ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางรู้ถึงสถานการณ์อันไม่ชอบมาพากลภายในหนานจิ้งเพราะเขาสืบจนรู้ว่ามีผู้มีอำนาจบางคนอยู่เื้ัเหตุการณ์ลักพาตัวอดีตช่างตีเหล็กคนหนึ่งซึ่งนั่นก็หมายถึงการก่อฏ ในขณะที่เฉินเสวี่ยหยางยังคงมีสัญญาหมั้นหมายกับองค์หญิงหลินเพ่ยหนิงบุตรีเพียงคนเดียวของอดีตเ้าเมืองเหอเพ่ยอวี้กับเ้าเมืองคนปัจจุบันหลินหงชุน เฉินเสวี่ยหยางจึงคิดใช้โอกาสนี้เพื่อสืบสาวเื่ราวทั้งหมดรวมทั้งหาตัวผู้บงการอยู่เื้ัเขาได้ไปพบเฉินลู่ผู้เป็บิดาเพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังและได้เอ่ยถึงการเดินทางไปยังหนานจิ้งเพื่อทำตามสัญญาหมั้นหมายโดยกำหนดการจะมีขึ้นหลังจากที่เฉินลี่ถิง อาสามของเขารวมทั้งอาสะใภ้และญาติผู้น้องเดินทางกลับจากฝูตงถึงเยียนเป่ย
และในคืนวันนั้น สถานการณ์ในหนานจิ้งก็ยิ่งทวีอันตราย เมื่อมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินหลงเข้าไปในป่าและได้ไปพบกับบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวทำให้เขาต้องวิ่งหนีตายอย่างสุดชีวิตเมื่อวิ่งมาถึงเส้นทางตันเพราะสิ่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้าคือแม่น้ำและด้านหลังเป็ตัวประหลาดที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่มนุษย์ชายคนนั้นจึงเริ่มสิ้นหวังไร้หนทางหนี ในเวลานั้นเองก็ได้มีบุคคลนิรนามผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับลูกธนูที่ถูกยิงมาขวางหน้าตัวประหลาดตนนั้นคนผู้นี้ลอยตัวลงมาจากฟ้าในชุดอาภรณ์ขาวสะอาดทั้งยังปิดบังใบหน้าและถือคันธนูไว้ในมืออย่างมาดมั่นเขาคือคนที่ชาวบ้านขนานนามกันว่าจอมยุทธไป๋ บุคคลลึกลับที่เคลื่อนไหวไปมาประดุจสายลมพัดผ่านเขาหันมาส่งเสียงจากกระแสจิตผ่านดวงตาไปยังชายผู้หนีตายอย่างเสียขวัญว่า ..“ เ้า! แค่ฝันไปเท่านั้น”.. พลันมีแสงสีแดงวาบขึ้นมาจากั์ตา ส่งผลให้ชายคนนั้นล้มฟุบหมดสติไปที่ข้างแม่น้ำหลังจากนั้นตัวประหลาดก็พุ่งเข้าหาจอมยุทธชุดขาวอย่างบ้าคลั่ง เขาจึงะโลอยตัวขึ้นสูงใช้เท้ายันตัวประหลาดตนนั้นแล้วพลิกตัวหันกลับมาง้างคันธนูเพื่อยิ่งเข้าใส่ทันใดนั้นเองกลับมีบุคคลลึกลับในชุดดำปรากฏกายออกมา เขาใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าและใช้แส้เป็อาวุธคนผู้นี้ใช้แส้พันรอบตัวประหลาดตนนั้นแล้วก็ดึงตัวมันหายเข้าไปในความมืดจอมยุทธไป๋ยืนมองคนผู้นั้นโดยไม่คิดที่จะติดตามไป เขาลดคันธนูในมือลงแล้วลอยตัวขึ้นไปยังที่สูงและก็หายไปในที่สุด
