ประตูเมืองและกำแพงเมืองทำจากดินโดยกรรมวิธีไล่อากาศออกจากดินโดยใช้น้ำและการทุบทำเป็ชั้น ๆ จนสูงเท่าตึกสองชั้นจากนั้นก็นำอิฐที่ได้จากดินเผามาก่อหุ้มกำแพงดินนั้นประสานอิฐแต่ละก้อนด้วยซีเมนต์ธรรมชาติที่ได้จากผลผลิตทางการเกษร ประตูเมืองขนาดใหญ่ทำจากไม้ รามมองดูด้วยความประทับใจเพราะเข้าชื่นชอบภาพยนต์ย้อนยุคแนวาอยู่แล้ว หน้าประตูเมืองทหารยามสวมชุดเกาะและหมวกหนัง ถือหอกเป็อาวุธ ห้ามทั้งสองคนเข้าแล้วถามหาเอกสารเข้าเมือง เมื่อไม่มีทหารยามจึงให้ไปต่อแถวลงทะเบียนข้างกำแพงก่อน แถวไม่ยาวนักสักพักก็ถึงโต๊ะของเ้าหน้าที่ของเมือง
“พวกเ้ามาจากไหน” เ้าหน้าที่ถาม
“ข้าน้อยเป็ชนเผ่าเร่ร่อนจากทางใต้เ้าค่ะ” รุณตอบ
“หัวหน้าเผ่าของเ้าได้ออกเอกสารเป็ลายลักษณ์อักษรให้หรือไม่” เ้าหน้าที่ถาม
“ไม่ได้ออกให้เ้าค่ะ” รุณตอบ
“บอกชื่อของพวกเ้ามา” เ้าหน้าที่ทราบชื่อทั้งสองแล้ว เขียนชื่อกับสถานที่มาด้วยผู้กันลงบนแผ่นไม้ขนาดพอดีมือมีตราประทับสีแดงรูปรวงข้าว
“นี่ป้ายผ่านทางของพวกเ้า ค่าธรรมเนียมสองคน1เหรียญทอง” เ้าหน้าที่ยื่นแผ่นป้ายให้ทั้งคู่
รุณล้วงเข้าไปในปกเสื้อหยิบถุงสีเืหมูออกมาเปิดถุงแล้วหยิบเหรียญสีเหลืองทองออกมายื่นให้เ้าหน้าที่
“ไม่ได้หล่อในไตระสินะ” เ้าหน้าที่ใช้แว่นขยายส่องดูแล้วชั่งบนตาชั่งโบราณเมื่อได้น้ำหนัก เ้าหน้าที่พนักหน้าให้
เมื่อเข้ามาในประตูเมืองมีพ่อค้าแม่ค้าเอาข้าวของมาขายโดยแบกับดินมากมายชาวบ้านแต่งกายคลายคนโบราณในแถมเอเชียตะวันออก อาคารบ้านช่องทำจากไม้ออกแบบเรียบง่ายวัสดุหาได้จากธรรมชาติมุงด้วยฝางหรือหญ้าแห้ง
รุณพารามตรงไปยังอาคารที่ก่อด้วยอิฐ หน้าอาคารมีประตูกับหน้าต่างกรงเหล็ก รุณเข้าไปคุยกับพนักงานที่ผ่านลูกกรง
“ขอแลกตั๋วเ้าค่ะ” รุณหยิบเหรียญทอง4เหรียญยื่นให้พนักงาน
พนักงานหายเข้าไปสักครู่ กลับมาพร้อมกับปึกกระดาษมีตราประทับเต็มไปหมด
“หนึ่งพันเสี้ยวแปดสิบใบขอรับ” พนักงานยื่นปึกกระดาษคล้ายกับธนบัตรให้รุณ ทั้งสองจึงเดินออกมา
“เ้านั้นเอาไปซื้ออะไรก็ได้ใช่ไหม” รามถาม
“ใช่เ้าค่ะ” รุณตอบ
“เ้าเกิดมาพร้อมข้าใช่ไหม แล้วเ้ามีเหรียญทองได้อย่างไร แล้วทำไมข้าไม่มี” รามถาม
“สิ่งมีชีวิตร่างจิตผู้ทรงภูมิปัญญาสร้างขึ้นมาให้ข้าเอาไว้ติดตัวเพื่อช่วยท่านไงเ้าค่ะ แล้วถ้าพวกเขาสร้างให้ท่านด้วยท่านก็ไม่รู้วิธีใช้จริงไหมเ้าค่ะ” รุณยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ต่อไปนี้ข้าจะเรียกสิ่งมีชีวิตร่างจิตผู้ทรงภูมิปัญญา ว่า ‘พระเ้า’ ล่ะ” รามเดินเข้ามาใกล้รุณพร้อมทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ
