ในตอนที่กำลังสามารถตักตวงความสุขได้ผมร้องขอให้เขาพาออกมาเที่ยวกันสองต่อสอง อย่างน้อยที่สุดในเวลาที่ต้องจากกันผมจะได้หลงเหลือความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับเื่ของเราเอาไว้บ้าง แต่ไม่คิดว่าสถานที่ที่เขาพาผมมาจะเป็ที่นี่
สวนสนุก
“พี่เห็นผมเป็เด็กสามขวบหรือไง” เป็ประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ผมเข้าใจว่าเขาจะพาเราไปเที่ยวที่ที่โรแมนติกหรือที่ที่มีแต่เราสองคนให้ได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่เขากลับพาผมาที่สวนสนุกแถมตอนที่ผมถามงว่าเขาเห็นผมเป็เด็กสามขวบเ้าตัวก็ยังพยักหน้ายอมรับ
“ก็ใช่น่ะสิ มีผู้ใหญ่ที่ไหนร้องไห้เป็เผาเต่าแบบคุณ”
“ก็...” ผมกำลังจะเถียงแต่ก็ต้องเงียบปากไป เราไม่ควรทะเลาะกันผมควรจะเก็บความทรงจำตอนนี้ให้มากที่สุด
“เป็อะไรหรือเปล่า” มืออุ่นวางลงบนไหล่ของผมแล้วถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง ผมเม้มปากเข้าหากันแน่นแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “มีอะไรก็บอกพี่อย่าเก็บไว้คนเดียว”
“ไปนั่งชิงช้า์กันเถอะครับ” ผมเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างให้แล้วรีบดึงแขนเขาเดินไปทางชิงช้า์ที่อยู่ไม่ไกลจากที่เรายืนอยู่
เมื่อไปถึงคุณพชรก็เข้าไปต่อคิวซื้อตั๋วให้ ผมกับคุณพชรยืนรอจนครบรอบและรอบใหม่พนักงานก็ให้เราขึ้นไปนั่งบนกระเช้า
“ตื่นเต้นเหรอ” คุณพชรถามเมื่อเราเข้ามานั่งในกระเช้าแล้ว
“อื้อ” ผมพยักหน้ารัวๆ
กระเช้าค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ จนถึงจุดสูงสุดแล้วหยุดค้างอยู่ประมาณสามนาที ผมนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มองเห็นวิวเกือบทั้งเมืองในหัวก็คิดเื่ต่างๆ นานา
“คิดอะไร”
“...”
“ภีม”
“ค...ครับ” ผมขานรับ ก็เห็นว่าเขากำลังจ้องผมด้วยสายตาที่จับผิดปนเป็ห่วงอยู่ในที
“เป็อะไร พี่เรียกตั้งนานทำไมไม่ได้ยิน คิดอะไรอยู่”
“...ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่” ผมถามเสียงแ่ ไม่กล้าแม้แต่จะถามต่อด้วยซ้ำ
“จะไปไหน มีที่ไปหรือไง” เขาถามด้วยเสียงโทนเดียว
สายตาของคุณพชรแสดงออกมาทุกอย่าง ความสงสัย กังวล สับสน และอีกมากมายจนผมไม่รู้ว่าเขารู้สึกอะไรมากกว่ากัน
“ผมถามจริงๆ”
“ฟังพี่นะภีม อย่าคิดอะไรมากในเมื่อวันนั้นยังมาไม่ถึง” คุณพชรพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและกุมมือของผมไว้ ตาคมจ้องเข้ามาในตาผมเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
กึก
ชิงช้าเริ่มหมุนอีกครั้งแต่เราก็ยังไม่ละสายตาที่สบกัน ผมเม้มปากแน่น
“ไม่ต้องคิดมาก คิดแค่ว่าวันนี้เรายังอยู่กับพี่” เขาบอกแล้วโน้มตัวเข้ามากอดผมไว้
ตอนนี้กระเช้ากำลังเคลื่อนขึ้นไปข้างบนอีกครั้งอย่างช้าๆ เหมือนเราที่ค่อยๆ ผละออกจากกัน มืออุ่นวางลงบนหัวผมเบาๆ ทำให้ความอุ่นแผ่ซ่านมายังผมด้วย
มือคุณพชรต่างจากมือคนอื่นที่ผมเคยจับ มือคุณพชรทั้งใหญ่ ทั้งหยาบเหมือนคนทำงานหนัก แต่กลับอุ่นอย่างน่าประหลาด ผมชอบมือคู่นี้ของเขาจังผมอยากจะกุมมือคู่นี้ไว้ตลอด แต่มันคงเป็ไปไม่ได้
ตื๊ดดด
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเป็เบอร์เมื่อวานที่โทรเข้ามา คงเป็เบอร์พี่ภัทรผมเงยหน้ามองหน้าคุณพชรอย่างลังเลที่จะรับสาย
หมับ!
