หลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตจุดประกายิญญาขั้นที่หนึ่ง ชีวิตของเหวินซานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทุกเช้าเขามักตื่นก่อนเสียงระฆังของสำนักจะดังเพื่อไปช่วยอาเหมียวแบกถังน้ำไปรดสวนสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็งานเก็บใบไม้แห้ง ถอนวัชพืช หรือคัดแยกสมุนไพรตามที่ผู้าุโสั่ง
เมื่อถึงเวลาอาหาร ทั้งสองมักนั่งกินข้าวง่าย ๆ ด้วยกันใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหอศิษย์รับใช้ อาเหมียวมักถือโอกาสบ่นเื่งานหนักไม่หยุดหย่อน ส่วนเหวินซานก็ได้แต่นั่งฟังพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ดูเป็ภาพที่คุ้นตาของใครหลายคนที่เดินผ่านไปมา
ยามค่ำคืน เมื่อศิษย์รับใช้ส่วนใหญ่เอนกายลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า ห้องเล็ก ๆ ของเหวินซานกลับยังคงมีแสงตะเกียงสว่างไสวอยู่ เสียงเพลิงที่เต้นระบำอยู่ใต้เตาหลอมดังแ่เบาเป็จังหวะ และกลิ่นอายของสมุนไพรก็เริ่มเปลี่ยนไป จากโอสถที่เคยแตกร้าวและส่งกลิ่นไหม้ตอนนี้กลายเป็เม็ดโอสถที่กลมเกลี้ยงและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
"ได้ยินหรือยัง? เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักมาหมาด ๆ หลอมโอสถสำเร็จแล้วนะ!" ศิษย์รับใช้คนหนึ่งกระซิบกระซาบกับสหายในระหว่างพักกลางวัน
ท่ามกลางเสียงโต้แย้งจากอีกคนที่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังขา "เป็ไปไม่ได้ ข้าอยู่มาสองปี ยังไม่เคยหลอมสำเร็จสักครั้ง"
ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วสำนัก ชื่อของเหวินซานกลายเป็หัวข้อสนทนา โดยเฉพาะเซียวอวิ๋น อัจฉริยะด้านการหลอมโอสถที่ครองตำแหน่งโดดเด่นในหมู่ศิษย์รับใช้มาตลอดห้าปีเต็ม กำลังจ้องมองเขาอยู่
ในจังหวะที่เหวินซานเดินผ่านศาลาไปอย่างนิ่งสงบโดยไม่ได้สังเกตเห็นใคร เซียวอวิ๋นที่พิงเสาศาลาอยู่ก็หรี่ตาลง ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ ให้ได้ยินเพียงลำพัง
"เด็กใหม่หรือ... น่าสนใจ"
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวายกับชื่อของเด็กหนุ่ม เหวินซานกลับยังคงใช้ชีวิตตามกิจวัตรเดิม และทุกครั้งที่หลอมโอสถสำเร็จ เหวินซานจะเปิดสมุดบันทึกขึ้นมา เขียนรายละเอียดทุกอย่างลงไปอย่างไม่เคยขาด
สมุดบันทึกของเขาค่อย ๆ หนาขึ้นทีละหน้า พร้อมกับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นทุกคืน
หลายวันผ่านไป โอสถที่เหวินซานหลอมได้เริ่มมีจำนวนมากขึ้น แม้จะเป็แค่โอสถพื้นฐานระดับต่ำ แต่คุณภาพกลับค่อนข้างคงที่อย่างน่าประทับใจ เขามองขวดหยกหลายใบที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้เก่า ๆ พลางครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะจัดการกับโอสถเหล่านี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่สุด
ในระหว่างที่เขากำลังใช้ความคิดอยู่นั้น อาเหมียวซึ่งนั่งแยกสมุนไพรอยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ตลาดศิษย์เปิดแล้วนะ" เหวินซานเงยหน้าขึ้นด้วยความสนใจ "ใช่ ตลาดศิษย์"