“เ้าค่ะ” รุณเอ่ยอย่างเรียบเฉย
“ข้าหิวแล้วล่ะรุณ”
“งั้นไปโรงเตี้ยมกันก่อนแล้วกัน” รุณเดินนำทางรามเดินหาโรงเตี้ยม
***
ในอาคารสองชั้น ชั้นแรกเป็ห้องโถงมีโต๊ะเก้าอี้หลายตัวไว้รับแขก ชั้นสองเป็ห้องพัก รามกับรุณสั่งอาหารตามเมนู มีข้าว เนื้อปลา ผักลวก ผลไม้ เป็อาหารที่เรียบง่ายไม่ได้ปรุงพิถีพิถันอะไร รามรับประทานอย่างหิวโหย ต่างจากรุณที่ค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากอย่างเรียบร้อยสมกับเป็กุลสตรี
“ที่นี่เป็เมืองที่ใกล้ที่สุดจะเนินที่เราเกิดใช่ไหม” รามถาม
“ใช่แล้วเ้าค่ะ แล้วยังเป็ที่ประทับของพระเ้าไตระหนึ่งในพระาาผู้ถูกเลือกด้วย” รุณหยุดตะเกียบไว้แล้วตอบ
“เราต้องหาข่าวให้มากที่สุดแล้วยุติพิธีกรรมให้ได้”
“ประทานโทษ น้องชาย” ชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าไหมท่าทางภูมิฐานบนศีรษะมีผมขาวแซม มากับชายฉกรรจ์คนหนึ่ง
“ขอรับ” รามวางชามข้าวลง
“ท่านเป็เชื้อพระวงศ์กระนั้นหรือ?” ชายผู้นั้นกระซิบถาม
“มิใช่เชื้อพระวงศ์หรอกท่าน” รามตอบ
“หน้าตาของท่านคล้ายพระพักตร์ มาพร้อมกับสาวงาม ดูแล้วไม่ใช่สามัญชนธรรมดา พวกท่านเป็ผู้ใดมากจากที่ใด” ชายวัยกลางคนกล่าว
“พวกข้าน้อยมาจากเผ่าบัวขาวทางใต้ เป็เพียงสามัญชนเ้าค่ะ” รุณแย่งตอบ
“อย่างนั้นหรือ หากไม่รังเกียจข้าขอเลี้ยงน้ำชาพวกเ้าได้หรือไม่ ข้ารู้สึกถูกชะตาพวกเ้านัก”
“ขอบพระคุณขอรับ” รามเชิญเขา
ชายผู้นั้นกับผู้ติดตามนั่งร่วมโต๊ะกับทั้งสอง พร้อมกับสั่งน้ำชามา
“ข้ามีนามว่าเดชาเป็พ่อค้าในเมืองไตระนี้ ข้านำของเข้าไปขายในวังเป็ครั้งคราว พวกเ้า้าสิ่งใดบอกข้าได้” ชายผู้นั้นกล่าว
“ขอบคุณท่าน ข้าชื่อราม แม่นางผู้นี้เป็น้องสาวข้าชื่อรุณ” รามกล่าว
“ยินดียิ่งท่านทั้งสอง” เดชาหัวเราะชอบใจ
“พวกท่านมายังเมืองนี้ด้วยธุระอันใด” เดชาถาม
“มาผจญภัยเ้าค่ะ” รุณตอบ
“เป็นักผจญภัยเหรอเนี่ยพวกเ้าไม่ธรรมดาจริงๆ” เดชากล่าว
“ว่าแต่ค่าธรรมเนียมเข้าเมืองเมืองนี้ค่อนข้างแพง เป็เื่ปกติเหรอเ้าค่ะ” รุณเอ่ยขึ้น
“พวกเ้าจ่ายไปเท่าไหร่รึ” เดชาถาม
“สองคน1เหรียญทองเ้าค่ะ” รุณตอบ
“ฮ่าๆ ๆ พวกท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว เข้าเมืองครั้งแรกเสียแค่ค่าแผ่นป้ายแค่100เสี้ยวเอง” เดชาอธิบาย
“ฮ่ะ! กระนั้นหรือ พระเหตุใด” รามรู้สึกหัวเสีย
