หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 ความตาย

            อาลู่เพิ่งจะลงมือฆ่าคน

            บนหลังยังคงแบกน้องสาว

            ก่อนจะเดินไปตรงหน้าชายชราแล้วดึงมีดออกจากร่างนั้น

            จากนั้นจึงบรรจงเช็ดมีดให้สะอาดดังเดิม

            ทุกขั้นตอนที่ลงมือนั้น มือของเด็กหนุ่มไม่สั่นแม้แต่น้อย

            ต่อมาอาลู่จึงลงมือปลดเชือกให้เด็กหนุ่มที่เพิ่งเป็นลมไป จากนั้นก็วางเขาลงบนพื้น แล้วจึงปลดเชือกให้เด็กหนุ่มอีกคนที่ยังดิ้นขลุกขลักอยู่แล้ววางเขาลงเช่นกัน

            เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งผ่านเหตุการณ์เป็นตายมาหยกๆ เสี่ยวอู่เมื่อลงมาถึงพื้นแล้ว ก็คลานไปข้างกายอาสวินทันที

            “อาสวิน เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มีคนมาช่วยพวกเราแล้วอาสวิน”

            เสี่ยวอู่ไม่กล้าเขย่าตัวอาสวิน เพียงคุกเข่าอยู่ข้างกาย แล้วร้องเรียกด้วยความเศร้าโศกเท่านั้น ทว่าแม้แต่จะเสียงดังเขาก็ยังไม่กล้า ด้วยกลัวว่าจะเป็นการดึงดูดคนอื่นให้มาที่นี่อีก

            อาลู่นั้นแท้จริงก็หวาดกลัวเช่นกัน

            ความจริงแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมือฆ่าคน

            เพียงแต่สายตาเขาดีนัก ยามเล็งจึงแม่นยำ ดังนั้นเพียงปามีดออกไป มีดนั้นก็ปักอยู่บนหัวใจของชายชราเสียแล้ว เพียงมีดเดียวเขาก็สิ้นลม

            เป็นเขาที่มาถึงก่อนชายชรา

            จึงได้ยินสิ่งที่เด็กสองคนพูดกัน

            อันที่จริงเขาไม่ได้ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นนัก แม้กระทั่งเห็นความรักที่พี่น้องสองคนนี้มีให้กัน เขาก็ยังไม่คิดจะลงมือช่วยเหลือ

            นี่คือรังโจรบนภูเขากระดูก

            ที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้มนุษย์มีน้ำใจ

            ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องหญ้าเหอจื่อ เขาก็พลันชะงักค้าง สองขาที่เดิมทีคิดจะเดินจากไปก็พลันต้องหยุดลง

            ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะบุ่มบ่ามเข้าไปช่วยสองคนนั้นทันที แต่กลับซุ่มดูอยู่ครู่หนึ่ง

            จวบจนเขาเห็นชายชรานั้นยกชามเลือดขึ้นจรดปากดื่ม เขาก็ปามีดออกไปทันที

            “ดื่มเลือดของตัวเจ้าเองเสีย” อาลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            เสี่ยวอู่รู้สึกอึ้งไปครู่หนึ่งก็จะยกชามเลือดขึ้น แล้วบีบปากอาสวินให้เปิดออก จากนั้นก็กรอกเลือดลงไปในปากเขาเสีย

            อาลู่อยากจะกล่าวว่าผู้ที่ดื่มเลือดมนุษย์นั้น ย่อมไม่นับว่าเป็นคนอีกแล้ว

            ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่ม สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทัดทานอะไร

            “ยังเดินได้หรือไม่”

            เสี่ยวอู่พยักหน้าตอบแรงๆ

            แม้เขาจะรู้สึกว่าร่างกายไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ทว่าก็ยังพยายามบังคับตัวเอง ความยินดีในขณะนี้นั้นช่างทำให้เขาฮึกเหิมนัก

            เขาฝืนกายลงไปอุ้มอาสวินขึ้นมาแบก ร่างกายยามยืนขึ้นจึงเซเล็กน้อย

            ยามนั้นเขาจึงได้เห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังลากชายหลังค่อมที่นอนแผ่อยู่บนพื้น เดินออกไปทางปากถ้ำ

            เสี่ยวอู่จึงแบกอาสวินเดินตามเด็กหนุ่มไป

            อาสวินสลบไปเสียแล้ว ทว่ายังไม่ตาย เขายังได้ยินเสียงหัวใจอาสวินเต้น แม้มันจะแผ่วเบาเหลือเกิน