ณ สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่หลังพงไพรเป็ดินแดนอีกฟากฝั่งของผืนป่าซึ่งมีค่ายกลบังตากั้นระหว่างผืนป่ากับดินแดนแห่งนี้อวิ๋นมู่ ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากในชุดดำได้พาตัวประหลาดทะลุผ่านม่านบังตาเข้ามาและนำตัวไปล่ามโซ่ตรวนกักขังเอาไว้ในถ้ำ จากนั้นชงหยวนคนสนิทของเขาก็ได้เดินเข้ามาหา
ชงหยวน : “ ประมุขน้อย เรียบร้อยแล้วขอรับ อาการเหมือนกันทุกอย่างเลย”
อวิ๋นมู่ : “ จะปล่อยให้หลุดออกไปอีกไม่ได้เป็อันขาดเพิ่มเวรยามคุ้มกันให้แ่า แล้วเปิดกลไกในถ้ำอย่างเต็มกำลัง ”
ชงหยวน : “ ขอรับ ”
อวิ๋นมู่ : “ อาการท่านพ่อ เป็อย่างไรบ้าง? ”
ชงหยวน : “ ยังเหมือนเดิมขอรับ กลางวันหลับสนิทแต่กลางคืน ก็คลุ้มคลั่งอาละวาดเช่นเคย ”
อวิ๋นมู่ : “ ยังไม่มีใครรู้เื่นี้ใช่หรือไม่? ”
ชงหยวน : “ ขอรับ ”
อวิ๋นมู่ : “ ดี อย่าให้ใครรู้เป็ดีที่สุด ระหว่างนี้เราต้องรีบหาสาเหตุให้ได้ว่าอะไรทำให้พวกเขาเป็เช่นนี้ยังเหลือที่ตามตัวไม่พบอีกเท่าไหร่? ”
ชงหยวน : “ ยี่สิบขอรับ ”
อวิ๋นมู่ : “ นั่นก็มากพอแล้ว ”
ชงหยวน : “ ประมุขน้อย แล้วจอมยุทธไป๋คนนั้นล่ะขอรับ? ”
อวิ๋นมู่ : “ วรยุทธ์เขาไม่ธรรมดา ไม่ใช่คนที่เ้าหรือข้าจะรับมือได้ตามลำพังอีกอย่างหากเขาคิดจะลงมือจริง ๆ ที่นี่คงไม่เงียบสงบอยู่เช่นนี้คงแค่้าจับคนของเราไปสืบหาความจริงเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็ เราอย่าเป็ศัตรูกับเขาเลยจะดีกว่าต้องรีบตามตัวพวกที่หนีออกไปกลับมาให้หมด มิเช่นนั้นเราคงรับผิดชอบผลที่ตามมาไม่ไหวแน่เห็นที..ข้าคงต้องลงมือเอง ”
อวิ๋นมู่คือประมุขน้อยแห่งเผ่าปีศาจ เขาและชงหยวนคนสนิทหลบออกจากดินแดนเซียนมาที่โลกมนุษย์เพราะมีพรรคพวกในเผ่าของเขาหายตัวไปเขาสืบได้ว่าปีศาจเ่าั้หลบหนีมายังโลกมนุษย์ซึ่งจุดเริ่มต้นของเื่นี้คืออาการป่วยของาาปีศาจอวิ๋นหลี่เขาเกิดอาการคลุ้มคลั่งเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำ หลังจากนั้นปีศาจในเผ่าก็เริ่มทยอยหายไปทีละตนอวิ๋นมู่ได้ส่งพวกของตนออกตามหาจนพบในสภาพที่พวกเขามีอาการเช่นเดียวกับอวิ๋นหลี่ไม่มีผิดเื่ราวเหล่านี้กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับเผ่าปีศาจและผู้คนในโลกมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้อวิ๋นมู่ต้องรีบออกมาสืบหาสาเหตุด้วยตนเองก่อนที่ปีศาจเ่าั้จะสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ในเวลาเดียวกันที่ห้องคุมขังในเยียนเป่ย