ย้อนเวลาสู่ยุค 80 : สาวอวบผงาดฟ้า เปลี่ยนชะตามหาเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 173 ซุนเจวียน

            “แกพูดว่าเยวี่ยเยวี่ยกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเปิดร้านเสื้อผ้าในอำเภอเหรอ? เรื่องจริงเหรอ?” บนใบหน้าเหี่ยวย่นราวเปลือกผลชิ่งของแม่เฒ่าหูเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            หูฉางหมินตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “แน่นอนสิครับ เปิดร้านมาหลายเดือนแล้ว เสื้อผ้าที่ขายส่วนใหญ่ เยวี่ยเยวี่ยเป็นคนไปรับมาจากเมืองหลวง ส่วนน้อยเป็นฝีมือของถิงถิงกับหงเหมยครับ”

            ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าจะหายตกตะลึง หูฉางหมินก็พูดต่อ “เสื้อผ้าที่ตัดเองขายดีกว่าที่ไปรับมาจากเมืองหลวงซะอีก เยวี่ยเยวี่ยเลยซื้อจักรเย็บผ้ามาเพิ่มอีกตัว กะจะจ้างซุนเจวียนมาช่วยถิงถิงเย็บเสื้อผ้า”

            “ไปเปิดร้านเสื้อผ้าในอำเภอไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร ทำไมพวกแกต้องปิดบังด้วย?” แม่เฒ่าถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

            หูฉางหมินเผลอส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ “แม่ครับ พวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนี่ครับ”

            แม่เฒ่าฮึดฮัด “ฉางหมิน ฉันว่าแกนี่มันชักจะไม่ซื่อสัตย์ขึ้นทุกวันๆ แล้วนะ”

            หูฉางหมินถอนหายใจอย่างจนปัญญา เขาไม่รู้จะอธิบายให้แม่เข้าใจได้อย่างไร

            ตอนนี้แม่เฒ่ารู้สึกสับสนวุ่นวายยิ่งนัก

            ความเป็นอยู่ของบ้านใหญ่กำลังรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะที่เป็นแม่ก็ควรจะยินดี แต่แม่เฒ่าหูกลับไม่ได้ไม่ยินดี เธอแค่รู้สึกไม่สบายใจเท่านั้น

            หากคนที่บ้านรองหรือบ้านสามเริ่มร่ำรวยก่อน แม่เฒ่าหูก็คงไม่ได้รู้สึกซับซ้อนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

            หากหูฉางหมินแบ่งปันผลความสำเร็จให้พี่น้องหลังจากร่ำรวยแล้ว แม่เฒ่าก็อาจจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง

            แต่พี่น้องทั้งสามคน คนที่ร่ำรวยก่อนกลับเป็นหูฉางหมินที่ไม่มีลูกชาย แถมเขายังไม่เต็มใจที่จะแบ่งปันผลความสำเร็จให้กับพี่น้องคนอื่นๆ แม่เฒ่าหูจึงรู้สึกไม่พอใจมาก

            หูฉางหมินไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกซับซ้อนของผู้เป็นแม่เลย

            ตอนนี้เขากำลังคิดถึงแต่เรื่องการปลูกผักในโรงเรือนให้ดี

            ก่อนปีใหม่ ผักในโรงเรือนถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว

            ยังไม่ถึงวันที่สิบห้าก็ยังถือว่าเป็นปีใหม่ แต่หูฉางหมินทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว

            เขาเริ่มเตรียมการปลูกผักในโรงเรือนรุ่นใหม่

            เขาสะสมประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว ดังนั้นหูฉางหมินจึงมั่นใจว่าจะปลูกผักรุ่นนี้ให้ดียิ่งขึ้นได้แน่นอน

            หลังจากซื้อจักรเย็บผ้าหลังที่สองกลับมา หูหลันเยวี่ยก็เดินทางไปบ้านซุนเจวียนด้วยตนเอง

            "ครูหู มาแล้วเหรอครับ เชิญครับ” พอซุนเลี่ยงที่อยู่ในบ้านเห็นครูประจำชั้นมาหา เขาก็รีบวิ่งออกไปต้อนรับ