เหวินซานก้มมองขวดโอสถบนโต๊ะอีกครั้ง ดวงตาของเขาฉายประกายมุ่งมั่นขึ้นมา "ข้าลองนำโอสถของข้าไปวางขายในตลาดดูดีกว่า"
อาเหมียวเกาศีรษะอย่างกังวล "ก็ลองดูสิน้องเหวิน แต่ข้าบอกไว้ก่อนนะ เ้าเพิ่งเข้าสำนักมาเป็ศิษย์รับใช้ใหม่ คนอื่นคงจะยังไม่ไว้ใจและไม่มีใครกล้าซื้อเท่าไรนักหรอก"
เมื่อวันเปิดตลาดมาถึงอย่างรวดเร็ว เหวินซานก็นำโอสถจำนวนหนึ่งไปตั้งวางขายที่มุมหนึ่งของตลาด เขาไม่ได้ะโเรียกลูกค้าเหมือนแผงอื่น แค่วางขวดหยกไว้บนผ้าผืนเก่าพร้อมกับป้ายไม้เล็ก ๆ ที่เขียนข้อความไว้ว่า "โอสถฟื้นฟูิญญา ราคาครึ่งหนึ่งของร้านประจำสำนัก"
ศิษย์หลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างปรายตามองครั้งเดียวแล้วก็เดินจากไป บางคนถึงกับเอ่ยปากวิจารณ์ออกมาดัง ๆ ว่า "โอสถของศิษย์รับใช้น่ะหรือ? ใครจะกล้ากินกัน อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับของพวกนี้เลย"
เสียงวิพากย์วิจารณ์ดังขึ้นเป็ระยะแต่เหวินซานไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด เขายังคงนั่งรออย่างสงบนิ่งด้วยความอดทน เวลาผ่านไปจนตลาดใกล้ปิด โอสถทุกเม็ดยังคงวางอยู่ที่เดิม ไม่มีผู้ใดซื้อแม้แต่เม็ดเดียว เหวินซานจึงเก็บขวดหยกทั้งหมดกลับห้องพักด้วยความเรียบเฉย
หลังกลับจากตลาด เหวินซานนั่งมองโอสถที่เหลืออยู่บนโต๊ะเงียบ ๆ
สิบวันต่อมา ตลาดศิษย์เปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหวินซานไม่ได้นำโอสถทั้งหมดออกมาวางขาย เด็กหนุ่มหยิบออกมาแค่ห้าเม็ดเท่านั้นพร้อมเปลี่ยนป้ายไม้ใหม่เป็ข้อความว่า "หากโอสถไม่มีประสิทธิภาพ ยินดีคืนหินิญญาเต็มจำนวน"
อาเหมียวเห็นข้อความนั้นก็สะดุ้งด้วยความใ "น้องเหวิน! หากมีคนโกหกเพื่อเอาหินิญญาคืนเล่า เ้าจะทำอย่างไร"
เหวินซานส่ายหน้าเบา ๆ "โอสถพื้นฐานเม็ดหนึ่ง ไม่คุ้มให้ผู้ใดเสียหน้าเพราะมาโกหกหรอก อีกอย่างหากข้าไม่มั่นใจในโอสถของข้า ข้าก็คงไม่ควรขายมันเสียแต่แรก"
คำพูดที่เรียบง่ายนั้นทำให้ศิษย์หลายคนที่เดินผ่านเริ่มหยุดมองป้ายด้วยความสนใจ
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดศิษย์รับใช้รูปร่างผอมคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขามองป้ายอยู่นานก่อนจะหยิบขวดหยกขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า "เช่นนั้น ข้าจะลองหนึ่งเม็ด หากใช้ไม่ได้ผล ข้าจะกลับมาขอเงินคืน"
เหวินซานพยักหน้าตอบสั้น ๆ "ตกลง"
ชายผู้นั้นจึงวางหินิญญาลงบนโต๊ะแล้วรับโอสถไปเม็ดเดียวก่อนเดินจากไป ตลอดทั้งวันที่เหลือ เหวินซานก็นั่งเฝ้าแผงของตนต่อไป แต่จนกระทั่งตลาดวาย เขาก็สามารถขายโอสถไปได้เม็ดเดียว
บรรยากาศยามเย็นที่ตลาดเริ่มเงียบเหงาลง เสียงผู้คนจอแจค่อย ๆ จางหายไป เหลือแค่เสียงเก็บแผงของเหล่าศิษย์รับใช้ที่เร่งรีบ
ในจังหวะที่เหวินซานกำลังม้วนผ้าปูแผงขายของอย่างใจเย็น เสียงหัวเราะหยันที่แฝงไปด้วยความดูแคลนก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
"แค่ขายได้เม็ดเดียว ก็ทำหน้าเหมือนเป็นักปรุงยาเลื่องชื่อแล้วหรือ?"