หานฉีซงกำลังนอนหลับสนิทในสภาพที่ผิดไปจากคุณชายเ้าสำราญคนเดิมเพราะผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและใบหน้าเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเืดูไร้สง่าราศีจนแทบไม่เหลือเค้าคุณชายสกุลหานทว่าใน่เวลาที่หลับใหลนั้น ได้ปรากฏเงาของเพชฌฆาตคืบคลานผ่านช่องหน้าต่างกรงขังและตรงเข้าสังหารหานฉีซง
เช้าวันต่อมา ที่เรือนพิรุณโปรย
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ ของที่สั่ง ส่งมาถึงแล้วขอรับ”
เฟยิเข้ามารายงานเฉินเสวี่ยหยางว่าสิ่งของที่เขาสั่งให้หออวี้ชุนจัดหามาให้ได้ถูกส่งมาถึงจวนเรียบร้อยแล้วโดยมีบ่าวในจวนพากันแบกหามหีบขนาดใหญ่หลายใบมาวางที่ลานกว้างในเรือนพัก ..ตึก ๆๆ.. เสียงฝีเท้าของเฉินเสวี่ยหยางเดินมาตรวจดูสิ่งของในหีบเ่าั้ ..กึก.. เมื่อบ่าวในจวนเปิดฝาหีบขึ้นทีละใบเฉินเสวี่ยหยางจึงหยิบของข้างในขึ้นมาดมกลิ่น
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ยังไม่ใช่ ”
เฟยิ : “ แต่..เ้าเมืองน้อย นี่คือทั้งหมดแล้วขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางเดินกลับเข้าไปในเรือนพักด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่แววตาซ่อนความผิดหวังขณะที่เฟยฉีองครักษ์คนสนิทยืนส่งสายตามองตามหลังผู้เป็นายแล้วก็หันกลับมาพูดกับเฟยิ
เฟยฉี : “ นี่อาิ เ้าเมืองน้อยยังไม่เลิกตามหาอีกหรอผ่านมาสิบปีแล้วนา ”
เฟยิ : “ คน.. เ้าเมืองน้อยคงไม่เลิกหา แต่ของพวกนี้ เราคงไม่ต้องหาแล้วล่ะ”
เฟยฉี : “ ก็แหงอะสิ!ถึงอยากหาก็ไม่มีให้หาแล้วล่ะ ป่านนี้เ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไม่รู้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่อ่ะสิ ”
เฟยิ : “ วันก่อนถูกโบยเพราะเข้าไปเรียกเ้าเมืองน้อยขณะกำลังฝันยังอยากโดนอีกรึยังไง? ”
เฟยฉี : “ อุ๊บ! คงไม่ได้ยินใช่ไหม(ซุบซิบ) ใครจะไปรู้ล่ะว่าเ้าเมืองน้อยจะปักใจถึงเพียงนี้ข้าไม่ได้ฝันด้วยนี่นา แล้วเครื่องหอมเยอะขนาดนี้เ้าเมืองน้อยรู้ได้ยังไงว่าเป็กลิ่นไหนอ่ะ เป็ข้าคงเวียนหัวตาย ”
เฟยิ : “ ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือตอนนี้เ้าเมืองน้อยคงได้คำตอบแล้ว”
เฟยฉี : “ หือ!..ได้คำตอบได้คำตอบยังไงก็หาไม่เจอไม่ใช่หรอ? ”
เฟยิ : “ ไม่เจอนี่แหละคือคำตอบว่าไม่ได้หาได้จากที่ไหน”
เฟยฉี : “ อ๋อ! แล้ว..ของพวกนี้เอายังไงต่ออ่ะ?”