            แน่นอนว่าเด็กเรียนดีอย่างซุนเลี่ยงไม่กลัวว่าครูจะมาเยี่ยมบ้านอยู่แล้ว

            หูหลันเยวี่ยชอบซุนเลี่ยงที่เป็นเด็กกระตือรือร้นและเรียนดีเป็นพิเศษ

            ขณะนี้ในบ้านสกุลซุน มีแค่ซุนเลี่ยงกับซุนเจวียนสองพี่น้องอยู่ที่บ้าน

            หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี หูหลันเยวี่ยก็บอกจุดประสงค์ของการมา “เจวียนจื่อ ฉันซื้อจักรเย็บผ้ามาแล้ว ถ้าเธอไม่มีปัญหาอะไร ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ก็มาทำงานที่บ้านฉันได้เลยนะ”

            พอรู้ว่าจะได้ไปทำงานหาเงินตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ซุนเจวียนก็ดีใจจนเนื้อเต้น “พี่เยวี่ย หนูจะไปพรุ่งนี้เลยค่ะ หนูกลัวว่าพี่จะรังเกียจว่าหนูไม่เก่งแล้วไม่รับหนูซะที”

            หูหลันเยวี่ยยิ้มแล้วตบไหล่ซุนเจวียนเบาๆ “ฉันต่างหากที่กลัวว่าเธอจะไม่ทำแล้ว ค่าจ้างก็เหมือนเดิม คิดตามชิ้นงาน ทำมากได้มาก จะคิดเป็นวันหรือคิดเป็นเดือนก็ได้”

            “พี่เยวี่ย หนูขอคิดเป็นวันได้ไหมคะ แค่ช่วงแรกๆ น่ะค่ะ?” ซุนเจวียนถามเสียงแผ่ว

            หูหลันเยวี่ยตอบอย่างเต็มใจ “ได้แน่นอนอยู่แล้ว ตราบใดที่เสื้อผ้าที่เธอทำไม่มีปัญหาอะไร ฉันก็จะจ่ายค่าจ้างให้เธอในวันนั้นแน่นอน แต่เราต้องพูดเรื่องไม่ดีกันไว้ก่อน เสื้อผ้าที่เราทำจะเอาไปขายในร้านเสื้อผ้าในอำเภอ ถ้าเสื้อผ้าที่เธอทำมีปัญหา เงินค่าจ้างจะถูกหักนะ”

            ซุนเจวียนรีบรับปากรับคำว่าเธอจะตั้งใจทำงาน จะไม่ทำเสื้อผ้าที่ออกมาไม่ได้มาตรฐานแน่นอน

            หูหลันเยวี่ยนำสัญญาที่ร่างไว้มาให้ซุนเจวียน “เซ็นสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรดีกว่า สัญญาฉบับนี้เธอยังไม่ต้องรีบเซ็น รอพ่อแม่เธอกลับมาแล้วค่อยปรึกษากันก่อนก็ได้”

            พอเห็นสัญญาตรงหน้า ซุนเจวียนก็ร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว “ต้องเซ็นสัญญาด้วยเหรอคะ? เป็นทางการเกินไปแล้ว พี่เยวี่ย พวกเราก็คนหมู่บ้านเดียวกัน แถมหนูกับถิงถิงก็เป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่ต้องเซ็นสัญญาก็ได้มั้งคะ?”

            หูหลันเยวี่ยอธิบายให้ซุนเจวียนฟังอย่างจริงจัง “การเซ็นสัญญาเป็นการรับประกันผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การมีลายลักษณ์อักษรบนกระดาษมันมั่นคงกว่า เจวียนจื่อ พี่รู้ว่าในชนบทไม่ค่อยมีใครทำอะไรแบบนี้ แต่การที่พี่ทำสัญญากับเธอไม่ได้แปลว่าพี่ไม่ไว้ใจเธอนะ พี่ทำไปก็เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายจริงๆ”

            ถึงแม้ว่าซุนเจวียนจะไม่เข้าใจความสำคัญของการทำสัญญา แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

            กระทั่งพ่อแม่ของซุนเจวียนกลับมา เธอก็นำสัญญาไปให้พวกเขาดู

            พ่อของซุนเจวียนพออ่านหนังสือออกอยู่บ้าง ส่วนแม่ของเธออ่านไม่ออกเลย

            ถึงแม้ว่าสองสามีภรรยาจะไม่ค่อยเคยเห็นโลกภายนอก แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าลายลักษณ์อักษรมีผลมากกว่าคำพูด

            “พ่อคะ แม่คะ พี่เยวี่ยบอกว่าเรื่องสัญญา ให้ปรึกษาพ่อแม่ก่อนจะเซ็นหรือไม่เซ็น หนูแล้วแต่พ่อแม่เลยค่ะ” ซุนเจวียนพูดด้วยท่าทีจริงจัง

            ซุนเลี่ยงที่อยู่ข้างๆ รีบพูดว่า “ครูหูไม่มีทางหลอกพวกเราหรอกครับ”

            แม่ของซุนเจวียนหันไปถามสามี “นี่พ่อ งั้นจะเซ็นหรือไม่เซ็นดีล่ะ?”

