ภายในบริเวณเรือนพัก
ทางเดินที่ปูด้วยหินสีเขียวนำทางไปสู่หมู่ตึกอันวิจิตร บรรยากาศโดยรอบประดับประดาด้วยป่าไผ่เขียวขจี และูเาจำลอง ดูสง่างามยิ่งนัก
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคืออาคารหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางซึ่งมีความสูงตระหง่านและดูโอ่อ่า หน้าประตูมีสิงโตหินสองตัวคอยพิทักษ์อยู่ รอบข้างยังสลักลวดลายงดงามที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
โจวลั่วััได้ชัดเจนว่าอาคารหลังนี้ควรจะถูกปกคลุมด้วยค่ายกลบางอย่าง เพราะแม้ประตูจะเปิดกว้างอยู่ แต่เขากลับมองไม่เห็นสิ่งใดข้างในเลยจนกว่าจะก้าวเท้าเข้าไป
เมื่อก้าวเข้าสู่ประตู เขาเห็นหลินชิงหานในชุดกระโปรงยาวสีขาวนั่งสงบนิ่งอยู่ทางด้านซ้ายหน้า นางยังคงดูงดงามโดดเด่นเป็ที่สะดุดตาเช่นเดิม นอกจากนี้ที่ด้านหน้าตรงกลางยังมีชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งนั่งอยู่ ทั้งคู่สวมชุดหรูหราดูภูมิฐานและมีสง่าราศี
"เ้าคือโจวลั่วอย่างนั้นหรือ?"
ทันทีที่เข้าสู่ห้องโถง เสียงอันทรงพลังที่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามก็ดังสนั่นข้างหูโจวลั่วราวกับเสียงอสนีบาต ร่างกายของเขาสั่นสะท้านพลางคิดในใจว่าอีกฝ่ายคงจะเป็บิดาของหลินชิงหานแน่ ๆ เขาจึงรีบทำความเคารพทันที
"คารวะท่านพ่อตา"
"เหอะ รากปราณระดับเก้าก็สามารถเป็สามีของหลินชิงหานได้แล้วหรือ? สายหลักเห็นพวกเราไร้ความสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
ตระกูลหลินในฐานะตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเื นอกจากสายหลักแล้วยังมีสายรองอีกมากมายราวกับขนโค
สายของบิดาหลินชิงหานเป็เพียงหนึ่งในสายรองเ่าั้ ทว่าสายรองของพวกเขาไม่มีผู้แข็งแกร่งที่โดดเด่นขึ้นมาเลย ทำให้สถานะในตระกูลตกต่ำลงอย่างยิ่ง แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวก็ยังต้องกลายเป็เพียงเครื่องมือในการสืบทอดทายาทของตระกูล
เพียงเท่านี้ยังไม่พอ เมื่อหลินเต๋อเห็นว่าโจวลั่วมีรากปราณระดับเก้าซึ่งเป็ระดับต่ำสุด เขาก็ไม่อาจระงับโทสะได้ เขารู้ดีว่านี่คือการที่สายหลักจงใจกดขี่สายรองของเขา รากปราณระดับต่ำเช่นนี้ ต่อให้ร่วมหอกับบุตรสาวของเขาจนมีบุตรออกมา จะมีศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรสูงสักแค่ไหนกันเชียว?