ศิษย์รับใช้คนหนึ่งที่เดินผ่านมาหยุดฝีเท้าลง พลางปรายตามองโอสถเม็ดเล็ก ๆ บนแผงของเหวินซานด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
"ศิษย์รับใช้ก็คือศิษย์รับใช้ ต่อให้หลอมโอสถออกมาได้สักเม็ดสองเม็ด ก็ไม่มีวันเทียบชั้นกับศิษย์สายนอกได้หรอก อย่าได้หลงระเริงไปหน่อยเลย"
เหวินซานไม่ได้หยุดมือที่กำลังพับเก็บข้าวของและไม่ได้หันกลับไปตอบโต้
เด็กหนุ่มเพียงวางโอสถที่เหลือลงในถุงผ้าอย่างทะนุถนอม ม้วนแผงขึ้นสะพายบ่า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างมั่นคง ทิ้งให้ศิษย์ผู้นั้นยืนเคว้งอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่อาจยั่วยุให้อีกฝ่ายแสดงอาการโกรธเคืองออกมาได้เลย
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน คืนหนึ่งหลังหลอมโอสถเสร็จ เหวินซานเปิดสมุดบันทึกเล่มแรกขึ้นมาดู หน้าสุดท้ายเหลือพื้นที่ไม่กี่บรรทัด เขามองตัวอักษรที่เขียนเรียงรายั้แ่หน้าแรก ซึ่งมีทั้งลักษณะสมุนไพร ผลการทดลอง ข้อผิดพลาดในการหลอมโอสถ รวมถึงวิธีแก้ไขที่ค้นพบด้วยตนเอง เหวินซานลูบหน้าปกเบา ๆ ก่อนยิ้มบาง "เต็มแล้ว..."
วันรุ่งขึ้นหลังจากทำงานเสร็จ เขาจึงเดินไปยังร้านค้าของสำนักอีกครั้ง ครั้งนี้เขาซื้อสมุดเล่มใหม่ที่หนากว่าเดิม พร้อมหมึกและพู่กันเพิ่มอีกหนึ่งชุด เมื่อกลับมาถึงห้องพัก อาเหมียวเห็นสมุดเล่มใหม่ก็ถึงกับหัวเราะ "น้องเหวิน! เ้าซื้อสมุดอีกแล้วหรือ" เหวินซานพยักหน้าตอบ
อาเหมียวหัวเราะจนตัวโยน "เ้าจะเขียนไปถึงเมื่อไรกัน จำเอาก็พอแล้ว" เหวินซานก้มมองสมุดในมือ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "ยิ่งรู้มาก ยิ่งต้องจดบันทึกเอาไว้"
เขาเปิดสมุดหน้าแรก จุ่มพู่กันลงในหมึก แล้วเขียนตัวอักษรบรรจงลงไปทีละคำ อาเหมียวมองอย่างไม่เข้าใจ เหวินซานเปิดหน้าถัดไป เขียนวันที่ สถานที่ และหัวข้อแรกของสมุดเล่มใหม่ว่า "บันทึกการทดลองหลอมโอสถ เล่มที่สอง" ภายใต้แสงตะเกียงอันริบหรี่ ปลายพู่กันก็ค่อย ๆ เคลื่อนไปบนกระดาษอย่างมั่นคงและตั้งใจ
ในวันเปิดตลาดศิษย์ครั้งถัดมาสิบวันต่อมา ขณะที่เหวินซานกำลังนั่งเฝ้าแผงโอสถของตนอยู่เงียบ ๆ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านหน้า เมื่อเหวินซานเงยหน้าขึ้นก็พบกับศิษย์รับใช้รูปร่างผอมคนเดิมที่เคยซื้อโอสถของเขาไป
อีกฝ่ายรีบเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง "สหายเหวิน! โอสถของเ้ายังเหลืออยู่อีกหรือไม่"
เหวินซานพยักหน้าตอบ "ยังเหลืออยู่" ชายผู้นั้นไม่รอช้ารีบหยิบหินิญญาออกมาห้าก้อน "ข้าขอซื้ออีกห้าเม็ด โอสถของเ้าฟื้นฟูิญญาได้เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก ข้าใช้แล้วพลังิญญาฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าที่เคยเป็มาตลอด"
เหวินซานรับหินิญญามาแล้วส่งโอสถให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก "หากใช้แล้วมีข้อบกพร่องอันใด ก็มาบอกข้าได้" ชายผู้นั้นหัวเราะร่า "หากมีข้อบกพร่อง ข้าคงไม่กลับมาหาเ้าหรอก!" กล่าวจบเขาก็จากไปอย่างอารมณ์ดี
