต้ ยังหลงเหลือความไว้วางใจเขา ขอให้ฮ่องเต้ทรงเสด็จมาที่คุกหลวงแบบลับๆ แล้วเธอจะหาทางพิสูจน์ว่ามันคือการใส่ร้ายเขาให้ได้ 

            ไป๋หลงหลาน เห็นด้วยกับแผนการนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง การคาดเดา แต่เขาก็ไร้สิ้นหนทางอื่น จึงให้คนไปเชิญองค์ชายสามและท่านราชเลขามาพบ

    “ส่วนเรื่องการลอบสังหารฝ่าบาท กับการสาวความย้อนไปถึงชายสี่นิ้วที่สังหารท่านหยวนเสี้ยว ก็แล้วแต่ฝ่าบาทจะตัดสินใจเพคะ ว่าจะกราบทูลให้ฮ่องเต้ทราบหรือไม่ เพราะเราคงต้องขอร้องให้องค์ชายสามมาช่วยเป็นพยาน ซึ่งทั้งหมดจะสาวความย้อนกลับไปที่องค์ชายไป๋หลงเยว่ทั้งสิ้น...เพียงแต่ว่า...” เธอลังเลที่จะพูดต่อ เพราะกลัวเขาจะเสียใจมากไปกว่านี้ แต่เธอก็คิดว่าควรเปิดโปงอำนาจมืดของกลุ่มพยัคฆ์ดำให้ฮ่องเต้ได้รับทราบ และล้มล้างอำนาจมืดนี้ เพื่อให้มันไม่สืบทอดต่อไปยังอนาคต...เผื่อว่าแม่กับพ่อของเธอจะไม่ต้องตาย

    “เพียงแต่ว่าอะไร...เจ้ากำลังปิดบังอะไรข้าอยู่...ซีซี”

    ความรู้สึกของเธอมันคงแสดงออกทางดวงตา จนเขาอ่านเธอออกทะลุปรุโปร่ง

    “เจ้ามีอะไรก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น”

    หญิงสาวคว้ามืออีกข้างของเขามากุมเอาไว้ ถอนหายใจก่อนจะเริ่มเล่าสิ่งที่เธอค้นพบเกี่ยวกับกลุ่มพยัคฆ์ดำ เครือข่ายแห่งความชั่วร้ายที่สืบสาน รุ่นต่อรุ่น ไปจนถึงยุคของเธอ มันเริ่มที่นี่ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรมหยวนเสี้ยว ข้อหากบฏ คำสั่งเคลื่อนทัพ การฆาตกรรมมู่หย่งอี้ในคุกหลวง หรืออีกหลายเหตุการณ์ จนเชื่อมโยงไปยังอำนาจมืดที่สืบทอดต่อกันไปจนถึงรุ่นของเธอ ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มพยัคฆ์ดำทั้งสิ้น 

    “เจ้าจึงอยากล้มล้างกลุ่มพยัคฆ์ดำนี่ เพื่อที่จะได้ไม่สืบทอดต่อไปจนถึงรุ่นเจ้า พ่อกับแม่ของเจ้าก็อาจจะไม่ต้องจากไปก่อนเวลาอันควร ใช่หรือไม่”

    “เพคะ” 

    “ข้าก็เห็นด้วย แล้วเจ้ากังวลอะไร” เขายังไม่เข้าใจ

            เพราะเธอรู้ว่าผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังแท้จริง จะทำให้เขาใจสลายไปกว่าเดิม...

            “คือว่า...” เธอยังลังเล จนเขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามย้ำ

            “ในตราประทับนั่น นอกจารายชื่อของท่านอัครมหาเสนาบดีและสมาชิกแกนนำของกลุ่มพยัคฆ์ดำแล้ว ยังมีชื่อของนายใหญ่ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังของกลุ่มนี้ด้วย...ซึ่งก็คือ...เอ่อ...องค์ชายสี่ ไป๋หลงยวน เพคะ”

    ---------------------------------
    สงสารองค์ชายเนอะ... เจอพี่น้องแบบนี้ ไม่มีเสียดีกว่า ใช่ป่ะ? 

    คล้ายกับเรื่องสองภพ ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730