เฟยิ : “ ส่งคืน ”
เฟยฉี : “ หา!.. เพิ่งยกมายกกลับอีกละหรอ เ้าเมืองน้อยนะเ้าเมืองน้อย พอมีหญิงก็ทิ้งฉี ไม่เห็นใจฉีเลย ”
เฟยิ : “ ไปได้แล้ว ”
สิ่งของในหีบเ่าั้คือถุงหอมและเครื่องหอมของสตรีที่เฉินเสวี่ยหยางสั่งให้คนของหออวี้ชุนรวบรวมเสาะหามาให้เขายังคงสืบหาที่มาของกลิ่นหอมเมื่อสิบปีก่อนเพราะ้าตามหาเด็กหญิงคนนั้น ทว่าช่างเป็เื่ที่แทบจะเป็ไปไม่ได้เพราะเขาไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนางและเบาะแสเดียวที่มีก็คือกลิ่นหอมที่ไม่เคยมีใครได้กลิ่นมันมาก่อนขณะที่เฟยฉีพาคนยกหีบเ่าั้กลับไปส่งคืนให้กับหออวี้ชุน เขาก็พบกับหานเมิ่งลู่และสาวรับใช้คนสนิทที่ประตูทางเข้าจวน
เฟยฉี : “ เอ่อ..คุณหนูหาน นั่นท่านจะไปไหน? ”
หานเมิ่งลู่ : “ เ้าเมืองน้อย อยู่หรือไม่? ”
เฟยฉี : “ อยู่.. แต่ว่าท่านไม่ได้แจ้งเอาไว้เ้าเมืองน้อยของเรา ใช่ว่าใครอยากจะพบก็พบได้หรอกนะ ท่านกลับไปก่อนเถอะ เอาไว้ข้าจะเรียนเ้าเมืองน้อยให้ว่าท่านมาขอพบแล้วข้าจะให้คนไปส่งข่าวอีกที เมื่อเ้าเมืองน้อยอนุญาตให้พบ ”
เฟยฉีพูดจบก็เดินจากไปโดยไม่ได้สนใจหานเมิ่งลู่ จนเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเฟยฉีก็ได้เดินกลับเข้ามาเขายังเห็นนางนั่งคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนไม่ยอมลุกไปไหนจึงได้แต่หันมองนางด้วยความสงสัยจากนั้นก็เดินผ่านเข้าไปในจวนเมื่อเขาเดินเข้ามาถึงเรือนพักของผู้เป็นายและเห็นเฉินเสวี่ยหยางนั่งจับพู่กันเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะตำราเขาจึงรายงานเื่ของหานเมิ่งลู่ให้กับเ้าเมืองน้อยได้รู้
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ คุณหนูหานมาขอพบขอรับ นางคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว”
เฟยิ : “ แต่นางไม่ได้แจ้งเอาไว้นี่ ”
เฟยฉี : “ เมื่อครู่ข้าก็บอกนางไปแล้วว่าให้กลับไปก่อนแต่นางก็ยังรออ่ะ ดูท่าแล้ว้าจะพบเ้าเมืองน้อยให้ได้ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ให้เข้ามา ”
เฟยฉี : “ เอ่อ.. ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางวางพู่กันพร้อมสั่งคนสนิทให้ตามนางมาพบครู่เดียวหานเมิ่งลู่กับสาวรับใช้คนสนิทก็เดินตามเฟยฉีเข้ามาด้วยสีหน้าสำนึกผิดพร้อมกับคุกเข่าลงต่อหน้าเ้าเมืองน้อยเฉิน
หานเมิ่งลู่ : “ เมิ่งลู่คารวะเ้าเมืองน้อยข้ามาขอรับโทษที่บกพร่องต่อหน้าที่ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เื่อะไร? ”
หานเมิ่งลู่ : “ สกุลหานทำงานรับใช้จวนเ้าเมืองมาหลายชั่วอายุข้ารับปากว่าจะนำตัวหานฉีซงมาส่งให้ถึงมือท่าน แต่กลับไม่เป็เช่นนั้น ข้า..จึงมาขอรับผิดกับเ้าเมืองน้อย”
เฟยฉี : “ ดูก็รู้ว่าอยากมาพบเ้าเมืองน้อย ” (ซุบซิบ)
เฟยิ : “ ฮืม.. ”