เสียงซุบซิบที่ดังมาจากกลุ่มศิษย์รับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเริ่มหนาหูขึ้น สายตาหลายคู่ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
"นั่นคือเหวินซานไม่ใช่หรือ... เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเมื่อเดือนก่อน"
อีกคนพยักหน้าเบา ๆ ยืนยันคำกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ใช่ คนที่ว่ากันว่าหลอมโอสถสำเร็จั้แ่ยังเป็ศิษย์รับใช้ใหม่นั่นแหละ เดิมทีข้านึกว่าเป็แค่ข่าวลือที่ปั้นแต่งขึ้นมาเสียอีก แต่ดูจากโอสถที่วางบนแผงนั่น เห็นทีข่าวลือพวกนั้นจะจริง"
หลายวันต่อมา ในวันตลาดศิษย์เปิดทำการอีกครั้ง คราวนี้ศิษย์รับใช้สองคนที่เคยเฝ้าดูเหตุการณ์ตัดสินใจเดินเข้ามาหาเหวินซานเงียบ ๆ
"ได้ยินมาว่าโอสถของเ้าใช้ดีนัก ขายให้ข้าสองเม็ด" อีกคนรีบพูดเสริม "ข้าก็เอาสองเม็ดเช่นกัน" เหวินซานพยักหน้า รับหินิญญาแล้วส่งโอสถให้ ตลอดทั้งวันเด็กหนุ่มขายโอสถเพิ่มไปหลายเม็ด
หลายวันผ่านไป ภายในหอโอสถ ผู้าุโหวงกำลังตรวจโอสถที่ศิษย์รับใช้นำมาส่งตามปกติ ระหว่างนั้นสายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับขวดหยกใบหนึ่งที่ศิษย์รับใช้คนหนึ่งนำติดตัวมาด้วย
"โอสถเม็ดนี้มาจากที่ใด" ผู้าุโเอ่ยถาม ศิษย์รับใช้คนนั้นรีบตอบ "ข้าซื้อมาจากศิษย์รับใช้คนหนึ่งขอรับ" หวงจี้รับโอสถมาพิจารณา มองครู่เดียวดวงตาของเขาก็เป็ประกาย เขาหยิบมันขึ้นมาดมกลิ่นและใช้นิ้วแตะผิวเม็ดยาเบา ๆ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
"การหลอมยังไม่สมบูรณ์นัก แต่พลังยาค่อนข้างมั่นคง สำหรับศิษย์รับใช้ นับว่าไม่เลวเลย" เขาเงยหน้าขึ้นถามอีกครั้ง "ผู้ที่หลอมโอสถเม็ดนี้ชื่ออะไร"
"เหวินซานขอรับ" ผู้าุโหวงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงคืนโอสถให้แล้วจดชื่อ "เหวินซาน" ลงในสมุดเล่มเล็กของตน
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงระฆังสามครั้งก็ดังขึ้นก้องไปทั่วสำนัก
กัง... กัง... กัง…
ศิษย์ทุกระดับชั้นต่างหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วมุ่งหน้าไปยังลานรวมศิษย์ บนแท่นหินสูงผู้าุโหลินเหยียนยืนอยู่เบื้องหน้าก่อนจะประกาศด้วยเสียงหนักแน่นว่า "อีกหนึ่งเดือน สำนักโอสถจันทราจะจัดการสอบเลื่อนระดับศิษย์ ศิษย์รับใช้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าสอบ ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะได้รับการเลื่อนระดับเป็ศิษย์สายนอก"
อาเหมียวรีบหันมาหาเหวินซานด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "น้องเหวิน! ครั้งนี้ พวกเราต้องสอบผ่านให้ได้!" เหวินซานกำหมัดแน่น สายตาของเขาหันไปมองยอดเขาที่เป็ที่ตั้งของเขตศิษย์สายนอก ในใจพลันเกิดความมุ่งมั่นขึ้นมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน "อีกเพียงหนึ่งเดือน"
หลังจากวันนั้น เหวินซานไม่ได้ไปตั้งแผงขายโอสถในตลาดอีกเลย โอสถที่เขาสามารถหลอมได้ทั้งหมดถูกเก็บไว้ใช้สำหรับการฝึกตนและใช้ระหว่างการศึกษาของเขาเท่านั้น ส่วนหินิญญาที่สะสมไว้ได้จากการขายก่อนหน้านี้ แม้จะมีจำนวนไม่มากนักแต่ก็เพียงพอ