“พวกขุนนางกับเ้าหน้าที่ในเมืองนี้มักจะฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบราษฎรอยู่แล้ว ยิ่งพวกเ้ามาจากแดนอื่นไม่ค่อยรู้กระไร” เดชาตอบ
“ทำไมถึงปล่อยให้เป็เช่นนี้ได้” รามรู้สึกไม่พอใจ
“เป็มาั้แ่ชั้นผู้ใหญ่แล้ว ตอนนี้ท่านสมุหนายกเป็ใหญ่ทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ์ พระาาวัย70พรรษาแทบจะไม่มีอำนาจใด” เดชาอธิบาย
“เหตุใดทรงยอม”
“ก่อนหน้านี้เมืองไตระเป็เพียงแค่ชนเผ่าหนึ่ง พระาาองค์นี้เป็คนนอกได้ชักชวนชุมชนต่าง ๆ รอบเผ่าให้มารวมกันเพื่อให้เผ่ามีความมั่นคง เพราะ่นั้นอาณาจักรใหญ่จากสี่ทิศพากันรวบรวมดินแดนแล้วสถาปนาเป็อาณาจักร หรือไม่ก็เป็แคว้นขึ้นมา จึงต้องเข้มแข็งเพื่อป้องกันการถูกรุกราน นับวันชุมชนรอบนอกก็เข้ามามากขึ้นจนจำนวนประชากรมากขึ้นเป็เท่าตัว หลังจากนั้นไม่นานหัวหน้าเผ่าได้ล่วงลับไปแต่ไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่ง สมุหนายกในตอนนั้นเป็หัวหน้ากองทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดได้เชิญพระาาองค์ปัจจุบันซึ่งตอนนั้นเป็ที่เคารพนับถือของราษฎรเป็อย่างมาก เมื่อเขาขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าเขาจึงสถาปนาเผ่าไตระเป็เมืองไตระแล้วขึ้นเป็พระาา สมุหนายกจึงได้รับตำแหน่งเขายังได้รับอำนาจอย่างเหลือล้นเพราะเขานั้นเป็ผู้ที่อยู่เื้ัราชบัลลังก์”
“อาณาจักรใหญ่ทั้งสี่เป็อย่างไงท่านช่วยเล่าที” รามอยากรู้
“ได้สิ! เริ่มจากแคว้นโยเดีย เป็แว่นแคว้นของพวกเสียม มีกรุงโยเดียเป็เมืองหลวงมีเมืองบริวารสี่เมืองตั้งอยู่เมืองละทิศล้อมเมืองหลวงไว้
ขึ้นไปทางเหนือสุดของทวีปคืออาณาจักรเว่ย เป็อาณาจักรเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เมืองชาน เมืองมหาไตร เมืองไตระ และชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่กลางทวีป ล้วนแล้วได้รับอิทธิพลทางอารยธรรมจากอาณาจักรเว่ยทั้งสิ้น รวมทั้งอาณาจักรนาระด้วย”
“อาณาจักรนาระเป็อย่างไร” รามเร่งเร้า
“ชาวอาณาจักรนาระในอดีตได้อพยพบจากอาณาจักเว่ย ไปตั้งถิ่นฐานทางตะวันออกสุดของทวีป มีลักษณะเป็เกาะขนาดใหญ่มีเนื้อที่กว้างขว้าง ห่างจากแผ่นดินใหญ่เพียง40เส้น มีความเป็ปึกแผ่นมั่นคง มีแสนยานุภาพไม่ต่างจากอาณาจักรเว่ยเลยเชียว
อาณาจักรทางตะวันตกลักษณะเป็เกาะคล้ายๆ กับอาณาจักรนาระ พวกเขามีอารยธรรมเป็เอกลักษณ์ของตัวเองรูปร่างของร่างกายใหญ่โตผิวขาว สีตาจาง ผมสีซีดหรือเหลืองทอง อาจจะเป็ไปได้ว่าพวกเขาในอดีตอพยพมาจากทวีปอื่น” เดชาอธิบาย