            กระนั้นสิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดนั้น แท้จริงคือการไปจากถ้ำแห่งนี้

            เมื่อเดินมาจนมีแสงตะวันสาดส่องลงมารำไร

            หัวใจของเด็กหนุ่มก็พลันบีบเกร็ง

            ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่เขาและอาสวินอาศัยอยู่แต่เพียงในถ้ำแห่งนี้ นั่งมองดวงตะวันขึ้นเหนือขอบฟ้าจวบจนมันลับหายไป มองต้นหญ้างอกงามจนมันโรยราเป็นสีทองไปทั้งทุ่ง

            เมื่อก่อนยามออกมาจากถ้ำ พวกเขาก็ต้องรอให้ถึงพลบค่ำ จึงจะแอบออกมาเงียบๆ

            บัดนี้เขากำลังเดินตามหลังเด็กหนุ่มอยู่ แดดที่ส่องมาก็ช่างเจิดจ้าเหลือเกิน

            เขาไม่กล้าแบกอาสวินกลับเข้าไปในถ้ำ

            แม้แต่ตาเฒ่าหลิวยังไล่ล่าพวกเขาเช่นนี้ คนอื่นๆ ในถ้ำไม่นานก็คงทำตามเช่นกัน

            อาหารนั้นนานวันก็ยิ่งน้อยลงจนพวกเขากลับกลายเป็นอาหารเสียเอง

            พี่ชายของเจ้าทารกนั่นร้ายกาจนัก

            ตอนจัดการตาเฒ่าหลิว เขาใช้เวลาเพียงสองชั่วอึดใจเท่านั้น

            เมื่อเขามองเจ้าทารกบนหลังเด็กหนุ่ม ในใจก็พลันรู้สึกผ่อนคลาย

            คนคนหนึ่งสามารถเลี้ยงดูทารกน้อยให้เติบโตได้เช่นนี้ คงไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายอะไรนัก

            ต่อมาเขาก็เห็นเด็กหนุ่มลากตาแก่หลิวไปจนถึงสระกระดูก จากนั้นก็โยนร่างของชายชราลงไปในสระกระดูกด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

            อาลู่มองสองมือที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าของตน ที่แท้มันก็รู้สึกเช่นนี้นี่เอง ในหัวของเด็กหนุ่มพลันมีภาพของนายท่านสามผุดขึ้นมา

            เสี่ยวอู่ที่ยืนมองก็ตัวสั่นราวกับลูกนก ขาทั้งสองข้างพลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินตามเด็กหนุ่มต่อ

            เมื่อมาถึงด้านนอกก็พบว่าแสงแดดนั้นช่างทำให้แสบตานัก

            ในคราแรกนั้นใบหน้าเด็กหนุ่มของเสี่ยวอู่นองไปด้วยน้ำตาเต็มหน้า ดวงตาทั้งสองข้างรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ในใจก็คิดขึ้นว่า โชคดีที่อาสวินสลบไปเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาคงจะปวดตาเช่นกัน

            เสี่ยวอู่เดินตามเด็กหนุ่มด้านหน้าตนไปอีกพักใหญ่

            สำหรับเขา ช่วงเวลาที่เดินอยู่ราวกับมันช่างยืดยาวไม่จบสิ้น

            ทันใดเขาก็ได้กลิ่นของลมโชยมา ไม่ใช่กลิ่นสาบเก่า เป็นกลิ่นหอมสดใหม่ของหญ้า

            เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของแสงแดด เขาไม่ได้รู้สึกร้อนเลยสักนิด มันช่างทำให้ร่างกายรู้สึกปลอดโปร่งเหลือเกิน รู้สึกสบายกายเสียจนอยากตะโกนออกมาดังๆ

            ณ ขณะนั้น เสี่ยวอู่เพิ่งจะค้นพบว่าความฝันของตนช่างสามัญนัก เขาต้องการแค่ทุ่งหญ้าสักแห่งที่เขาสามารถนอนอาบแดดได้โดยไม่มีใครมาลอบฆ่า สามารถกินอิ่มนอนหลับได้ทุกมื้อ

            ภาพฝันเช่นนี้แค่คิดออกมาก็รู้สึกว่ามันช่างงดงาม

            เขาได้ยินเด็กหนุ่มคุยกับทารกน้อยบนหลัง

            “น้องสาวเจ้าไม่ต้องกลัวไป พี่ชายร้องเพลงให้เจ้าฟังดีหรือไม่”

            “ดี”

            “ปอ ตัว ฮา หลู่ จิ้น จือ ซี เยี่ยน......”