เฟยฉีเห็นท่าทีของคุณหนูหานก็พอดูออกว่านางอยากมาพบเ้าเมืองน้อยเฉินมากกว่าเขาจึงหันไปซุบซิบนินทากับเฟยิผู้เป็พี่ ส่วนเฟยิที่ฉลาดและรู้ดีจึงส่งเสียงปรามเฟยฉีให้หยุดนินทาคุณหนูหาน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คน..ก็อยู่นี่แล้ว ไม่มีโทษอะไรให้รับลุกขึ้นเถอะ ”
หานเมิ่งลู่ : “ ขอบคุณเ้าเมืองน้อยที่ใจกว้างมีเมตตาช่างเป็บุญของชาวเยียนเป่ยยิ่งนัก ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มีเื่อื่นอีกหรือไม่? ”
หานเมิ่งลู่ : “ เอ่อ..คือ.. ”
เฉินเสวี่ยหยางพูดกับนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางสนใจเพียงตัวหนังสือที่เพิ่งเขียนเสร็จไปเมื่อครู่ขณะที่หานเมิ่งลู่ก็ดูเหมือนมีบางอย่างที่อยากจะพูดคุยกับเขา แต่ทว่าองครักษ์คนสนิทที่ยืนข้างกายเ้าเมืองน้อยเหมือนจะรู้ใจผู้เป็นายจึงไม่ยอมห่างกายเขาไปไหนนางจึงอึกอักไม่กล้าพูดอะไรออกไป หลังจากนั้นไม่นานก็มีทหารวิ่งเข้ามาป้องมือกระซิบข้างหูเฟยิทำให้เขาแสดงอาการประหลาดใจและเขาก็หันไปกระซิบบอกกับผู้เป็นายให้ได้รู้
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ.... (กระซิบ) .... ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าจะไปคุกหลวง เ้า..ก็ควรไป ”
หลังจากได้ทราบเื่จากคนสนิท เฉินเสวี่ยหยางก็ลุกขึ้นพลางหันไปพูดกับหานเมิ่งลู่ด้วยท่าทีสุขุมและเขาก็เดินออกไปทันที เมื่อเดินทางมาถึงคุกหลวง พวกเขาก็เห็นร่างอันไร้ิญญาของหานฉีซงนอนตายอยู่ในห้องขังที่ยังมีกุญแจคล้องอยู่โดยสภาพศพไม่ต่างจากกลุ่มชายฉกรรจ์เ่าั้เนื้อตัวที่ซีดเซียวและิัก็แห้งเหี่ยวติดกระดูก ซึ่งเป็การตายที่น่าสยดสยองจนหานเมิ่งลู่ที่เพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เป็ครั้งแรกนางถึงกับยืนนิ่งไปเพราะทำอะไรไม่ถูก
หานเมิ่งลู่ : “ ฉีซง!นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ”
เฉินเสวี่ยหยางไม่ได้ตอบสิ่งใดกับนางเขายืนนิ่งมองดูด้วยแววตาเคร่งขรึมเหมือนมีลางสังหรณ์ว่าเื่คงยังไม่จบเพียงเท่านี้เขาได้เดินออกมาจากคุกหลวงพร้อมองครักษ์คนสนิทโดยทิ้งให้หานเมิ่งลู่ยืนตะลึงงันกับเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้าจนเมื่อเฉินเสวี่ยหยางเดินทางกลับมาถึงเรือนพักพร้อมกับเฟยิและเฟยฉี
เฟยิ : “ ตายแบบนี้อีกแล้ว เ้าเมืองน้อย เอาอย่างไรดีขอรับ?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มอบศพให้คนในตระกูลจัดการ ”
เฟยฉี : “ แล้วมือสังหารล่ะขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยางยืนนิ่งไม่ตอบคำถามใด ๆ กับองครักษ์คนสนิทเหมือนว่าลึก ๆ แล้วเขาจะมีคำตอบอยู่ในใจว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดาเพียงแต่ยังหาตัวผู้กระทำไม่ได้ก็เท่านั้น เขาจึงได้แต่คิดในใจว่าที่ที่จะให้คำตอบกับเขาได้คงมีอยู่สถานที่เดียวซึ่งนั่นก็คือ..“หนานจิ้ง”..
