บรรยากาศในห้องสมุด่บ่ายเงียบสงัดจนฉันได้ยินเสียงปลายปากกาของใครบางคนที่นั่งอยู่ไกลๆ มันควรเป็่เวลาที่ฉันรู้สึกโล่งใจหลังจากสอบเสร็จ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอึดอัดแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
ฉันถือโพสต์อิทในมือ มันเป็ลายมือของพี่โยที่เคยเขียนชื่อหนังสือกับหมวดหมู่ไว้ให้เมื่อตอนเจอเขาครั้งแรก
เท้าเหมือนพาฉันเดินมาเองโดยไม่ได้คิดก่อนจะเดินมาหยุดตรงโซนลึกด้านในตรงมุมที่คุ้นตา
ที่ตรงนี้ ที่ๆ ฉันกับพี่โยเคย…
ฉันสะบัดหน้าเบาๆ รีบไล่ความคิดพวกนั้นออกไป แต่เหมือนว่ามันจะไม่ยอมหลุดสักที
กลิ่นหอมจากเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขา เสียงลมหายใจร้อนๆ ข้างหู มือที่ััลงมาอย่างอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด น้ำเสียงเซ็กซี่ที่ยังคงตราตรึงอยู่ทุกวันนี้
ทุกอย่างมันยังติดอยู่ในความรู้สึกฉันแบบชัดเจนจนหายใจไม่ทั่วท้อง
สะบัดหัวไล่ความคิดอีกรอบ พยายามตั้งสมาธิกับชั้นหนังสือ
"หาไม่เจอเหรอ"
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลังทำเอาหัวใจฉันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ฉันหันขวับไปตามสัญชาตญาณ
พบว่าเป็พี่โยยืนพิงชั้นหนังสือส่งยิ้มบางๆ แบบที่ฉันไม่เคยไว้ใจได้เลยสักครั้ง เขามองฉันด้งยสายตาที่เหมือนรู้อยู่แล้วว่าฉันจะโผล่มาตรงนี้
“พี่มาั้แ่เมื่อไหร่คะ” ฉันถามเสียงเบา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็เด็กโง่ๆ ที่เดินเข้ากับดักเต็มๆ
“ก็ั้แ่เราก้มหน้าหาหนังสือแล้วไม่รู้ตัวนั่นแหละ”
เขาตอบด้วยรอยยิ้มที่กวนประสาทที่สุดบนโลกก่อนจะเหลือบตามองรอบๆ มุมที่เรายืนอยู่
“ตรงนี้มันคุ้นดีเนอะ” เขาพูดแบบไม่รีบร้อนเหมือนจะชวนคุยธรรมดา แต่ฉันรู้…ฉันรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร
“เคยมีคนบอกว่ามุมที่เงียบที่สุดเหมาะกับการอ่านหนังสือ” พี่โยเดินผ่านหน้าฉันไปก่อนจะไปนั่งลงที่โซฟาตรงมุมห้องที่คุ้นเคย “หรือไม่ก็ทำอย่างอื่น ว่างั้นมั้ย”
ฉันเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินคำนั้นหน้าเริ่มร้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ รอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่อ่านไม่ออก
"พี่อย่าพูดแบบนี้สิ" มันเขินแปลกๆ นะ
“หืม? แบบไหนเหรอ แบบที่ทำให้หน้าแดงน่ะเหรอ”
เขายิ้มอีกแล้ว ยิ้มแบบที่ฉันอยากเอาหนังสือฟาดหน้าเขาสักที แต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนนิ่ง
ไม่อยู่ล่ะ ฉันว่าฉันหนีดีกว่า กำลังจะหันหนีแต่จู่ๆ ขาทั้งสองข้างก็ชะงักกับคำพูดของเขา
“เสียใจจัง แค่นี้ก็หนีกันแล้ว ทีคนอื่นสนุกกันบ่อยเชียว สงสัยลุงรหัสคนนี้จะน่าเบื่อเกินไปสินะ”
ฉันกัดปากแน่นพยายามกลั้นความรู้สึกที่ตีวนอยู่ในอกก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองพี่โยที่นั่งเท้าคางอยู่บนโซฟาตรงมุมห้อง
แสงแดดอ่อนๆ จากหน้าต่างด้านข้างสาดกระทบเข้าที่ใบหน้าของเขาพาให้เงาบางๆ พาดผ่านแนวกรามและสันจมูกอย่างพอดิบพอดี
ดวงตาคู่นั้นมันดูอ่อนลงกว่าทุกครั้ง เป็สีน้ำตาลอ่อนที่สะท้อนแสงจนแทบมองทะลุเข้ามาในใจ แต่ในความอ่อนนั้นมันกลับแฝงรอยยิ้มเ้าเล่ห์เอาไว้เต็มเปี่ยม
เขาดูเหมือนตัวร้ายที่รู้ว่าตัวเองกำลังคุมเกมอยู่ทุกอย่าง และนั่นทำให้ฉันไม่รู้จะวางตัวยังไงดี
“เอ่อ...หนูขอตัวก่อนนะคะ” ฉันทำท่าจะหมุนตัวกลับ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาพี่โยก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ที่เหมือนเอ่ยชวนคุยธรรมดาแต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่ธรรมดาเลย