โจวลั่วที่ยืนอยู่ด้านล่างใจสั่นรัว เดิมทีเขานึกว่าตนเองแค่โชคดีเฉย ๆ ไม่คิดเลยว่าเื้ัจะมีการแก่งแย่งชิงดีกันมากมายขนาดนี้
เขาอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าตระกูลใหญ่ช่างเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทุกย่างก้าวจริง ๆ
"ช่างเถอะ"
หลินเต๋อถอนหายใจออกมาในที่สุด เขามองบุตรสาวสุดที่รักด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนเป็สายตาดุดันจ้องเขม็งไปที่โจวลั่ว
"จากนี้ไป เ้าต้องจดจำกฎของตระกูลหลินไว้ให้ขึ้นใจ ตั้งใจสร้างทายาทและเลี้ยงดูให้ดี หากพบว่ามีการละเลย ข้าจะลงโทษตามกฎตระกูลทันที"
หลินเต๋อกล่าวเสียงเย็น โดยเฉพาะคำว่า 'กฎตระกูล' เขาเน้นเสียงหนักเป็พิเศษจนดูน่าเกรงขาม
เดิมทีเขาตั้งใจจะพูดคุยกับลูกเขยคนนี้ให้ดีเสียหน่อย แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีรากปราณระดับเก้า เขาก็หมดความสนใจทันที หลังจากพูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปทันที
เมื่อหลินเต๋อจากไป หญิงผู้เป็มารดาของหลินชิงหานที่ดูสง่างามจึงเอ่ยขึ้นว่า "นั่งลงเถิด"
หลังจากโจวลั่วนั่งลง นางก็กล่าวอย่างช้า ๆ "ในเมื่อเ้าทั้งสองได้เป็สามีภรรยากันแล้ว ต่อไปก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พยายามให้กำเนิดทายาทที่มีคุณภาพ เพื่อให้สายเืของตระกูลหลินรุ่งเรืองสืบต่อไป"
"ท่านแม่ ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ" หลินชิงหานพยักหน้า นี่คือโชคชะตาที่นางต้องแบกรับ
จากนั้นหญิงผู้นั้นก็หันมามองโจวลั่วด้วยสายตาอ่อนโยน "เด็กดี เ้าต้องดูแลลูกสาวข้าให้ดี ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่พ่อของนางเลย แม้แต่ข้าก็จะไม่ปล่อยเ้าไว้เช่นกัน"
โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งระดับบำเพ็ญเพียรสูงเท่าไหร่ โอกาสในการมีบุตรก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นหลินชิงหานจึงเป็ทายาทเพียงคนเดียวของสายหลินเต๋อ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะโกรธจัดเมื่อบุตรสาวต้องแต่งงานกับเขยแต่งเข้าตระกูลที่มีรากปราณระดับเก้า
หลังจากสนทนากันเพียงเล็กน้อย โจวลั่วและหลินชิงหานก็เดินออกจากโถงใหญ่ แต่ก่อนจะไป มารดาของหลินชิงหานยังได้มอบทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรบางส่วนให้แก่โจวลั่ว โดยหวังว่าเขาจะอาศัยอยู่ในตระกูลหลินอย่างสงบสุข
เมื่อเดินพ้นโถงใหญ่ หลินชิงหานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ท่านพ่อทำไปเพราะความเป็ห่วงข้า เ้าอย่าได้ถือสาเลย"
"ข้าเข้าใจ" โจวลั่วพยักหน้า
เขาสามารถเข้าใจความคิดของหลินเต๋อได้เป็อย่างดี หากเป็เขาที่ต้องจำใจสละลูกสาวสุดที่รักเพราะแรงกดดันของตระกูล แถมยังต้องให้นางแต่งกับไอ้หนุ่มรากปราณระดับเก้า เขาก็คงไม่มีทางชอบหน้าอีกฝ่ายแน่นอน
"เช่นนั้นก็ดี กฎของตระกูลมีมากมาย เช่นสายรองอย่างพวกเราไม่สามารถเข้าไปในเขตแกนกลางได้ เดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวหลานมาบอกกฎเหล่านี้ให้เ้าฟังทีละข้อ"
"อีกอย่าง หากเ้าเจอคนจากสายหลัก ต้องแสดงความเคารพให้มากพอ ใครสั่งอะไรก็ให้ทำตามนั้น"
"นอกจากนี้ ในภายภาคหน้าหากเ้ามีปัญหาเื่การบำเพ็ญเพียร สามารถมาสอบถามข้าได้เสมอ"
ระหว่างทาง หลินชิงหานคอยกำชับเื่สำคัญต่าง ๆ ไม่ขาดสาย เพราะเกรงว่าโจวลั่วจะหัวแข็งจนไปล่วงละเมิดกฎของตระกูล โจวลั่วจดจำทุกอย่างไว้ในใจ
การสนทนาครั้งนี้ทำให้เขาเข้าใจหลินชิงหานลึกซึ้งยิ่งขึ้น นางเป็สตรีที่ภายนอกดูเ็าแต่ภายในกลับอบอุ่น คำพูดที่นุ่มนวลเ่าั้ดูเหมือนจะเป็การปลอบประโลมเขาต่อท่าทีของบิดานางเมื่อครู่
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าสวนแห่งหนึ่ง ที่นี่คือสถานที่ฝึกฝนวิชาของตระกูลหลิน เมื่อยืนอยู่หน้าประตู เขายังคงเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยจากเมื่อวาน แม้คนเหล่านี้จะถูกหลอกให้มาเป็เขยแต่งเข้าตระกูลหลิน แต่ตระกูลหลินก็ไม่ได้ผิดคำสัญญา เคล็ดวิชาที่รับปากไว้ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง
ภายในสวน ชายที่ดูเหมือนผู้ดูแลเมื่อวานปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาชื่อหลินฝู รับหน้าที่ดูแลการฝึกอบรมเขยแต่งเข้าตระกูลชุดนี้โดยเฉพาะ หลินชิงหานเดินมาส่งโจวลั่วที่นี่แล้วจึงจากไป
บรรยากาศที่ตึงเครียดและจริงจังในสถานที่แห่งนี้ ทำให้โจวลั่วและเหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลคนอื่น ๆ ยืนอยู่ในสวนโดยไม่กล้าขยับเขยื้อน หลินฝูเรียกผู้ช่วยมาดำเนินการทำพันธสัญญาแต่งเข้าตระกูลกับคนกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนี
แม้ในใจทุกคนจะเต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ แต่หลังจากเห็นความเด็ดขาดของหลินฝูเมื่อวาน ทุกคนต่างก็ลงนามในสัญญาแต่โดยดี พร้อมกับรับป้ายประจำตัวและเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรส่วนตัวไป
เมื่อได้รับตำราวิชาบำเพ็ญเพียรมา โจวลั่วก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด แม้จะมีระบบอยู่ในตัว แต่สิ่งที่ได้รับจากระบบเป็เพียงการเพิ่มอายุขัยเท่านั้น ไม่ได้มอบพลังในการปกป้องตนเองมาให้ ท้ายที่สุดแล้วความเป็ะไม่ใช่การไม่ตาย การจะแข็งแกร่งขึ้นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ เคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องจึงเป็สิ่งจำเป็อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเคล็ดวิชานี้ ตระกูลหลินก็ไม่ได้มอบทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรอื่นใดให้อีกเลย
"ผู้ดูแลหลินขอรับ ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกว่าพวกเราสามารถไปบำเพ็ญเพียรที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณได้หรอกหรือ?" มีคนใจกล้าเอ่ยถามขึ้นมา
การจะบำเพ็ญเพียรให้สำเร็จต้องประกอบด้วยสี่สิ่งคือ เคล็ดวิชา คู่บำเพ็ญ ทรัพยากร และสถานที่ สองอย่างแรกได้มาแล้ว อีกสองอย่างหลังย่อมมีความสำคัญเช่นกัน
"อยากเข้าไปบำเพ็ญเพียรที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณย่อมได้ แต่นั่นขึ้นอยู่กับความพยายามของพวกเ้า" หลินฝูจ้องมองทุกคนพลางกล่าวอย่างเฉยเมย
สำหรับกลุ่มเขยแต่งเข้าตระกูลอย่างพวกเขา คำว่า 'ความพยายาม' ก็คือการมีทายาทให้ได้มากที่สุด
ตามคำกล่าวของหลินฝู ขอเพียงยืนยันได้ว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ก็จะได้รับโอกาสเข้าไปบำเพ็ญเพียรในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณเป็เวลาหนึ่งเดือน พร้อมกับได้รับรางวัลการบำเพ็ญเพียรอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์มากเท่าไหร่ รางวัลที่ได้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึง บางคนที่เดิมทียังมีความหวังกับการบำเพ็ญเพียรต่างก็มีสีหน้าหมองคล้ำและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หาก้าเพิ่มระดับพลังก็ต้องมีบุตรให้มาก แต่การมีบุตรมากโดยไม่มีเคล็ดวิชาคู่บำเพ็ญที่เหมาะสม ย่อมส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียร ดูเหมือนว่าในหนทางแห่งการฝึกตน ชาตินี้ของทุกคนคงยากที่จะก้าวหน้าไปได้ไกลกว่าที่เป็อยู่
แน่นอนว่า โจวลั่วเป็ข้อยกเว้น
สำหรับผู้ที่มีระบบอย่างเขา ขอเพียงขยันขันแข็งในการ 'เพาะปลูก' เขาก็จะได้รับโอกาสสุ่มรางวัล และอายุขัยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนเื่ผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียรนั้น เดิมทีเขาก็มีรากปราณระดับต่ำสุดอยู่แล้ว จะห่วงเื่อะไรอีก ในกาลเวลาอันยาวนานหลังจากนี้ เขาย่อมสามารถฝึกฝนจนประสบความสำเร็จได้สักวัน!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โจวลั่วก็รู้สึกว่าตนเองมีแรงผลักดันอันเต็มเปี่ยมขึ้นมาทันที