..กุบกับๆ ๆ.. เสียงม้าเร็วมาส่งจดหมายให้กับแม่ทัพอู๋ที่ค่ายฝึกทหาร โดยใจความในจดหมายคือสั่งการให้เขารวบรวมกำลังคนจำนวนสามสิบนายเตรียมเดินทางในยามอู่ของวันนี้ซึ่งกำหนดการนั้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งยังบอกอีกว่าจะอธิบายแผนการในภายหลังจึงทำให้แม่ทัพอู๋ผู้ซึ่งไม่เชื่อมั่นในตัวเฉินเสวี่ยหยาง ยิ่งสงสัยและไม่เข้าใจในความคิดของเ้าเมืองน้อยเฉินแต่ด้วยความที่ขัดไม่ได้เขาจึงหันไปสั่งการกับรองแม่ทัพเกาเซิ่งเจ๋อ
อู๋สี่ : “ เซิ่งเจ๋อ ”
เกาเซิ่งเจ๋อ : “ ขอรับท่านแม่ทัพ ”
อู๋สี่ : “ เรียกรวมกำลังคน เตรียมออกเดินทาง ”
เกาเซิ่งเจ๋อ : “ รับทราบ ”
การเดินทางครั้งนี้เฉินเสวี่ยหยาง้าให้ไปถึงที่หมายในยามโหย่วก่อนที่ตะวันจะตกดิน โดยให้ทหารแต่ละนายแต่งกายเป็ชาวบ้านผู้ลี้ภัยแล้วเก็บซ่อนอาวุธไว้และใช้เส้นทางอ้อมไปหลังหุบเขาเมื่อไปถึงที่หมายก็ให้ทหารส่วนหนึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้ คอยส่งสัญญาณให้คนที่เหลือซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ตามไหล่เขา จนกระทั่งความมืดได้คืบคลานเข้ามาพร้อมความเคลื่อนไหวตามแนวชายป่าที่มีเส้นทางแคบเพียงรถม้าวิ่งผ่านมีเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนลึกลับนับสิบคนสวมชุดดำอำพรางปิดบังใบหน้ารวมทั้งพกพาอาวุธครบมือคนพวกนี้เป็กลุ่มมือสังหารที่ถูกส่งมากำจัดเฉินลี่ถิง พวกเขาได้กระจายกำลังกันไปดักซุ่มรออยู่หลังพุ่มไม้ในเงามืดและพงหญ้าทั้งสองข้างทาง..ฉึบ!.. ครู่เดียวคนชุดดำเ่าั้ก็ถูกทหารที่อ้อมมาจากด้านหลังใช้มืออุดปากพร้อมเอามีดปาดลำคอจนเืแดงฉานพุ่งกระฉูดไหลนองอาบพื้นและล้มตายอย่างเงียบเชียบไปทีละคน ๆ ไม่นานหลังจากนั้น รถม้าสองคันที่มีคนขี่ม้าตามคุ้มกันเพียงไม่กี่คนก็วิ่งผ่านมาในเส้นทางนี้และได้พบกับแม่ทัพอู๋ที่ดักหน้ารออยู่บนหลังม้าเสียงรถม้าจึงค่อย ๆ หยุดลงอู๋สี่ก้าวลงจากหลังม้าพร้อมกับการปรากฏตัวของเฉินลี่ถิงผู้เปิดผ้าม่านและเดินลงมาจากรถม้าคันแรก
อู๋สี่ : “ นายท่านเฉิน ”
เฉินลี่ถิง : “ แม่ทัพอู๋ ลำบากท่านแล้ว ”
อู๋สี่ : “ ท่านกล่าวหนักไปแล้ว ข้าเพียงทำตามหน้าที่ ”
เฉินลี่ถิง : “ เขาล่ะ? ”
อู๋สี่ : “ เ้าเมืองน้อยรออยู่ที่จุดพักม้าเชิญตามข้ามา ”
อู๋สี่นำทางขบวนรถม้าของเฉินลี่ถิงมายังจุดพักม้าซึ่งห่างจากบริเวณนั้นประมาณครึ่งชั่วยามเมื่อพวกเขามาถึงก็พบเฉินเสวี่ยหยางนั่งเล่นหมากกระดานในโถงรับรองอยู่เพียงลำพังโดยมีเฟยฉีและเฟยิยืนอยู่ไม่ห่างนัก