“อยู่เป็เพื่อนกันก่อนสิ”
คำพูดนั้นตามมาด้วยสีหน้าแบบเดิม ยิ้มมุมปากเล็กๆ ที่แสนจะน่าหมั่นไส้แต่ก็ทำให้ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ได้อย่างง่ายดาย
“แต่-”
“นะครับ”
ฉันไม่กล้าปฏิเสธ
น้ำเสียงหวานทรงเสน่ห์ที่กำลังสะกดฉันทำเอาไม่กล้าปฏิเสธเลย
ขาเหมือนขยับเองโดยไม่ผ่านสมอง เดินไปนั่งลงช้าๆ ที่ตรงอีกด้านของโซฟาโดยไม่พูดอะไร แต่เสียงหัวใจของฉันดังโครมครามอยู่ข้างใน
พี่โยยังคงเท้าคางอยู่แบบนั้นสายตาเขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีแสงแดดลอดผ่านม่านบางๆ
“วันนั้นเราเจอกันได้ยังไงนะ”
“พี่นัดหนูให้มาเอาหนังสือ” ฉันตอบในจังหวะที่เสียงตัวเองสั่นน้อยๆ พร้อมกับก้มมองขาของตัวเองราวกับกำลังหาที่ให้คลายอึดอัด “ฝนก็ตกพอดี…เลยกลับไม่ได้”
เขาเงียบไปนิดหน่อยก่อนจะหัวเราะเบาๆ “อืม…ใช่”
พี่โยหันกลับมามองฉันดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นแฝงอะไรบางอย่าง “แล้วอะไรอีกนะ”
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ไม่กล้ามองหน้าเขา “ก็…”
ไม่กล้าจะตอบออกไปคงเพราะไอ้ตอบนั่นที่เขาถามนั่นมันดันเป็คำตอบที่น่าอายสุดๆ ไปเลย
เสียงนาฬิกาในห้องสมุดเดินช้าอย่างไร้เสียง ผู้คนเริ่มบางตาจนรู้สึกเหมือนทั้งห้องนี้มีแค่เราสองคน พี่โยยังคงนั่งเอนหลังเท้าคางอยู่แบบนั้น เขาหันมามองฉันช้าๆ แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่เ้าเล่ห์ แต่มันร้อนแรงจนฉันรู้สึกได้ว่าลมหายใจตัวเองเริ่มติดขัดแล้ว
“มานั่งตรงนี้สิ” เขาตบเบาะโซฟาข้างตัวเองเบาๆ พร้อมกับเลิกคิ้วนิดหน่อยเหมือนกำลังท้า
“ตรงนี้ก็ดีอยู่แล้วค่ะ” ฉันตอบพยายามประคองเสียงให้มั่นคงแต่รู้ดีว่าตอนนี้หน้าตัวเองร้อนแค่ไหน
ก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรเขาโน้มตัวเข้ามาชิด จนไหล่แทบจะัักันพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มือข้างหนึ่งวางบนพนักโซฟาหลังฉัน อีกข้างเอื้อมมาสะกิดปลายคางเบาๆ แล้วดันให้ฉันเงยหน้าขึ้น
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะหืม? กลัวพี่หรอคะ” เขากระซิบข้างหู ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอฉันจนขนลุกซู่
“อึ่ก!” เสียงฉันสั่นจนแทบไม่ได้ยินตัวเอง “หรือว่ากลัวพี่จะทำแบบวันนั้นอีกรอบ” ฉันเบิกตากว้าง แต่เขาไม่ปล่อยให้ฉันพูดอะไร
ปลายนิ้วไล้ผ่านแนวกรามจนถึงติ่งหู แล้วเขาก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเฉียดกันเพียงเสี้ยว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาตีขึ้นปะทะประสาทััทุกอย่างของฉัน
“รู้มั้ย ั้แ่วันนั้นที่เรามีเซ็กส์กัน…พี่ก็ไม่เคยลืมผัสเราเลยนะ” ฉันเผลอกลืนน้ำลายอย่างฝืดๆ รู้สึกเหมือนตัวเองหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาเหมือนรู้ว่าจุดอ่อนของฉันคืออะไร และตอนนี้เขากำลังเล่นกับจุดอ่อนของฉันอยู่ แต่ดันเล่นเยอะเกินไปเนี่ยสิ
พี่โยค่อยๆ เลื่อนมือจากพนักโซฟามาแตะที่ต้นขาฉัน ปลายนิ้วกดเบาๆ แล้วลากขึ้นช้าๆ อย่างจงใจจนฉันสะดุ้งและเอื้อมมือไปจับข้อมือเขาไว้ทันที
“พะ–พี่โย อย่าแบบนี้” แต่เขาเพียงเอียงคอ มองฉันด้วยแววตาเร้าอารมณ์จนแทบละลาย “แน่ใจหรอว่าไม่ให้พี่ทำ”
ฉันเม้มปากแน่น ใจเต้นดังรัวไม่เป็จังหวะ ทุกอย่างมันแปลกเกินไป ล้ำเกินไป แต่แปลกที่ฉันกลับไม่อยากผลักเขาออกไปเลย อยากให้เขาทำต่อ หยอกล้อกับฉันต่อ เหมือนแบบวันนั้น
ฉันยังคงจับข้อมือของเขาไว้แน่น แม้ปลายนิ้วของเขาจะหยุดนิ่งแต่ััร้อน ๆ นั่นยังแผ่ซ่านอยู่บนผิวเนื้อจนฉันแทบหายใจไม่ออก
“แน่ใจเหรอ?” เสียงเขานุ่ม แต่เต็มไปด้วยแรงกดที่ทำให้หัวใจฉันเต้นถี่ “ไม่คิดถึงพี่เลยเหรอ?”