คุณพชรคว้าโทรศัพท์ผมไปแล้วกดรับทันที โดยที่ผมก็ห้ามไม่ทัน
“ทำไมรับช้านักภีม เื่ที่คุยเมื่อวานฉันคุยกับแม่แล้วเราจะเปลี่ยนตัวกันวันเสาร์นี้” เป็เสียงของพี่สาวผมที่ลอดดังออกมาจากปลายสาย
ภายในกระเช้าของชิงช้า์ที่หยุดอยู่กลางอากาศบนยอดสูงสุดเป็เหมือนคุกที่ไร้ทางนี้ ผมนั่งก้มหน้าเม้นปากไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับร่างสูงที่มองมา คุณพชรถือสายนั้นไว้โดยไม่พูดอะไรตอบกลับ สายตาคมคู่นั้นก็เอาแต่จ้องหน้าของผมไม่วางตา จนกระทั่งผมคิดว่าปลายสายวางไปแล้วเขาถึงได้เก็บมือถือและใช่สายตาจริงจังมองมาที่ผม
“คุณพชร” ผมเรียกคนตรงหน้าเสียงแ่
“ั้แ่เมื่อไหร่? ทำไมไม่บอกพี่” น้ำเสียงนั้นจริงจังมากจนผมกลัว
“ขอโทษ...ผมแค่...” ผมแค่อยากอยู่กับคุณพชรให้นานกว่านี้ “ผมเหมือนคนเห็นแก่ตัวหรือเปล่า แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะครับถึงวันนั้นผมจะไปจากคุณทันที”
“...”
วงล้อชิงช้า์เริ่มหมุนอีกครั้งบรรยากาศภายในชวนอึดอักเป็อย่างมาก เราทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ต่างคนก็ต่างเงียบก้มหน้ามองพื้น ระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่เครื่องเล่นหมุนครบรอบทว่าในความรู้สึกตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันผ่านไปช้าเหลือเกิน
กึก
ในที่สุด่เวลาแห่งความอึดอัดก็หยุดลงเมื่อพนักงานประจำเครื่องเล่นเดินมาเปิดประตูให้เราสองคนคุณพชรเดินออกไปทันทีด้วยสีหน้าเรียบเฉย จนผมต้องรีบวิ่งตามไป
“พี่พีทเดี๋ยว!สิครับ อ๊ะ!”
ตุบ
เพราะมัวแต่มองร่างสูงที่เอาแต่เดินอาดไม่รอ และน้ำตาที่พร่าเลือนเลยทำให้ผมสะดุดกับอะไรสักอย่างจนล้มลงไปนั่งกับพื้นพอจะยันตัวลุกขึ้นตามไปก็เจ็บแปล๊บที่ข้อเท้าขึ้นมา จึงทำได้แค่มองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป
“พี่พีท” ผมเรียกชื่อเขาครั้งสุดท้ายมองตามแผ่นหลังกว้างที่เริ่มหายเข้าไปในกลุ่มผู้คนที่เดินไปมา
ผมกัดปากก้มหน้ามองพื้นที่ตนเองนั่งอยู่ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาคงจะโกรธผมแล้วจริงๆ ถึงได้ไม่สนใจกันแบบนี้
ในขณะที่ผมคิดฟุ้งซ่านว่าเขาคงจะทิ้งผมไว้ที่นี่คนเดียวตรงหน้าของผมก็มีมือข้างหนึ่งยื่นลงมาตรงหน้า
“ลุก” ผมเงยหน้าขึ้นมองเ้าของเสียงเรียบนิ่ง
คุณพชรยืนอยู่ตรงหน้าและกำลังยื่นมือมาให้ ผมค่อยยื่นมือไปหาด้วยความกล้าๆ กลัวๆ มือใหญ่ข้างนั้นก็คว้ามือผมไปแล้วดึงให้ผมยืนขึ้นแต่เพราะเจ็บข้อเท้าผมเลยเซเข้าไปซบที่อกของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไม่รู้จักระวัง”
“ก็ผมกลัวคุณจะไม่รอนี่” ผมก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา “คุณโกรธผมเหรอ”
“โกรธ? เื่อะไร”
“เื่ที่ผมไม่ยอมบอกคุณว่าพี่ภัทรจะกลับมา”
“ภีมฟังพี่นะ แล้วเราจะไม่คุยเื่นี้อีก” เขาจับไหล่ผมด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วจ้องเข้าไปในตาของผม “จะไม่มีการเปลี่ยนตัวอะไรทั้งนั้น เราเป็เมียพี่เพราะพี่แต่งงานกับเราไม่ใช่ภัทรศยา ต่อให้เขาเอาสิทธิอะไรมาอ้างเราก็ยังเป็เมียพี่” น้ำเสียงและสายตาของเขาแสดงออกมาชัดเจนว่าเขาจริงจังกับเื่นี้แค่ไหน
“...”