แทนที่จะนำเงินไปซื้อสมุนไพรจำนวนมากเหมือนเช่นแต่ก่อน ครั้งนี้เหวินซานกลับเดินตรงไปยังร้านตำราของสำนัก ภายในร้านนั้นเต็มไปด้วยชั้นวางไม้สูงเรียงราย บนชั้นเต็มไปด้วยตำราหลากหลายประเภท ทั้งตำรารู้จักสมุนไพร ตำราหลอมโอสถ ตำราว่าด้วยพิษ รวมไปถึงบันทึกประสบการณ์ของเหล่านักปรุงยาในอดีตทำให้เหวินซานตัดสินใจยืนเลือกหนังสืออยู่นานด้วยความตั้งใจ สุดท้ายเขาตัดสินใจซื้อตำรามาสามเล่ม "สารานุกรมสมุนไพรพื้นฐาน", "ตำราลักษณะโอสถเบื้องต้น" และ "บันทึกการจำแนกสมุนไพร"
เมื่อกลับถึงห้องพัก อาเหมียวเห็นตำรากองใหญ่ก็ถึงกับหัวเราะออกมา "น้องเหวินข้านึกว่าเ้าจะซื้อโอสถเสียอีก" เหวินซานส่ายหน้าโดยไม่ตอบอะไร อาเหมียวได้แต่เกาหัวอย่างไม่เข้าใจ "ข้าละไม่เข้าใจคนชอบอ่านหนังสือจริง ๆ เลย" เหวินซานยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเปิดตำราเล่มแรกออกมาอย่างทะนุถนอมและเริ่มอ่านมันด้วยความตั้งใจ
ั้แ่นั้นมา ทุกคืนหลังจากทำงานเสร็จสิ้น แทนที่จะรีบลงมือหลอมโอสถเหมือนแต่ก่อน เขากลับเลือกที่จะนั่งอ่านตำราอยู่ใต้แสงตะเกียงจนถึงดึกดื่น
เมื่อใดที่เขาพบสมุนไพรชนิดใดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจะจดบันทึกลักษณะของมันลงในสมุดเล่มที่สองทันที หากตำราเล่มใดเล่มหนึ่งบันทึกข้อมูลไว้ไม่เหมือนกัน เขาก็จะทำเครื่องหมายกำกับเอาไว้เพื่อรอการพิสูจน์ด้วยตนเองในภายหลัง
ไม่นานนักสมุดเล่มที่สองของเหวินซานก็เริ่มเต็มไปด้วยตัวหนังสือ ทั้งคำอธิบายเพิ่มเติม ภาพร่างของสมุนไพร รวมถึงข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แม้แต่ตำราบางเล่มก็ไม่ได้กล่าวถึงไว้เลย
ความเงียบสงบในยามค่ำคืนภายในห้องพักเล็ก ๆ มักจะถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่เต็มไปด้วยความสงสัยของอาเหมียวอยู่เสมอ
"น้องเหวิน... เ้าบอกว่า 'หญ้าิญญาเหมันต์' กับ 'หญ้าเกล็ดั' มีลักษณะคล้ายกันมากจนแทบแยกไม่ออก ทำไมตอนหลอมโอสถผลลัพธ์ถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหวเล่า?" อาเหมียวเอียงคอถามพลางขยี้ตาที่เริ่มตกลง หลังจากโดนเหวินซานบังคับให้อ่านสรุปที่เขาเรียบเรียงไว้รอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้
เหวินซานที่กำลังฝนหมึกเพื่อบันทึกข้อสังเกตล่าสุดลงในสมุดเล่มที่สอง วางพู่กันลงอย่างใจเย็น เขาไม่ได้มองว่าคำถามของอาเหมียวเป็เื่น่ารำคาญ แต่กลับมองว่าเป็เครื่องมือวัดความเข้าใจของตนเองได้อย่างดีเยี่ยม
"นั่นเพราะตัวยาหลักภายในไม่ได้อยู่ที่ 'รูปลักษณ์' ภายนอก แต่อยู่ที่ 'ไอพลัง' ที่แฝงอยู่ในรากของมัน"
เหวินซานเปิดตำราสารานุกรมสมุนไพรไปที่หน้าที่มีภาพร่างด้วยลายเส้นละเอียดอ่อนของเขาเอง ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปยังจุดเล็ก ๆ ที่เขาวาดวงกลมกำกับไว้
"ดูตรงนี้สิ ข้าเคยลองทดสอบแล้ว หญ้าิญญาเหมันต์จะมีเส้นสีเงินจาง ๆ ที่โคนต้น ซึ่งจะเรืองแสงขึ้นเมื่อัักับความร้อน แต่หญ้าเกล็ดัจะมีผิวััที่หยาบกว่าเท่านั้น" เขามองสบตาอาเหมียวด้วยแววตาที่มุ่งมั่น "เ้าลองอ่านสรุปหน้าที่สิบสองที่ข้าทำไว้ดูอีกรอบสิ แล้วบอกข้าทีว่าหากต้องเพิ่มสรรพคุณการรักษาพิษ ควรเลือกใช้อย่างใดแทนกันได้บ้าง?"