“พะ–พี่โย” ฉันเรียกชื่อเขาอย่างลนลาน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมในดวงตาคู่นั้นที่กำลังจ้องลึกเข้ามาแบบไม่ให้ที่ว่างจะหลบ
เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด อีกนิดเดียวจนหน้าผากแทบจะชนกันแล้ว เสียงลมหายใจเราสองคนปะทะกันกลางอากาศที่ร้อนขึ้นทุกที
ไม่ไหว แบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ ฉันว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง
“ใจเราน่ะ มันเต้นแรงมากเลยรู้ไหม” เขากระซิบเบาๆ นิ้วเรียวยกขึ้นแตะตรงกลางอกเหมือนจะฟังจังหวะที่กำลังเต้นจนโครมครามอยู่ข้างใน “เหมือนตอนนั้นไม่มีผิดเลยนะ”
ฉันกำลังจะแย้งแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ร่างของเขาก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดจนฉันถอยหลังไปชนพนักโซฟา เขายกมืออีกข้างขึ้นท้าวข้างตัวฉันพอดิบพอดี ร่างกายของเขาโอบล้อมฉันไว้โดยไม่แตะต้องสักนิดแต่กลับรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการไว้หมดทั้งตัว
“พี่คิดถึงเรานะ คิดถึงมากๆ…” เสียงเขาทุ้มต่ำขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากคลอเคลียใกล้ใบหู
เขาโน้มลงช้า ๆ ปลายจมูกลากผ่านข้างแก้ม ไล่ลงมาจนถึงขากรรไกรและหยุดอยู่ตรงริมฝีปากฉัน ใกล้จนแค่หายใจเข้าแรง ๆ ก็คงแตะกันได้
“พี่คิดถึงรสััของเรา คิดถึงเสียงครางนั่น ที่พี่เป็คนได้ยินแค่คนเดียว” คำพูดของเขาทำเอาฉันสะดุ้ง ลมหายใจติดขัดราวกับถูกกระชากิญญา
“พี่โย…ยะ-อย่า…”
“ทำไมล่ะ?” เขาเลียริมฝีปากตัวเองเบา ๆ แล้วเอียงคอมองฉัน “กลัวพี่จะทำให้เธอเผลอครางแบบคราวนั้นอีกเหรอ”
ฉันกัดริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าถ้าเขายังพูดต่ออีกนิดเดียวฉันคงหมดแรงต้านจริง ๆ
มือของเขาขยับอีกครั้ง ลากปลายนิ้วช้าๆ จากต้นขาขึ้นมาตามแนวเอวก่อนจะหยุดลงตรงใต้ราวอกอย่างจงใจ นิ้วโป้งเขากดเบาๆ ผ่านเนื้อผ้าบางๆ ที่กำลังสะท้อนทุกจังหวะหัวใจของฉัน
“หนูไม่ได้อยากให้พี่ทำ…ใช่ไหม?” เขาถามซ้ำแต่คราวนี้นิ้วกดแรงขึ้นเล็กน้อย
“อึก”
“แต่ร่างกายมันซื่อสัตย์เสมอ” เขายิ้มบางก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากฉันเบาๆ หนึ่งครั้ง ััสั้นๆ แต่วูบวาบจนน่ากลัว
ฉันได้แต่หลับตาแน่นมือยังจับข้อมือเขาไว้ แต่แรงบีบกลับอ่อนลงเรื่อยๆ
“พี่จะไม่ฝืน” เขากระซิบชิดริมฝีปาก “แต่ถ้าหนูไม่ห้ามตอนนี้ พี่จะไม่หยุดแล้วนะ”
เสียงนาฬิกาในห้องสมุดเดินช้าเหมือนหยุดนิ่ง
ฉันไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ขยับตัวและไม่ได้ผลักเขาออกไป แต่มันกลับโหยหามากกว่า
ริมฝีปากของเขาทาบลงมาอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่จูบเบาๆ เหมือนเมื่อครู่ แต่หนักหน่วงและแแ่จนฉันแทบหายใจไม่ทัน ลิ้นของเขาไล้ชิมความร้อนรุ่มจากริมฝีปากล่างของฉันก่อนจะรุกล้ำเข้ามาข้างในอย่างมั่นคงและคุ้นเคย
ฉันควรจะผลักเขาออกสิ ควรจะหยุดทุกอย่างตรงนี้ ไม่ใช่เลื่อนไปโอบรอบต้นคอแบบนี้