“พี่จะไม่มีวันให้เราไปจากพี่นอกเสียจาก...เราจะไม่้าพี่แล้ว”
“ไม่ ผมอยากอยู่กับคุณ” ผมกอดคนตรงหน้าแน่นราวกับว่าถ้าปล่อยออกแล้วคนตรงหน้าจะหายไปมันแน่นพอๆ กับที่เขากอดผมตอบ ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่มีวันไปจากคุณพชร ผมอาจจะเป็น้องที่ไม่ดีแต่ผมก็ไม่อยากทำร้ายหัวใจของตัวเอง
วันนี้นี่เองที่ผมเข้าใจคำว่ารัก ความรักมันเป็แบบนี้ ผมไม่คิดว่าตัวเองอาจจะหวั่นไหวเพราะเขาทำดีด้วยแต่ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าผมรักเขาเข้าเต็มหัวใจ แต่เขาจะรักผมเท่าที่ผมรักหรือเปล่าผมก็ไม่สนขอแค่ผมได้เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของใจเขาก็พอ
“ร้องไห้อีกแล้ว”
“ก็...” ผมอึกอักไม่รู้จะบอกยังไง “ทำไมคุณต้องทำเหมือนโกรธด้วย”
“ผมทำตอนไหน”
“ก็ตอนที่ลงจากชิงช้า” ผมบอกทั้งที่ยังซบอกเขาอยู่ ไม่ได้สนใจคนที่เดิน
ผ่านไปมาบ้างก็มองมาที่เราสองคนยิ้มๆ บางคนก็หันไปซุบซิบกัน
“อ่อ พี่เห็นตัวตลกที่ขายลูกโป่งอยู่ตรงนั้นเลยว่าจะรีบไปซื้อมาให้กลัวเขาย้ายที่ก่อน แต่มีเด็กที่ไหนไม่รู้นั่งร้องไห้งอแงอยู่กลางทางสงสารเลยกลับมาดู” เขาบอกทำให้ผมเม้มปากเข้าหากันรู้สึกร้อนที่แก้มยังไงไม่รู้ สงสัยจะไม่สบาย
“ไม่ใช่เด็กสักหน่อย” ผมชกเข้าที่ไหล่เขาไปทีหนึ่งทีกลบเกลื่อนความอายของตัวเอง
“เจ็บ” น้ำเสียงเข้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาที่มองมาแบบดุๆ ผมหน้าหม่นไปในทันที “ล้อเล่นน่าแค่นี้ไม่เจ็บหรอก” แล้ววงแขนแกร่งก็รวบผมเข้าไปกอดไว้
“ปล่อยเลยอายเขา”
“ไม่ปล่อย เมียพี่น่ารักพี่หวง” ว่าแล้วริมฝีปากอุ่นก็ประทับลงข้างแก้มนิ่มของผมให้ร้อนหน้าเล่นไปหนึ่งที่ ก่อนที่เราทั้งคู่จะเดินไปยังเครื่องเล่นอื่นๆ โดยมีมืออุ่นของเขากุมมือผมไม่ยอมปล่อย
เราใช้เวลาอยู่ที่สวนสนุกแทบจะทั้งวันจนใกล้ๆ ได้เวลาที่สวนสนุกจะปิดแล้วเขาก็พาผมไปหาข้าวเย็นกินแถวๆ เยาวราชซึ่งไกลจากทางกลับบ้านมากและก็ไกลจากสวนสนุกด้วยเพียงเพราะเห็นผมบ่นว่าอยากกินเกาลัด
“ไม่เดินได้เจ็บขา” ผมบอกเสียงอ้อน
“แล้วใครอยากกินเกาลัด”
“ก็บ่นเฉยๆ ไม่คิดว่าจะพามานี่” ผมกอดแขนเขาข้างหนึ่งแล้วเอาหน้าถูไหล่อย่างอ้อนๆ
“เดี๋ยวลงไปซื้อให้แล้วกัน” เขาบอก
เมื่อกลับถึงห้องพักต่างคนก็ต่างแยกย้ายและเหมือนว่าเขามีงานด่วนต้องทำมั้งเห็นกลับมาก็เอาแต่หมกอยู่ในห้องทำงาน ปล่อยผมอยู่คนเดียวหน้าทีวี
ตื๊ดดด
“พี่ภัทร” ผมพึมพำเมื่อเบอร์แปลกนั้นโทรเข้ามาอีกครั้ง แม้ไม่ได้บันทึกไว้แต่ผมก็จำได้ขึ้นใจ มือผมสั่นไปหมดลังเลที่จะรับสาย
แกร๊ก
“ใครโทรมาทำไมไม่รับ” อยู่ๆ คุณพชรก็เปิดประตูออกมาจะว่าเสียงดังรบกวนก็ไม่ใช่เพราะผมเปิดระบบสั่นไว้ ผมมองหน้าเขาอย่างลังเลจนเขาเดินเข้ามาคว้าโทรศัพท์ผมไปรับเอง “เลิกโทรมาก่อกวนเมียชาวบ้านเขาสักที”