            เสี่ยวอู่ไม่เคยได้ยินเพลงเช่นนี้ เนื้อเพลงช่างเข้าใจยากราวกับกำลังร่ายกลอนก็ไม่ปาน

            แม้ว่าเสียงแหบแห้งของเด็กหนุ่มที่เปล่งออกมาจะฟังดูแข็งทื่อ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับทำให้ใจเขารู้สึกสงบอย่างประหลาด จึงเร่งจ้ำอ้าวตามหลังเด็กหนุ่มไป

            ในที่สุดเขาก็มองเห็นม้า ซ้ำยังมีหลายตัวกระทั่งเห็นเป็นฝูง 

            เขายังเห็นกระท่อมอีกด้วย กระท่อมนั้นมีหลังคา ด้านหลังยังมีกระท่อมไม้เล็กๆ อีกหลัง

            เมื่อเงยไปยังเห็นนกอีกตัวหนึ่ง เจ้านกนั้นช่างมโหฬารนัก

            เพียงพริบตา เสี่ยวอู่คิดว่าตัวเองคงตายแล้วเป็นแน่ บัดนี้เขาคงไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์อีกแล้ว

            เขาเดินตามเข้าไปในกระท่อมไม้หลังนั้น เพียงครู่เดียวร่างกายก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น

            หัวใจที่ราวกับแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ค่อยๆ ผ่านคลายลงเช่นกัน

            ด้านนอกนั้นแสงจ้าเกินไป แม้เขาจะรู้สึกตื่นเต้น แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่คุ้นเคยนัก

            ทว่าบรรยากาศในกระท่อมนี้นับว่าไม่เลว

            กำแพงสี่ด้านล้อมรอบ บนหน้าต่างมีหลังคามุงอยู่

            เสี่ยวอู่วางอาสวินลงข้างกองไฟ ส่วนตัวเขาเองนั่งพิงกำแพงอยู่ด้านข้าง ส่วนตำแหน่งที่เขาเลือกที่จะนั่งลงนั้นก็ยังเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้ประตูมากที่สุด เผื่อว่าหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ก็จะได้หนีไปได้ทันท่วงที

            อาลู่ไม่ได้กล่าวอะไร

            เพียงมองเจ้าเด็กหนุ่มนั่งอยู่ข้างประตู ก็รู้สึกว่าท่าทีนั้นช่างดูคล้ายกับเขาในอดีตเหลือเกิน

            เขาวางน้องสาวลง แล้วนำสมุนไพรออกมา

            บนพื้นมีเด็กหนุ่มอีกคนนอนอยู่ ผิวพรรณของเจ้าเด็กนี่ช่างขาวผ่อง เมื่อมองเทียบกับน้องสาวตนแล้ว ก็ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

            น้องสาวของเขาออกจะผิวคล้ำไปเสียหน่อย ส่วนเจ้าเด็กหนุ่มนี่ก็ขาวราวกับเผือก ขาวจนแทบจะโปร่งแสง ซ้ำยังผอมกะหร่อง โดยเฉพาะขาทั้งสองข้างนั้น ผอมแห้งราวกับวัชพืชเหี่ยวๆ จนทำให้มองแล้วแปลกๆ พิกล ใบหน้าของเจ้าเด็กหนุ่มก็ซูบตอบ ทว่าใบหูทั้งสองข้างของเขานั้นกลับใหญ่โตนัก

            อาลู่ยามพินิจใบหน้าของเด็กหนุ่มก็รู้สึกสนเท่ห์ไปครู่หนึ่ง

            ทว่าเขานั้นไม่ใช่อาลู่ เด็กชายที่เพิ่งขึ้นมาอยู่บนเขาแห่งนี้อีกแล้ว บัดนี้เขาคิดอ่านสิ่งใดก็ล้วนไม่แสดงออกออกมาโดยง่าย

            เขาค่อยๆ จัดการทำแผลให้เด็กหนุ่มอย่างคล่องแคล่ว

            เสี่ยวอู่นั่งมองอยู่ด้านข้างด้วยความกังวล เห็นเด็กหนุ่มหยิบสมุนไพรขึ้นมาใส่ปากแล้วเคี้ยวทันที.....