อาเหมียวทำหน้ามุ่ย แต่ก็ยอมคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาอ่านอย่างตั้งใจ
การตั้งคำถามที่แหลมคมของอาเหมียว มักจะจี้จุดในส่วนที่เขาเองก็ยังไม่เคยนึกถึง หรือเป็ส่วนที่ตำราไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน ทำให้เหวินซานต้องกลับไปขบคิดและทดสอบด้วยตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คืนนั้นเหวินซานแทบไม่ได้นอน เพราะคำถามง่าย ๆ ของอาเหมียวเื่ "การสกัดแก่นแท้ของสมุนไพร" ทำให้เขามองเห็นวิธีการใหม่ในการปรับปรุงสูตรโอสถเดิมของเขาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกขั้น
คืนหนึ่งอาเหมียวนั่งหน้าเตาหลอมด้วยท่าทางมุ่งมั่น แต่ไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังสนั่น
ปัง!
ฝาเตาหลอมปลิวหลุดออกมาพร้อมกับควันสีดำที่พวยพุ่งกระจายไปทั่วทั้งห้อง อาเหมียวที่มีใบหน้าเลอะเทอะไปด้วยคราบเขม่าดำปี๋นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เหวินซานที่มองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ กับสภาพของสหาย
"คราวนี้เพลิงแรงเกินไป" อาเหมียวบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดพลางเช็ดหน้า "ข้าเกลียดเตาหลอมที่สุด"
ความพยายามของอาเหมียวไม่ได้หยุดเท่านั้น อีกคืนต่อมาเขาก็ลงมือหลอมโอสถอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงจบลงด้วยความล้มเหลวเฉกเช่นเคย ไม่ต่างจากอีกหลายคืนหลังจากนั้นที่เขายังคงเผชิญกับความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งในคืนหนึ่ง อาเหมียวก็ทำสำเร็จ โอสถเม็ดสีดำสนิทปรากฎอยู่เบื้องหน้า อาเหมียวดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา เหวินซานหยิบโอสถขึ้นมาพินิจดูแล้วกล่าวสั้น ๆ ว่า "ยังใช้ได้" อาเหมียวจึงยิ้มกว้างตอบกลับไปว่า "อย่างน้อยก็ไม่ะเิแล้ว" ก่อนที่ทั้งสองคนจะหัวเราะให้แก่กัน
หลายวันผ่านไปอย่างรวดเร็วภายใต้การฝึกฝนที่ไม่เคยหยุดพัก ในที่สุด วันสอบเลื่อนระดับศิษย์ก็มาถึง ก่อนรุ่งสาง เสียงระฆังสามครั้งดังก้องไปทั่วสำนัก
กัง... กัง... กัง…
ศิษย์รับใช้ทุกคนต่างสวมชุดพิธีของสำนัก เดินออกจากที่พักด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน บ้างตื่นเต้น บ้างกังวล บ้างเต็มไปด้วยความมั่นใจ อาเหมียวสูดลมหายใจลึก ก่อนหันมายิ้มให้เหวินซาน “น้องเหวิน... ในที่สุดก็มาถึงวันนี้” เหวินซานพยักหน้าเบา ๆ พลางยกสายตามองยอดเขาที่ตั้งของเขตศิษย์สายนอก