เขากอดฉันแน่นขึ้นร่างของเราแนบสนิทจนไม่มีช่องว่าง มือข้างหนึ่งของเขารั้งเอวฉันไว้แน่นส่วนอีกข้างก็เลื่อนขึ้นมาโอบผ่านแผ่นหลังฉันแล้วไล้ขึ้นไปจนถึงต้นคอ
ทุกััร้อนวาบและชัดเจนเกินไป กลิ่นกายของเขา กลิ่นของหนังสือเก่า เสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่มันพาฉันย้อนกลับไปยังวันนั้น วันที่เรามีอะไรกันครั้งแรก
เสื้อของฉันถูกปลดกระดุมลงทีละเม็ด มือของเขาแม่นยำและมั่นคงจนน่ากลัว เหมือนร่างกายของฉันเป็สมุดเล่มเก่าที่เขาเคยอ่านจนขึ้นใจ
“เหมือนเดิมเลย…” เขาพึมพำพร้อมก้มลงขบเม้มไหล่ฉัน “ผิวยังหอมเหมือนเดิม ร้อนเหมือนเดิม แล้วก็ยังสั่นทุกครั้งที่พี่แตะเหมือนเดิม”
“อื้อ!” ฉันหอบเบาๆ พยายามดันหน้าอกเขาไว้แต่ปลายนิ้วกลับเกร็งแน่นบนอกของเขาเอง
เขายิ้มมุมปากยกขึ้นอย่างผู้ชนะ “แต่หนูก็ยังยอมให้พี่เหมือนเดิม ใช่ไหม?”
ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามนั่น
มือของเขาเลื่อนเข้าใต้เสื้อ ลูบผ่านผิวกายที่สั่นระริกจนฉันต้องกัดริมฝีปากกลั้นเสียงเอาไว้ ริมฝีปากของเขาไล่จูบลงมาเรื่อยๆ จนถึงเนินอกที่กระเพื่อมตามจังหวะหายใจ มือข้างหนึ่งคลี่เสื้อในฉันออกช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมามันอย่างอดกลั้นมานาน
“อืม…” เสียงครางในลำคอของเขาทำให้ฉันแทบละลาย ฉันเผลอกำเสื้อเขาแน่น ในขณะที่ลมหายใจของตัวเองเริ่มหลุดเป็เสียง
เขาผละออกขึ้นมาจ้องหน้าฉัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเพลิงร้อนและแรงปรารถนาที่สามารถหลอมละลายฉันได้ทุกเมื่อ
“ถ้าจะหยุด ก็ต้องตอนนี้” เขาบอกเสียงเบา กดหน้าผากแนบกับหน้าผากฉัน “แต่ถ้าหนูไม่หยุด…มันก็จะเหมือนแบบวันนั้น”
ฉันเงียบอยู่กับความคิดตัวเอง เหลือบมองรุ่นพี่ตรงหน้าที่กำลังยิ้มเยาะราวกับกำลังล้อเล่นกับหัวใจน้อยๆ ของฉันอยู่
“โอเค พี่ได้คำตอบล่ะ” จู่ๆ พี่โยก็ดึงผละหน้าออกกับรอยยิ้มแสนเ้าเล่ห์ที่หายไปในพริบตาทำเอาหัวใจฉันหล่นวูบ
“ถ้าเราไม่ชอบก็ไม่เป็ไร พี่ผิดเองแหละที่ไปแกล้งเรา ขอโทษด้วยนะ”
ฉันได้แต่ก้มหน้าหลบตาเขา มือข้างหนึ่งกำชายกระโปรงไว้แน่น ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นเข้ามาในอกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ผสมปนเปกับความรู้สึกผิดบางอย่าง
ขอโทษ…
แค่คำพูดง่ายๆ ก็ยังพูดไม่ออก นี่ฉันเป็บ้าอะไรเนี่ย
“เฮ้อ…งั้นพี่ไปก่อนนะ”
พอเห็นว่าพี่โยทำท่าจะลุก ฉันตัดสินใจกลับคว้าคอเสื้อเขาแล้วดึงลงมาหา ริมฝีปากอุ่นแตะจูบเขาอย่างเร่งร้อน
เขานิ่งไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน ดวงตาคมแพรวพราวขึ้นทันตา
“ไม่อยากให้พี่ไปขนาดนั้นเลยหรอคะ”
รอยยิ้มเ้าเล่ห์กลับมาแล้ว แต่เดี๋ยวนะ ทำไมรู้สึกเหมือนหลอกเลย
เขากระซิบเบาๆ พลางเอื้อมมือมาคว้าคอฉันก่อนจะกดจูบกลับลงมาอย่างหนักแน่นกว่าเดิม ริมฝีปากของเขาเร่าร้อน เย้ายวน และจงใจลากให้อารมณ์ของฉันไหลตาม