“ทวีปอื่นเป็เช่นไรขอรับ” รามถามต่อ
“ยังไม่มีผู้ใดเคยสำรวจสำเร็จเพราะอุตระทวีปล้อมรอบได้ด้วยมหาสมุทรขนาดใหญ่มีคลื่นลมร้ายกาจนัก” เดชาส่ายหน้า
“หมายความว่าพวกเราอยู่ตอนกลางของทวีปสินะขอรับ แล้วบริเวณนี้มีเมืองอะไรบ้างขอรับ” รามถามต่อ
“ตอนกลางของทวีปเป็ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ มีชุมชนอยู่มากมายกระจายเป็เผ่าใครเผ่ามันอยู่ทั่วแผ่นดิน เผ่าที่เข้มแข็งจนสามารถสถาปนาเป็เมืองได้มีเพียงสามเมืองที่เคยกล่าวมาคือ เมืองชาน อยู่ใกล้กับอาณาจักรเว่ย ลงมาทางใต้เป็เมืองมหาไตรที่อยู่กึ่งกลางของทวีป ลงมาทางใต้อีกจึงเป็เมืองไตระที่เราอาศัยอยู่” เดชาอธิบายด้วยความภูมิใจเพราะด้วยความเป็พ่อค้าที่ได้ติดต่อกับเครือข่ายการค้าในหลายเมืองจึงมีความรู้ทางภูมิรัฐศาตร์ของอุตระทวีปซึ่งชาวบ้านทั่วไปน้อยคนนักที่จะรอบรู้เช่นเขา
นั่งคุยพร้อมดื่มน้ำชาสักพักเดชาก็ขอตัวกลับบ้าน
***
ดวงตะวันคล้อยต่ำรามเลื่อนประตูเข้าไปห้องพักสี่เหลี่ยมมีโต๊ะเตี้ยนั่งพื้นอยู่กลางห้องที่มุมห้องมีฟูกและเครื่องนอน รามเดินเข้าไปปูมันกับพื้นไม้ ทิ้งตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเข้าเมือง และคิดทบทวนถึงเื่ราวทะลุจักรวาลอันแปลกประหลาดราวกับความฝันซึ่งทำให้สมองกับร่างกายของเขาอ่อนเพลีย
ขณะที่รามกำลังจะเคลิ้มหลับเสียงเปิดประตูทำให้เข้าตื่นขึ้น รุณหอบเครื่องนอนมาปูลงห้องแคบ ๆ นี้
“รุณเ้าไม่นอนห้องอื่นหรอกหรือ” รามลุกขึ้น
“ข้าต้องอยู่คอยรับใช้นายท่านนะเ้าค่ะ” รุณจัดที่นอนต่อ
“พระเ้าให้เหรียญทองมาเยอะมิใช่เหรอ เปิดอีกห้องก็ได้นี่ ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก” รามกล่าว
“ห้องเต็มเ้าค่ะ เหลือห้องนี้เพียงห้องเดียว เป็พี่ชายกับน้องสาวกัน มิเป็ไรดอกเ้าค่ะ” รุณอมยิ้มด้วยความพอใจแล้วเอนตัวลงนอน
“ก็แล้วแต่เ้า” รามทิ้งตัวลงนอน ทั้งสองนอนหลับคนละข้างของห้องเล็ก ๆ โดยมีโต๊ะเตี้ยอยู่ระหว่างกลาง
***
“นายท่านๆ” รุณตบไหลให้รามตื่น
“เ้ามีอะไร” รามงัวเงียตื่นขึ้น
“ข้าััได้ถึงจิตสังหารในเขตอาคมของข้า” รุณกล่าวอย่างจริงจัง
“หมายความว่าไง”
“มีคนคิดจะปองร้ายพวกเราอยู่ใกล้ๆ นี้เ้าค่ะ อยากให้นายท่านเตรียมพร้อมไว้” แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เห็นเรือนร่างของรุณในชุดนอนเนื้อบางของโรงเตี้ยมชัดเจน รุณหยิบปืนพกขึ้นมาจากที่คาดเอวข้างหลัง
“รุณเ้ามีของอย่างนั้นได้ไง” รามฉงน