“คุณพชร! คุณพชรใช่...”
ปลายสายยังพูดไม่ทันจบก็ถูกวางหูใส่เสียงแล้ว ร่างสูงเก็บมือถือผมใส่กระเป๋ากางเกงตัวเองหน้าตาเฉย
“วันนี้งดเล่นมือถือไปก่อน แล้วก็ห้ามคิดเื่ไร้สาระ”
“คุณทำแบบนี้ทำไม”
“ทำไม?” ร่างสูงถามอย่างหงุดหงิด “หรือว่าเราไม่อยากอยู่กับพี่แล้ว?”
เมื่อเจอคำถามตอบยากแบบนี้ปมก็ได้แต่เม้มปากไม่กล้าตอบว่าความจริงแล้วผมไม่อยากจะจากเขาไปเลย ความรู้สึกตอนนี้มันทั้งสับสน และกระวนกระวายยากจะเอ่ยออกมาได้
“ว่ายังไง”
“ผม...ไม่รู้”
“...”
“กลัวจะเป็คนหน้าไม่อายที่แย่งสามีพี่ตัวเองเหรอ” ประโยคนี้ของเขาแทงใจผมอย่างจัง
“ครับ” ผมยอมรับว่าความรู้สึกนี้ยากที่จัดการ “เราทำแบบนี้มันถูกใช่ไหมครับ”
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ของผม ร่างสูงทำเพียงแค่ยิ้มและวางมือลงบนไหล่ของผมเบาๆ
“อย่าคิดมาก ไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว”
ในตอนดึกผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนที่มีมืออุ่นๆ ทาบลงบนหน้าท้องของตัวเอง ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอ ทำให้ผมขยับตัวหนีแต่แขนแกร่งนั้นก็รั้งตัวผมเอาไว้ ในเมื่อขยับไปไหนไม่ได้ผมจึงเลือกที่จะนอนนิ่งๆ ให้เขากอด ั้แ่ที่ยอมรับว่าตัวเองคิดแบบไหนกับคนข้างกายการใกล้ชิดกันแบบนี้ทำให้ผมเลยนอนไม่หลับ พยายามข่มตายังไงก็ไม่หลับสักที ปกติทุกคืนจะต้องมีหมอนข้างมากั้นแบ่งครึ่งแม้ว่าจะไม่ช่วยอะไรเพราะเช้ามาผมก็โดนเขานอนกอดอยู่ดี แต่มากอดกันทั้งที่ผมยังรู้สึกตัวแบบนี้จะให้ข่มตาหลับได้ยังไง
“เป็อะไรยุกยิกๆ” เสียงเข้มเนือยๆ เอ่ยขึ้น ง่วงจะตายก็นอนไปดิวะ ยังจะฝืนถามอีก
“เอาหมอนมากั้นได้ไหมครับ มันรู้สึกแปลกๆ” ผมบอกเสียงอ้อมแอ้มพยายามยืดแขนตัวเองข้ามร่างของเขาไปหยิบหมอนข้างที่อยู่ข้างหลังทำให้ร่างกายเราสองคนแนบชิดกันมากขึ้น
หมับ
“กอดแบบนี้อุ่นกว่าเยอะ” วงแขนแกร่งรัดร่างผมแน่นขึ้นจนอากาศไม่สามารถแทรกได้
“แน่นไปแล้วครับ หายใจไม่ออก” ผมดิ้นขลุกขลักในวงแขนที่รัดแน่นประดุจคีมเหล็กที่รัดร่างผมอยู่
“งั้น... พี่แย่งอากาศให้เอาไหม”
ผมยังไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้นดีเขาก็ประกบริมฝีปากลงมาทันทีผมพยายามที่จะดิ้นหนีแต่ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งรัดร่างผมแน่นขึ้น
ริมฝีปากอุ่นบดเบียดกลีบปากของผมจนเจ็บไปหมดแต่ในความรุนแรงก็ยังมีความอ่อนโยน ลิ้นร้อนค่อยๆ สอดแทรกเข้ามาสำรวจในโพรงปากของผมอย่างอ่อนโยน ผมก็พยายามที่จะหดลิ้นหนีการไล่ต้อนนั้นอย่างเงอะงะ แหมทีอย่างนี้ล่ะตาสว่างเลยนะไอ้พี่บ้า!