            หลังจากสูบยาเส้นไปเกือบครึ่งมวน พ่อของซุนเจวียนถึงพูดขึ้นว่า “แน่นอนว่าต้องเซ็นสิ ถึงจะไม่เซ็นสัญญา เจวียนจื่อก็ต้องไปทำงานอยู่ดี เซ็นสัญญาแล้วพวกเราก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น เจวียนจื่อ ลูกอ่านออกเขียนได้ ลูกเป็นคนจัดการเองเลย”

            จากนั้นพ่อของซุนเจวียนก็กำชับซุนเจวียนอีกว่า “เจวียนจื่อ ตั้งใจทำงานกับหลันเยวี่ยนะ เงินที่ลูกหาได้ก็เก็บไว้กับตัวให้ดี พ่อกับแม่จะไม่ช่วยลูกเก็บสินเดิมแล้ว ลูกจะเก็บได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น”

            “โอ๊ยพ่อ คุยเรื่องสัญญานะ จะพูดเรื่องสินเดิมของหนูทำไม?” ซุนเจวียนพูดอย่างเขินอาย แล้วหยิบสัญญาขึ้นมาเตรียมเซ็น

            วันรุ่งขึ้น ซุนเจวียนก็นำสัญญาที่เซ็นเรียบร้อยแล้วมาให้หูหลันเยวี่ย

            หูหลันเยวี่ยยิ้มให้กำลังใจซุนเจวียน “ตั้งแต่วันนี้ไปเธอมาทำงานอย่างเป็นทางการแล้วนะ ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องทำได้ดีแน่นอน”

            ถิงถิงก็รีบพูดขึ้น “เจวียนจื่อ หลังจากนี้พวกเราก็จะได้เจอกันทุกวันแล้ว ฉันดีใจจัง”

            หูหลันเยวี่ยไม่ได้มองผิด ซุนเจวียนไม่เพียงแต่ทำงานคล่องแคล่ว แต่ยังตั้งใจทำงานมากอีกด้วย

            วันแรกซุนเจวียนเย็บเสื้อผ้าได้สองตัว ตามข้อตกลง หูหลันเยวี่ยจึงจ่ายเงินให้เธอในวันนั้นเลย

            พอได้เงินจากการทำงานของตัวเอง ซุนเจวียนก็ดีใจเหมือนเด็กหญิงอายุเจ็ดแปดขวบ กระโดดโลดเต้นวิ่งไปซื้อขนมที่ร้านสหกรณ์มากินให้หนำใจ

            หลังจากที่แม่ของซุนเจวียนรู้ว่า วันนั้นลูกสาวมาทำงานกับหูหลันเยวี่ยแล้วได้เงิน เธอก็ดีใจมากเช่นกัน 

            แต่แม่ของซุนเจวียนเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่ ไม่ทันข้ามวันคนทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดแล้วว่าซุนเจวียนทำงานให้หูหลันเยวี่ย และได้เงินอย่างน้อยวันละสองสามหยวน

            หลังจากที่อาสะใภ้รองและอาสะใภ้สามสกุลหูรู้ว่าซุนเจวียนทำงานให้หูหลันเยวี่ยแล้วได้เงิน ทุกคนก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน

            “แม่คะ หลันเยวี่ยก็เกินไป มีเงินกลับไม่ให้คนในครอบครัวได้ใช้ ดันเอาไปให้คนนอก มันอะไรกันคะเนี่ย?” อาสะใภ้สามอยู่ใกล้ชิดกับแม่เฒ่ามากกว่า จึงรีบวิ่งไปฟ้องแม่เฒ่าก่อนอาสะใภ้รอง

            ก่อนที่ซุนเจวียนจะมาทำงานให้หูหลันเยวี่ย แม่เฒ่าก็รู้เรื่องนี้แล้ว เธอรู้สึกไม่พอใจที่หูหลันเยวี่ยเลือกที่จะจ้างคนนอกแทนที่จะใช้คนในครอบครัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาสู่ยุค 80 : สาวอวบผงาดฟ้า เปลี่ยนชะตามหาเศรษฐี 【จบ】 ที่คุณอ่าน