พวกเราจูบกันอย่างลึกซึ้งจนร่างกายเริ่มเบียดชิดกันมากขึ้น ฉันเผลอส่งเสียงครางต่ำเมื่อปลายนิ้วของเขาไล้ผ่านแนวกรามลงมาที่ซอกคอ จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนวูบทั้งตัว หัวใจเต้นระรัวจนแทบควบคุมไม่อยู่ สติของฉันตอนนี้เริ่มเรือนรางเต็มทีแล้ว
้า…้าเขามากจริงๆ
มือของพี่โยเลื่อนต่ำลงอย่างช้าๆ ลูบผ่านแผ่นหลัง ไล้ผ่านส่วนเว้าโค้งก่อนจะโอบกระชับฉันเข้ามาแน่นขึ้นกว่าเดิม
“พี่โย” เสียงแ่พร่าแทบฟังไม่รู้เื่ ขณะที่ร่างทั้งร่างแทบละลายคาอ้อมแขนเขา
“ชู่ว…” เขากระซิบพลางกดจูบที่ลำคอไล่ขึ้นมาถึงปลายคางแล้วกลับมาประกบปากฉันอีกครั้ง คราวนี้ลึกซึ้งและรุนแรงจนรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน
แต่ทันทีที่ฉันเริ่มตอบสนองกลับไปอย่างเต็มที่และท่าทีของฉันบ่งบอกว่า ‘พร้อม’ แล้วจริงๆ
“คิดถึงพี่มั้ย” ฉันพยักหน้าตอบ
“มากมั้ยครับ” พยักหน้าตอบอีกรอบ
มุมปากของเขายกยิ้มราวกับพอใจกับคำตอบ
“พี่ก็คิดถึงเรานะ”
จังหวะเดียวกันเสียงของนาฬิกาก็ดังขึ้นทั่วห้องสมุด มันกำลังตีบอกเวลา 6 โมงเย็นที่เป็เวลาปิดของห้องสมุด
“หมดเวลาแล้วสิ เฮ้อ…กำลังสนุกอยู่เลย”
พี่โยช้อนตามองฉันแวบหนึ่ง ใบหน้าเ้าเล่ห์นั้นหุบยิ้มลงอย่างน่าหมั่นไส้แล้วขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ฉันนั่งนิ่ง มือที่กำแน่นอยู่ข้างกระโปรงสั่นน้อยๆ อะไรกันเนี่ย หมายความว่าไง ฉันถูกเขาปั่นหัวหรอ
“พี่โย…” เสียงฉันหลุดออกมาเบาแค่ลมหายใจแทบไม่รู้ว่าตัวเองเรียกเขาไว้ทำไม
“ไว้วันไหนเรา ‘พร้อม’ จริงๆ ค่อยว่ามากันอีกที” เขาก้มลงมากระซิบข้างหูน้ำเสียงนุ่มลึกชวนขนลุก “เพราะจะได้ ‘เอา’ ให้ได้เต็มที่แบบไม่ต้องฝืนแบบครั้งนี้”
ริมฝีปากเขาเฉียดแก้มฉันแ่เบาไม่ถึงกับหอม แต่ใกล้พอให้หัวใจเต้นสะท้าน แล้วเขาก็ผละออกก้าวถอยหลังราวกับคนที่ควบคุมทุกอย่างไว้หมดแล้ว
“อ่านหนังสือให้จบนะเด็กดี อย่าทำสายตาแบบนั้นใส่ใครมั่วๆ ล่ะ เดี๋ยวใจเขาจะไม่อยู่ที่หนังสือ”
พูดจบพี่โยก็หมุนตัวเดินออกจากมุมห้องสมุดไป ทิ้งฉันไว้อย่างนั้นกับหัวใจที่สั่นไหวและร้อนวูบวาบจนไม่รู้จะทำยังไงต่อกับตัวเองดี
บ้าจริง ฉันควรจะโกรธเขาด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรอให้เขากลับมา “ต่อประโยค” ที่ค้างไว้เมื่อกี้
ไม่ได้ๆ เขากำลังปั่นหัวฉันอยู่นะจะไปรอเขาทำไม
ฉันสะบัดหัวแรงๆ ไล่เศษความคิดฟุ้งซ่านให้หลุดออกจากหัวใจที่ยังเต้นระรัว
ไม่ได้ ฉันต้องไม่หลงไปกับเขาอีก
มือกำหนังสือแน่นก่อนรีบสาวเท้าออกจากมุมห้องสมุด แต่ทันทีที่มาหยุดที่หน้าห้องภาพตรงหน้ากลับทำให้ฝีเท้าฉันชะงักลง
แผ่นหลังกว้างของเขา พี่โย กำลังเดินห่างออกไปช้าๆ ราวกับจังหวะของภาพยนตร์ที่ถูกกรองด้วยแสงสีทองของยามเย็น
แสงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างระบายความอบอุ่นลงมาตามทางเดิน เส้นผมของเขาถูกแสงจับจนดูอ่อนลงราวกับเป็ภาพฝัน
แล้วเขาก็หยุด เพียงก้าวเดียวก่อนจะหมุนใบหน้าไปทางแสงนั้น แสงอาทิตย์กระทบกับใบหน้าเฉียงนั้นพอดี เผยให้เห็นั์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังฉายแววตาเรียบสนิทแต่แฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์และเสน่ห์บางอย่างที่ไม่อาจละสายตา