            “กินไม่ได้นะ มันมีพิษ” เสี่ยวอู่โพล่งออกมาด้วยความร้อนรน

            เด็กหนุ่มขมวดคิ้วทีหนึ่งก่อนจะคายสมุนไพรออกมา แล้วยื่นก้อนสมุนไพรที่ยังมีน้ำลายเปรอะอยู่ให้เขา

            จากนั้นเด็กหนุ่มจึงใช้สมุนไพรที่ยังเลอะน้ำลายนั้น ทาลงบนแผลให้อาสวิน

            เมื่อถึงตาเขา เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ

            “ร่างกายข้ายังดีอยู่ ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลือง เดี๋ยวก็หายเองได้”

            อาลู่มองท่าทางของเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงลงมือกดตัวเด็กหนุ่มไว้ราวกับกดหัวลูกไก่ก็ไม่ปาน

            จากนั้นก็พลิกตัวเขาให้หันหลัง

            พบว่าบนหลังของเด็กหนุ่มมีแผลยาวอยู่แผลหนึ่ง ปากแผลนั้นเปรอะไปด้วยเลือดสีแดง ดูแล้วคล้ายกับริมฝีปากคนที่กำลังอ้าออก

            เสี่ยวอู่พยายามขัดขืน ทว่าเด็กหนุ่มบนหลังตนก็ยังคงโยนสมุนไพรเข้าปาก แล้วคายออกมา จากนั้นจึงทาลงหลังเขา ทันใดเขาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่าน

            ท่าทีขัดขืนของเสี่ยวอู่จึงค่อยๆ อ่อนลง

            นี่เป็นครั้งแรกทีเขาโดนกดลงกับพื้น แต่กลับรู้สึกมีความสุขนัก

            ซ้ำยังได้ทายาอีกด้วย

            ต่อมาอาลู่จึงเริ่มลงมือทำอาหาร เขายังคงทำน้ำแกงหมั่นโถวข้นๆ พร้อมใส่เนื้อแห้งลงไปนิดหน่อย เมื่อคิดไปคิดมา เขาก็ตัดสินใจเดินไปยังแปลงผักด้านหลังแล้วเด็ดผักมาหัวหนึ่งก็โยนใส่ลงไปในหม้อ แล้วจึงใส่น้ำเพิ่มอีกถ้วยใหญ่ ทำให้น้ำแกงนั้นดูเต็มหม้อขึ้นทันตา

            เสี่ยวอู่ตั้งแต่เห็นอาลู่หยิบหมั่นโถวออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็ไม่อาจละสายตาไปภาพตรงหน้าได้

            เฉินโย่วน้อยนั้นเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นอีกแล้ว ร่างน้อยๆ จึงพิงร่างของอาสวินแล้วหลับไป

            เสี่ยวอู่ยังคงทำตาโตจ้องหม้อตรงหน้าตน ราวกับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ยอมละสายตา

            ด้วยกลัวว่าตนจะหลับไป จึงเอาแต่พล่ามเลื่อนเปื้อนไม่หยุด

            “ข้ามีนามว่าเสี่ยวอู่ เขามีนามว่าอาสวิน พวกข้ามิใช่พี่น้องแท้ๆ เพียงแต่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันจนนับว่าเป็นพี่น้องกัน”

            “อาสวินนั้นปราดเปรื่องนัก ทว่าร่างกายอ่อนแอไปสักหน่อย ส่วนข้านั้นไม่นับว่าฉลาดนัก แต่ข้านั้นแข็งแรง จึงสามารถแบกเขาไหว”

            อาลู่คนน้ำแกงในหม้อต่อ ไม่ได้เงยหน้ามอง

            หมั่นโถวและผักในหม้อเริ่มเปื่อยจนเป็นเนื้อเดียวกัน สีเขียวอ่อนๆ ในหม้อนั้นดูแล้วช่างน่ากินนัก

            เมื่ออาลู่เงยหน้าขึ้น ก็เห็นทั้งสามคนนอนรวมกันเป็นก้อนกลม

            น้องสาวของเขาที่นอนแผ่อยู่ตรงกลางนั้น มีเสียงกรนเบาๆ ดังขึ้น

            “ข้ามีนามว่าอาลู่ ส่วนนางมีนามว่าเฉินโย่ว พวกเราเองก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ เพียงผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันจนนับว่าเป็นพี่น้องกัน” อาลู่เอ่ยตอบเสียงเบา

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน