ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาข้างนอกบ้านของเขา ความจริงไม่ใช่บ้านของเขาหรอก เขาเช่าบ้านอยู่ แต่เขาก็รักบ้านหลังนี้มาก ๆ เนื่องจากว่าบรรยากาศรอบบ้านเช่าของเขาที่อยู่ชานเมือง มีตต้นไม้เล็กบ้างใหญ่บ้าง ขึ้นอยู่ประปราย ูเาก็มีบ้างสองสามลูก แต่ที่ดูว่าชอบหรือติดใจคือลานกว้างที่อยู่หลังบ้านของเขา มันเป็ลานแปลงหญ้าตามธรรมชาติซึ่งตามปกติจะมีวัวมาเดินเล็มกินหญ้าทุกวัน แต่วันนี้ไม่มี อือ...พวกมันไปไหนกัน? แต่ช่างมันเถอะ พวกมันคงไปกินที่อื่นบ้างแหละ
วันนี้งานซ้อมโขนตอนเช้าหนักมาก เขาซ้อมเล่นโหนมาหลายชั่วโมงจนคล่องดีแล้ว อาจารย์เห็นว่าโอเคจึงปล่อยให้กลับมาพักผ่อน พรุ่งนี้จะถึงวันแสดงจริงแล้ว จะได้ไม่เครียดมาก
เขายกข้อมือดูเวลา นี่ก็บ่ายมากแล้ว มีเวลาพักผ่อนน้อย แต่ว่าวันนี้ อยากตามใจตัวเองสักครั้ง ขอนั่งโง่ ๆ สักหน่อยแล้วกัน นั่งดูบรรยากาศรอบ ๆ หลังบ้านแบบที่เคย ๆ คนจนแบบเขาจะไปไหนได้ล่ะ แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว
บ่ายวันนี้ อากาศร้อนจริง ๆ แต่เขามองดูตัวเอง ทำไมถึงมายืนอยู่ที่ตรงนี้ด้วยชุดนอน เขายืนทำท่างง ๆ อยู่สักพัก คนบ้าอะไร ใช่ชุดนอนตอนกลางวัน เฮ้อ แต่ช่างมันเถอะ ชิวๆ หน่อยแล้วกัน ตามใจตัวเองอีกแล้ว
มองไปที่โต๊ะข้างหลังบ้านของเขา ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
"ใครเอาเบียร์มาวางไว้นี่ล่ะ เราไม่ได้เตรียมไว้นี่หว่า" เขารำพึงรำพัน หรือว่าจะเป็คุณลุงที่ชื่อ "เวส" ที่เพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน คุยกันถูกคอ เคยกินเหล้าเบียร์ด้วยกันสองสามครั้งแล้ว
"ช่างเถอะ ของใครก็ช่าง ค่อยตามไปจ่ายเงินเขาทีหลังก็ได้ ตอนนี้ ขอซัดมันกลางวันแซก ๆ นี่แหละ" พูดจบเขาก็ยกกระป๋องเบียร์ที่วางอยู่ในถาดมาเปิดแล้วกระดกไปสองสามที ชื่นใจจริง ๆ
บรรยากาศก็กำลังดี อารมณ์ก็กำลังได้ เคลิ้ม ๆ มีความสุขจริงโว้ย มองอะไร ๆ ก็รื่นรมณืไปหมด ทุ่งหญ้าช่างเขียวขจี ปลิวไสวตามแรงลม เป็ภาพที่น่าชมนัก
ท้องฟ้าก็สดใสใช่ย่อย เขามองไปอย่างมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลยในเวลานี้ ใครจะเอาเงินมาซื้อเวลาของเขาไป เขาไม่ยอมแน่นอน มีสิ่งเดียวที่มองจะกวนใจเขาอยู่นิดหนึ่งคือวันนี้ทำไมถึงมีเมฆก้อนใหญ่ ๆ อยู่สองสามก้อน มันลอยอยู่นิ่ง ๆ ไม่ยอมลอยไปไหน แปลกจริง ๆ เอ้า...มันจะมีกี่ก้อน ก็ไม่เกี่ยวกับเขานี่นา กินเบียร์ต่อดีกว่า เวลานี้จะมาคิดเยอะอะไรมากมาย เสียเวลา เสียสมอง ซดต่อดีกว่า
ยังไม่ทันที่จะวางกระป๋องเบียร์หลังจากที่ซดไปครั้งที่สองลงเลย เขาได้ยินเสียงดังสนั่นท้องฟ้าไปหมด
"เหม่ ๆ นี่เ้ามนุษย์สุดถ่อย เ้าคิดว่าจะมาต่อกรกับเรา อินทรชิตได้รึ? เ้าช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก" เสียงชายคนหนึ่งะโเสียงดังมาจากหลังก้อนเมฆ
ต้องใช่แน่ ๆ เขามั่นใจอย่างนั้น เสียงคนแน่ ๆ มองหาที่มาของเสียงบนฟ้า เห็นอะไรไหว ๆ หลังก้อนเมฆ บ้าน่า หรือเราจะเมาเพราะฤทธิ์เบียร์ แต่เขาเพิ่งกินไปสี่ห้าทีเอง จะเมาได้ไง
"ข้าก็อยากจะลองสักครั้ง อินทรชิตเอย ข้าทราบความว่าเ้าเก่งกาจนัก จะทนต่ออาวุธของข้าได้สักเพียงใด" เสียงอีกเสียงหนึ่งดังก้องมาอีกแล้ว แต่คราวนี้ เขารู้สึกว่าอยู่ที่พื้นดิน เขาจึงมองเพ่งไปที่ทุ่งหญ้านั้น ปรากฏว่ามีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งยืนอยู่กลางสนามหญ้า ท้าทายคนที่อยู่บนฟ้าซึ่งซ่อนอยู่หลังก้อนเมฆ
"บ้าไปแล้ว ใครกันอีกล่ะน่ะ อย่าบอกนะว่าพระลักษณ์มาเยี่ยมเราเข้าแล้ว" เขาพูดเบา ๆ ที่พูดออกมานี่ ไม่ใช่ว่าเดาเก่งหรอก แต่เพราะเขาเล่นโขนเื่รามเกียรติ์อยู่ทุกวัน เขาหยุดมองภาพข้างหน้า หันมามองเบียร์
"วันนี้ เ้าออกฤทธิ์ดีแท้ เมาดีเหลือเกิน เอาว่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาให้สุด ๆ" ว่าแล้วก็กระดกเข้าไปจนหมดกระป๋องเลย จากนั้นจึงหันไปเผือกเื่ในทุ่งหญ้าต่อ
"วันนี้แหละ เราจะได้รู้กันเสียที ว่าเ้ากับข้า ผู้ใดจะรอดอยู่ถึงวันพรุ่ง" สิ่งมีชีวิตที่เขายังไม่ทราบว่าเป็สิ่งใดยังคงกล่าววาจาสามหาวเช่นเคย
เมื่อเ้าของเสียง้าเอาแต่หลบอยู่หลังก้อนเมฆ เล่นเอาชายชาติกษัตริย์ที่เดินดงอยู่เบื้องล่างถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้า เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นร่างของมันได้ พระหัตถ์ยังคงถือธนูรอท่าอยู่ ไอ้ครั้งจะยิงศรไปก็กลัวว่าจะเปลืองเสียป่าว จึงหยุดรอดูท่าทีต่อไป
"นี่หรือชายชาตินักรบแห่งกรุงลงกา ที่แท้ก็แค่หมาบ้าหลบอยู่หลังก้อนเมฆแค่นั้นเอง" องค์ชายที่เขาเห็นนั้นพูดยั่วยุให้มันแสดงตัวออกมา แต่มันก็ไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น ยังคงหลบซ่อนอยู่เช่นเดิม
เขายืนดูอย่างตื่นตระหนกอยู่นั้น เอาล่ะว่ะ อะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ เขาอ้าปากไม่ออกเลย ถึงแม้จะรู้เื่ราวของรามเกียรติ์มาอย่างละเอียด แต่นี่มันเื่จริงนะโว้ย จะเหมือนในนิยายหรือเปล่าก็มิอาจรู้ได้ เขาควรเงียบไว้ก่อนดีกว่าเพราะถ้าสองคนนั้น คนหนึ่งคนใดหันมาเห็นเขาเข้าจะเล่นงานเขาเข้าด้วย เดี๋ยวจะพาซวยมอดม้วยมรณาไปซะก่อน เงียบเป็ดีที่สุด