เสียงจูบดังออกมาแ่ๆ อย่างน่าอายแต่คนหน้ามึนแบบเขาน่ะเหรอไม่อายหรอก ซ้ำยังเลื่อนมือเข้ามาลูบหลังผมใต้ชุดนอนไปมาจนขนลุกไปทั้งตัว แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ยอมโอนอ่อนตามหรอกนะ
ตุบ!
ผมลงมือทำร้ายร่างกายของคุณพชรทันทีเมื่อรับรู้ตัวเองเริ่มไม่ปลอดภัย แต่อย่าหวังว่าเขาจะหยุด นอกจากจะไม่หยุดแล้วซ้ำยังเลื่อนปากลงมาขบเม้มที่ซอกคอผมอีก ผมทั้งผลักทั้งดันแต่ก็ไม่ขยับ
“อื้อ! คุณปล่อยผมนะ” ในเมื่อใช้กำลังไม่ได้ผลก็ต้องเอาเสียงดังเข้าข่มไว้
นอกจากร่างสูงจะไม่สะทกสะท้านแล้วเขายังรุกผมมากขึ้น เสียงดูดซอกคอดังออกมาเบาๆ เหมือนจงใจแกล้งให้ผมอาย
“ไม่เอา ปล่อย...อื้อ” ผมยังพูดไม่จบเขาก็กลับขึ้นมาจูบปากผมอีกรอบ เล่นแบบนี้ใช่ไหมไม่ยอมปล่อยใช่ไหมได้
งัม!
“โอ๊ย! มันเจ็บกัดลงมาได้!” คุณพชรผลักผมออกอย่างแรงจนผมกลิ้งไปเกือบตกเตียง แล้วยกมือขึ้นจับปากตัวเอง ผมเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟก็เห็นร่างสูงจอมหื่นนั่งเอามือจับปากตัวเองที่มีเืไหลมองผมอย่างเอาเื่ ผมเม้มปากเข้าหากันอย่างทำอะไรไม่ถูก
พรึ่บ
คุณพชรลงจากเตียงเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรกับผมสักคำ จนผมเริ่มใจไม่ดีกว่าเขาจะโกรธ ผมจึงรีบลงจากเตียงเพื่อตามเขาไป
“พี่พีท โอ๊ย!” เพราะกลัวว่าจะไม่ทันเลยรีบลงจากเตียงทั้งที่ตัวเองข้อเท้าแพลงั้แ่เย็นยังไม่หายดี ทำให้ผมล้มลงไปนั่งจมปุกอยู่ที่พื้น
“ลงมาทำไม แล้วนั่นเจ็บไหมน่ะ” ร่างสูงบ่นแล้วเดินเข้ามาหาผมที่นั่งหน้างอ
“ก็...”
“ลุกไหวไหม” เขานั่งยองๆ ลงข้างผม “อยู่นิ่งๆ เลย เดี๋ยวก็เจ็บอีก”
ร่างของผมถูกแขนแกร่งอุ้มขึ้นกลับมานอนบนเตียงอีกครั้งโดยมีร่างสูงคลี่ผ้าออกห่มให้พร้อมทั้งมีหมอนข้างลูกใหญ่คั้นตรงกลางเช่นเดียวกับทุกๆวัน
“นอนซะ” เสียงทุ้มกระซิบ มือใหญ่ลูบศีรษะของผมจนหลับไป