เป็แววตาที่เหมือนจะรู้ทันทุกอย่าง และเป็แววตาที่ฉันจำมันขึ้นใจ
หัวใจฉันกระตุกวูบอีกครั้งไม่แน่ใจว่าเพราะแสง หรือเพราะเขาก่อนที่เขาจะหันกลับแล้วเดินต่อไปโดยไม่หันมาอีกเลย
ทิ้งฉันไว้ตรงนี้ กับหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็จังหวะและความรู้สึกวาบหวามบางอย่างที่ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นั้แ่เมื่อไหร่
ฉันยืนนิ่งมองตามจนแผ่นหลังของเขาหายลับไปกับแสงสุดท้ายของวัน ก่อนจะค่อยๆ หลุบตาลงต่ำสูดลมหายใจลึกแล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“อย่าไปหลงคารมเขาเชียวนะ ไม่งั้นแย่แน่ๆ”
แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่ดันเงียบไปเสียอย่างนั้น
ปิดเทอมฤดูร้อนเดิมทีฉันควรจะกลับบ้าน แต่ตอนนี้กลับยังอยู่หอเหมือนเดิม เพราะเมื่อวานนั่นแหละ แม่โทรมาบอกว่าต้องขึ้นเหนือไปบ้านป้ากับพ่อ เลยให้ฉันอยู่หอไปก่อนไม่ต้องกลับ
แล้วเมื่อวานเพื่อนในสาขาก็นัดกันว่าจะฉลองปิดเทอม ด้วยข้ออ้างที่ว่า “เรียนเหนื่อยมาทั้งเทอมแล้ว ต้องผ่อนคลายบ้าง” ทั้งที่จริง ๆ ฉันเองก็ไม่ได้อยากมาหรอก แต่ก็ไม่ได้อยากมีปัญหาว่าหยิ่งเพราะตอนนี้ก็เหมือนจะเริ่มโดนเพ่งเล่งจากพวกผู้หญิงแก๊งอื่นแล้ว เลยยอมตอบตกลงมาด้วยอย่างช่วยไม่ได้
ปาร์ตี้วันนี้จัดที่บ้านเช่าหลังใหญ่ของรุ่นพี่ที่อยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัย บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสียงหัวเราะ และเพลงที่เปิดวนซ้ำจนเริ่มจะเวียนหัว ฉันยืนอยู่ตรงระเบียงด้านหลังบ้าน หลบหนีออกมาจากความวุ่นวายเพื่อขอพื้นที่หายใจให้ตัวเอง
ลมยามค่ำปะทะใบหน้าเบาๆ กลิ่นหอมของดอกไม้แห้งที่ปลิวมากับสายลมทำให้รู้สึกสงบ ยืนดูวิวพร้อมกับจิบไวน์แดงในแก้วไปด้วย
วิวในเมืองนี่มันช่างแตกต่างกับต่างจังหวัดเสียเหลือเกิน ในเมืองมีแต่แสงไฟตึกราบ้านช่อง ตอนกลางคืนก็ไม่ได้เงียบสงบเสียทีเดียว ส่วนต่างจังหวัดก็มีแตู่เา ป่าและต้นไม้ ส่วนตอนกลางคืนก็ทั้งเงียบทั้งมืด มีแค่แสงไฟถนนบางที่ก็ไม่มีแม้แต่แสงไฟเลย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังชอบต่างจังหวัดอยู่ดี
ขณะที่กำลังชื่นชมวิวทิวทัศน์ในเมืองสายตาก็ดันเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนผ่านหน้าต่างบ้านฝั่งตรงข้าม
ฉันเพ่งสายตามองหน้าต่างบ้านตรงข้ามอีกครั้ง พยายามปรับโฟกัสให้ชัดขึ้นเพราะแสงไฟในห้องนั้นเปิดอยู่แต่มีผ้าม่านบางๆ กั้นไว้ จึงเห็นเป็เพียงเงาดำๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านใน เงาร่างของชายหญิงสองคนที่… โอเค ไม่ต้องเดาอะไรมากก็รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน
ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังละลาบละล้วงเื่ส่วนตัวของคนอื่น แต่ความอยากรู้มันก็ชนะสำนึกผิดไปแล้ว ฉันหยิบมือถือขึ้นมาอย่างลืมตัวตั้งใจจะซูมดูให้ชัดว่าใช่คนที่ฉันคิดไว้หรือเปล่า แต่เพราะฤทธิ์ไวน์ในกระแสเืที่ทำให้หัวมึนๆ มือไม้ไม่ค่อยประสานัก ก่อนมือถือในมือลื่นหลุดตกลงไปด้านล่างอย่างจัง