ในเวลานี้ เขาได้แต่ยืนนิ่งดูชายชาตินักรบคนนั้นอย่างตาไม่กระพริบ มีการเคลื่อนไหวแล้ว ชายภาคพื้นดินเริ่มวนไปรอบ ๆ เป็วงกลมแล้ว หนุ่มคนนั้นเดินวนไปด้วยแหงนดูบนเมฆไปด้วย ตอนนี้นักรบคนนั้นไปหยุดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา หันหน้ามาทางเขาด้วยแต่สายตาของนักรบมองบนเมฆตลอดเวลาเลย
การเคลื่อนไหวไม่ได้มีแค่ภาคพื้นดินนะ เขาได้เอียงคอขึ้นไปดูเห็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่หลังก้อนเมฆ
เป็ไปได้อย่างไร สิ่งที่เขาเห็นคือสิ่งมีชีวิตที่หลบอยู่หลังเมฆ มีลักษณะคล้ายคน แต่ตัวใหญ่กว่าสองเท่าได้ ลำตัวมีสีเขียว เหาะลอยไปลอยมาเพื่อซ่อนตัวในกลีบเมฆ ในมือถือคันศรอยู่ด้วย เตรียมพร้อมจะยิงได้ตลอดเวลา
เขาคิดไปคิดมา
รึจะเป็ "HUG" ฮีโร่ตัวเขียว เขาหยุดคิด ไม่น่าใช่เพราะดูจากเครื่องแต่งกายแล้วเหมือนเป็เครื่องทรงของั์นี่นา
นั่นมัน "อินทรชิต" นี่ นี่มันเื่อะไรกัน เขาขยี้ตาสองสามรอบ นี่มันประเทศไทยนะ ไม่ใช่อินเดีย หรือว่าพวกเขารบกันมาถึงนี่ ไม่น่าใช่หรอก หรือจะโดนชาวเมืองโรตีขับไล่ออกจากบ้านจากเมือง ไม่มีที่อยู่เลยมาอยู่เมืองไทยแทน เขาอยากจะะโบอกว่า ถึงเมืองไทย ใครจะมาอยู่ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้มาอยู่ง่าย ๆ แบบนี้นะโว้ย แต่ยั้งปากไว้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวงานจะเข้าเขาจริง ๆ
ในโลกนี้ มันจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นได้ที่ไหน เขาคิดต่อ ถ้าคนข้างบนเป็อินทรชิต งั้น คนข้างล่างก็ต้องเป็
โอ้แม่เ้า ไปทะเลาะกันที่อื่นเถอะ ขอร้อง เขายังกินเบียร์ไม่หมดด้วย เสียดายถ้าเขาต้องมาตายซะก่อน
เพราะฉะนั้น เขาจึงยังยืนดูเหตุการณ์ต่อไปอย่างใจจดใจจ่อด้วยอาการเงียบสงบ ไม่ขยับเขยื้อนแต่ประการใด เขามีเพียงดวงตาสองข้างเท่านั้นที่พอจะขยับเพื่อมองตามเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไปต่อไป
บัดนี้เ้าตัวเขียวนั่นได้มาอยู่ด้านหน้าก้อนเมฆแล้ว ถ้าดูกันให้ดี มันพยายามรักษาระยะให้อยู่ตรงข้ามกับคนข้างล่างทั้งนี้เพื่อการพรางตัวที่ดีแต่คนด้านล่างเองก็มิได้นิ่งนอนใจ คอยมองหาตัวเ้าั์เขียวให้เจอ แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ เมื่อเป็เช่นนั้น ชายหนุ่มจึงหยุดเดิน ลักษณะเหมือนครุ่นคิดสิ่งใดสักครู่ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินตรงมาหาเขาที่นั่งยืนตัวแข็งอยู่
เขารู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ใสุดขีด ขนลุกซู่ไปหมด อย่าเข้ามา อย่านะ เขาไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับเ้าั์นั่น
"อย่าเข้ามา ผมไม่เกี่ยว ผมแค่ยืนดูเฉย ๆ อย่าทำอะไรผมเลย ถ้าจะถามอะไร ไปถามคนอื่นเถอะ"