เฉินลี่ถิง : “ เหมือนเดิมเลยนะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ท่านอา เชิญ ”
เฉินเสวี่ยหยางเชื้อเชิญเฉินลี่ถิงนั่งเล่นหมากกระดานดั่งเช่นเคยที่อาหลานมักประลองปัญญากันด้วยวิธีนี้ซึ่งผลของมันก็เหมือนเดิมทุกครั้งคือเฉินเสวี่ยหยางไม่เคยพ่ายแพ้จนเมื่อแม่ทัพอู๋เดินเข้ามาสมทบ เฉินลี่ถิงจึงเอ่ยปากชวนอู๋สี่มานั่งเล่นกับเฉินเสวี่ยหยาง
เฉินลี่ถิง : “ แม่ทัพอู๋ อยากลองดูหรือไม่? ”
ดูเหมือนว่าเฉินลี่ถิงอยากนำวัวมาให้ผู้เป็หลานได้เชือดเพราะแค่เพียงไม่กี่ตา อู๋สี่ก็แพ้ราบคาบ แต่เขาก็ยังไม่อยากเชื่อสายตาจึงได้ขอให้เฉินเสวี่ยหยางเล่นต่ออีกหลายกระดานพร้อมทั้งงัดสารพัดวิธีมาใช้ในการเดินหมากทั้งค่ายกลที่ใช้ในการฝึกฝนทหารและกลอุบายในการศึก จากสามกระดานเป็สี่กระดานแต่ผลสุดท้ายเขาก็ไม่ชนะอู๋สี่เริ่มคิดในใจหรือที่ตนมองเ้าเมืองน้อยตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเขาคิดผิด เขาได้ยอมรับความพ่ายแพ้และเดินออกมาจากโต๊ะเดินหมากด้วยแววตาที่สับสนเมื่อเดินมาพบกับเฉินลี่ถิงที่นั่งจิบชาอยู่ในห้องโถงอย่างสบายใจ เขาก็ถึงกับเอ่ยถาม
อู๋สี่ : “ นายท่านเฉิน.. ”
เฉินลี่ถิง : “ ยังแปลกใจอีกหรอ? ”
อู๋สี่ : “ คือข้า.. หรือว่าที่ผ่านมา.. ”
เฉินลี่ถิง : “ เขาเดินหมากชนะข้าั้แ่สิบขวบ แม่ทัพอู๋ เ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
เฉินลี่ถิงตอบแม่ทัพอู๋ด้วยสีหน้าเรียบเฉยซึ่งแตกต่างจากอู๋สี่ที่เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเ้าเมืองเฉินจึงให้ตนนำกำลังคนมากับเฉินเสวี่ยหยางและเริ่มรู้ว่ากลยุทธ์ป้องกันเมืองอีกทั้งค่ายกลที่เขาใช้ฝึกฝนทหารที่ผ่านมาทั้งหมดคนที่คิดค้นและวางแผนการก็คือเ้าเมืองน้อยเฉินผู้นี้ หากเป็ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ในค่ำคืนนี้เขาจะสามารถกำราบกลุ่มคนพวกนั้นได้อย่างง่ายดายเพราะเฉินเสวี่ยหยางดักทางซ้อนแผนจนคนพวกนั้นแผนการล้มเหลวไม่เป็ท่าถึงแม้จะจับคนมาไต่ถามหาตัวผู้บงการอยู่เื้ัไม่ได้เพราะคนที่เหลือชิงฆ่าตัวตายเสียก่อนแต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขาตาสว่างว่าไม่ควรปรามาสเฉินเสวี่ยหยางเพียงเพราะเขาดูอ่อนแอขี้โรคแต่ความจริงแล้วช่างไม่ต่างจากเสือซ่อนัเร้น หลังจากที่อู๋สี่เดินเข้าไปในห้องพักก็มีเสียงเด็กชายคนหนึ่งะโเรียกเฉินเสวี่ยหยางด้วยเสียงดังมาแต่ไกลเขาคือเฉินจือหาน บุตรชายของเฉินลี่ถิงที่กำลังวิ่งเข้ามายังโถงรับรองด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับซุนเล่อเหยียนที่เดินตามมาห่างๆ