เสียงดัง “ปึ้ก” ทำฉันเบิกตากว้าง รีบชะโงกหน้าไปมองทันที
“ซวยแล้ว…”
มันดันตกข้ามรั้วไปในบ้านหลังนั้นน่ะสิ บ้านหลังเดียวกับที่ฉันกำลังแอบดูเงานั่นอยู่นี่แหละ
ฉันรีบเดินออกจากบ้านที่จัดปาร์ตี้แล้วมายืนหน้าบ้านหลังนั้นแทน หัวใจก็เต้นรัวแปลกๆ จะกลัวก็กลัว จะอายก็อาย แต่ถ้าไม่เอามือถือกลับมาก็คงไม่ได้
มาหยุดที่หน้าบ้านฉันก็ชะโงกหน้าเข้าไปเรียกคนในบ้านเสียงดังพอควร
“ขอโทษนะคะ มีใครอยู่มั้ยคะ ฉันทำมือถือหล่นเข้ามา ขอเข้าไปเก็บได้มั้ยคะ”
ไม่มีเสียงตอบรับ สงสัยต้งกดกริ่ง
หนึ่งครั้ง... สองครั้ง... สามครั้ง
ไม่มีใครออกมาเลย เงียบจนเริ่มใจไม่ดีแล้วนะ ฉันเหลียวซ้ายแลขวาเห็นคนเร่ร่อนคนหนึ่งเดินผ่านก็ยิ่งรู้สึกหนาวๆ ที่ต้นคอ ลมเย็นก็ดันพัดมาพอดีจนต้องลูบแขนตัวเองพลางพึมพำ “รีบๆ หน่อยได้มั้ย…”
จู่ๆ ประตูรั้วก็เปิดออก เสียงบานเหล็กครางเบาๆ ทำฉันสะดุ้งเฮือก
ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ผมสีบลอนด์เทาที่ดูยุ่งเหยิงอย่างตั้งใจ ใบหน้าหล่อจัดแบบร้ายๆ ที่เห็นแวบแรกก็รู้เลยว่าคนนี้ไม่น่าไว้ใจ เสื้อคลุมอาบน้ำหลุดลุ่ยนิดๆ โชว์เนินอกแบบไม่ตั้งใจยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดู...อันตรายแบบแปลกๆ
“เอ่อ…คือ…”
เขาเลิกคิ้วเล็กร้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เข้ามาสิ”
“ขะ-ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบเสียงสั่นก่อนจะเดินตามเข้าไปด้านข้างบ้านทะนที พยายามมองหามือถือของตัวเองท่ามกลางพื้นหญ้า
“ตกจากตรงไหนเหรอ?” เสียงเขาดังขึ้นด้านหลัง
ฉันสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะตอบ “จากบนระเบียงบ้านหลังโน้นค่ะ”
“แล้วทำไมถึงตกลงมาได้ล่ะ?”
ฉันชะงักอึกอักไปพักใหญ่ จะบอกความจริงก็ไม่ได้ว่าแอบดูเงาคนอื่นทำอะไรกัน มันไม่ต่างจากแอบถ่ายเลยนะนั่น
“น-หนูส่องกระรอกน่ะค่ะ เห็นมันวิ่งอยู่เลยดูเพลินไปหน่อย”
เขาหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ “หืม~งั้นเหรอ ดูท่าจะตัวใหญ่นะ ถึงขั้นเผลอทำมือถือตกเลย” ประโยคแบบนั้นดูทรงคงไม่เชื่อกันแน่ๆ
ฮือ~อยากเอาหัวมถดลงดินเสียตรงนี้เลย อายชะมัด
ฉันรีบหามือถือให้เร็วที่สุดและในที่สุดก็เจอ มันตกอยู่ใกล้รั้ว “เจอแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวหนูขอตัว—
ยังไม่ทันจะหมุนตัวกลับเขาก็ขยับมายืนขวางไว้พร้อมกับยิ้มเ้าเล่ห์นิด ๆ
“คุยกันก่อนสิ เธอคุยน่าสนุกดีนี่”
สนุกตรงไหนไม่ทราบ! ไอ้ประโยคเมื่อกี้อ่ะนะ มันไม่ใช่ประโยคที่ควรจะตลกด้วยซ้ำ ฉันว่าฉันรีบออกจากตรงนี้ดีกว่า รู้สึกไม่ปลอกภัยล่ะ
“คือ…หนูต้องกลับแล้วจริงๆ ค่ะ”
เขาเอื้อมมือมาจับแขนฉันทำให้ฉันต้องถอยก้าวหนึ่ง พยายามจะบิดแขนออกแตืบิดเท่าไหร่ก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว แรงผู้หญิงคนเดียวจะไปสู้แรงผู้ชายตัวสูงแบบนี้ได้ยังไง
“ปล่อยนะคะ!”