“ผู้รับใช้มีหน้าที่ปกป้องเ้านายอยู่แล้วเ้าค่ะ ถ้าหากท่านเป็อะไรไปจะไม่มีผู้ใด รักษาสันติภาพของทวีปนี้ตามความประสงค์ของพระเ้าได้ ของแค่นี้พระเ้าควรให้ติดตัวข้ามาอยู่แล้ว” รุณดึงสไลด์ปืนทำให้ลูกะุเข้าไปในรังเพลิงพร้อมเหนี่ยวไก แล้วเธอค่อยๆ ย่องไปสังเกตุการณ์นอกหน้าต่าง
รามนั่งอยู่บนที่นอนสักครู่ใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ไม่สงบ เขาไม่อาจต้านทานความง่วงที่เข้าเกาะกินจิตใจกระกอบกับในยามค่ำคืนเงียบงันได้ยินแค่เพียงสายลมพัดกิ่งไม้ใบไม้
ในห้องมีเพียงแสงจากพระจันทร์ผ่านช่องหน้าต่างเป็เส้นยาวที่รุณเปิดหน้าต่างแง้มดูลาดเลาภายนอกโรงเตี้ยม อากาศเย็นสบายพาให้หนังตาปิด ไม่นานรามก็ทิ้งหัวลงหมอนโดยที่ไม่รู้ตัว
รามสะดุ้งตื่นกลางดึก พลันนึกขึ้นมาได้ว่ารุณให้ระวังตัวเอาไว้เขารีบลุกขึ้น ให้มองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อปรับสายตา เขามองไปที่หน้าต่างเห็นรุณพิงกำแพงคอตกข้างหน้าต่างนั้นอยู่มือยังกุมปืนพกอยู่ รามค่อยๆ เข้าไปใกล้นาง พรางใจเต้นว่าเธอจะได้รับอันตรายขณะที่ตอนเผลอหลับหรือไม่
รามยื่นหน้าเข้าไปใกล้รุณ เธอพ่นลมหายใจฟี้ๆ อย่างเป็สุข รามโลงใจที่เธอยังมีมีชีวิต รามจึงเดินไปเอาผ้าห่มของรุณจากที่นอนค่อยๆ เข้ามาคลุมให้เธอ
“เอ๊! ขอประโทษเ้าค่ะ ข้าเห็นว่าคนหน้าสงใสออกจากเขตอาคมของข้าแล้วเลยอยากงีบเอาแรงสักครู่” รุณตื่นขึ้นเช็ดคราบน้ำลาย
“ไม่เป็ไร ข้าก็ผิดที่เผลอหลับไปเหมือนกัน ข้าเอาผ้าห่มมาให้กลัวเ้าจะเป็หวัด” รามจัดผ้าห่มให้รุณอย่างอ่อนโยน
รุณยิ้มอย่างพอใจ “อาการป่วยเพราะอากาศบนโลกนี้ไม่มีหรอกเ้าค่ะ”
“จริงเหรอ” รามประหลาดใจ
“จริงเ้าค่ะ อาการป่วยในโลกนี้น่ะ จะมีสาเหตุอยู่5สาเหตุก็คือ โดนยาพิษ โดนคำสาป ร่างกายได้รับความเสียหายทางกายภาพ ขาดอากาศหายใจ ขาดน้ำและอาหาร” รุณอธิบาย
“คนบนโลกนี้จะอายุยืนสินะ”
“หากไม่ตายเพราะสาเหตุที่ข้าว่ามานั้น ทุกคนจะมีชีวิต100ปี วันที่อายุครบ100 จะมีพิธีส่งิญญา คือญาติกับคนคุ้นเคยจะมาชุมนุมกันอยู่บ้านผู้นั้น เพื่อจะได้เจอกันในวาระสุดท้าย เมื่อถึงเวลาผู้ตายจะรู้สึกเหนื่อยล้าการตอบสนองทางกายน้อยลงจากนั้นเขาจะหลับไป แล้วร่างกายก็จะระเหิดเป็ไอคืนสู่อากาศธาตุโดยไร้ความทรมานไม่นานผู้ตายก็หายไปจากโลกนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก ทิ้งไว้เพียงแต่อาภรณ์ที่เคยสวมใส่”
“ราวกับ์แท้ๆ” รามมองเหม่อไปตามช่องหน้าต่าง