เฉินจือหาน : “ ท่านพี่เฉิน! ท่านพี่..ข้าคิดอยู่แล้วท่านต้องมารับข้า ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หานเอ๋อ ไยไม่โตขึ้นเลย ”
เฉินจือหาน : “ โธ่! ท่านพี่ข้าไปไม่กี่เดือนเอง แต่ข้าก็โตขึ้นนะท่านดูสิ ข้าสูงขึ้นเห็นไหม ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ที่นั่นเป็อย่างไร? ”
เฉินจือหาน : “ อืม.. ไม่สนุกเลย สู้เยียนเป่ยไม่ได้สักนิด ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาสะใภ้ การเดินทางเป็อย่างไร? ”
ซุนเล่อเหยียน : “ เ้าเมืองน้อย การเดินทางราบรื่นดี ต้องขอบคุณเ้าเมืองน้อยที่ลำบากเดินทางมารับด้วยตนเองรบกวนเ้าเมืองน้อยแล้ว ”
เฉินเสวี่ยหยางเห็นญาติผู้น้องวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางตื่นเต้นไม่ต่างกับเด็กที่ยังไม่โตและเห็นอาสะใภ้ผู้สงบเสงี่ยมเดินตามเข้ามาจึงเอ่ยทักคนทั้งสองตามปกติไม่นานนักเฉินลี่ถิงก็เดินเข้ามาหาเพื่อที่จะพาพวกเขาไปพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยตลอดการเดินทาง
เฉินลี่ถิง : “ คืนนี้ก็เหนื่อยกันมามากแล้ว รีบพักผ่อนเถิดพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางแต่เช้า เ้าเมืองน้อยก็ควรรีบพักผ่อน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เชิญพวกท่านก่อน ”
เฉินลี่ถิงเหมือนรู้ใจเฉินเสวี่ยหยางว่าเ้าเมืองน้อยมีเื่ในใจอยากคิดเพียงลำพังเขาจึงพาภรรยาและบุตรชายเข้าไปในห้องพัก หลังจากทั้งสามคล้อยหลังจากไป เฉินเสวี่ยหยางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากในเสื้อเขาพกมันติดตัวไว้ตลอดและยังคงคิดถึงเด็กหญิงผู้เป็เ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ซึ่งในคืนนั้นเองภายในเรือนที่มีสตรีนางหนึ่งกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยมีเพียงแสงสลัวส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาไม่นานนักกลิ่นไอแห่งความชั่วช้าก็พุ่งเข้ามาในรูปของกลุ่มควันดำลอยลอดผ่านบานหน้าต่างตรงมายังข้างเตียงหลินเพ่ยหนิงสตรีผู้งดงามจากที่นางนอนหลับสนิทก็กลับกระสับกระส่ายเหงื่อพลันไหลซึมเป็เม็ดเต็มใบหน้าภายในหัวของนางเห็นภาพสตรีในชุดดำยื่นมืออันขาวซีดกับเล็บที่ดำยาวเข้ามาบีบคอของนางจนหายใจไม่ออก
ติดตามตอนต่อไป