“ไม่เอาน่า อยู่ด้วยกันก่อนสิ อยากทำความรู้จักด้วยนะเนี่ย”
“ไม่…ปล่อย…”
จังหวะนั้นเอง ประตูบานเลื่อนด้านในเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดพันแค่ผ้าขนหนูเดินออกมา “ยิน~ ทำไมช้านักล่ะ”
เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นฉันแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็ไม่พอใจทันที “นี่ใครน่ะ มาในบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเหรอ? หรือมาหายิน!”
ฉันกำลังจะอ้าปากแก้ตัว แต่ยินกลับพูดแทรก
“อย่าพูดแบบนั้นสิที่รัก เด็กคนนี้แค่ขอเข้ามาเก็บมือถือเอง”
“ข้ออ้างน่ะสิ!” เธอขึ้นเสียง “ผู้หญิงสมัยนี้มารยาเยอะจะตาย!”
“เธอก็มารยาเยอะไม่ต่างกันหรอก” ผู้ชายที่เหมือนจะชื่อยินตอบเสียงเรียบทำให้ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปทันที
ฉันพยายามดิ้นหนีอีกครั้ง ขาเริ่มสั่น มือเริ่มเย็น หัวใจก็เต้นแรงด้วยความกลัว
ใครก็ได้… ช่วยฉันที…
จู่ๆ ก็มีมือใหญ่ของใครบางคนกระชากแขนฉันออกจากยินอย่างแรงทำให้ฉันเซนิดหน่อย ก่อนจะหันไปมองด้วยความใ
“พี่โย…”
ใบหน้าเรียบนิ่งของเขาดูเย็นเยือกกว่าครั้งไหน ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยเ้าเล่ห์ตอนนี้แข็งกร้าวจนฉันไม่กล้าสบตา
“อ้าว กลับมาั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่เห็นบอกกันเลย ไหนว่าจะไม่กลับบ้าน” ยินถามด้วยท่าทางไม่สะทกสะท้าน
“กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพาผู้หญิงมาเอาที่บ้าน”
“ไม่เห็นเป็ไรนี่ แค่วันเดียวเอง อีกอย่างไม่มีใครอยู่บ้าน กูก็ต้องหาอะไรแก้เหงามั้ย”
พี่โยเหลือบตามองผู้หญิงคนนั้นที่ตอนนี้หลบสายตาเขาทันทีราวกับกลัว
เขาจับมือฉันไว้แน่นแล้วพาฉันเดินผ่านหน้าทั้งสองคนนั้นเข้าไปในบ้าน ฉันไม่ได้หันมองข้างหลัง แค่ได้ยินเสียงฝีเท้าเงียบกริบของทั้งคู่ก็มากพอจะรู้ว่าไม่มีใครกล้าขัดเขา
พอถึงหน้าผู้หญิงคนนั้น พี่โยหยุดก่อนจะพูดเสียงนิ่งแต่แรงพอจะสะท้านทั้งห้อง
“ส่วนเธอ ช่วยเกรงใจเ้าของบ้านมั่ง ไม่ใช่มาเอากับมันแล้วจะเดินแก้ผ้าไปที่ไหนก็ได้”
แล้วเขาก็พาฉันเดินเข้าบ้าน ทิ้งให้คนทั้งคู่อยู่ข้างหลัง
ใจฉันยังเต้นไม่เป็จังหวะ เหลือบมองแผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้า แต่ตอนนี้อย่างน้อยฉันปลอดภัยแล้ว ต้องขอบคุณเขานะ
เดินตามขึ้นมาจนมาถึงห้องนอนห้องหนึ่ง คิดว่าน่าจะเป็ห้องของเขานะ
“นั่งรอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวพี่อาบน้ำแป๊บ”
“ค-ค่ะ”
เสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นขณะเปิดประตูห้อง แล้วผละเข้าไปข้างในอย่างไม่รอคำตอบ
ฉันนั่งลงที่โซฟาปลายเตียงอย่างว่าง่าย สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างประหม่า
บรรยากาศโดยรวมอบอุ่นอย่างน่าแปลกใจ ห้องปูนเปลือยกับโคมไฟทรงกลมที่ให้แสงสีนวล
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้กับกลิ่นสบู่ผู้ชายลอยปะปนในอากาศ ตรงมุมห้องมีต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ วางอยู่ ข้างๆ เป็ชั้นวางหนังสือและแก้วกาแฟที่เหมือนเพิ่งใช้ไม่นาน
ฉันกำลังจะโน้มตัวไปดูว่าหนังสือเล่มบนโต๊ะคืออะไร เสียงเปิดประตูห้องน้ำก็ดังขึ้นเสียก่อน
“อ๊ะ!”
ฉันเผลอร้องเสียงหลงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
พี่โยเดินออกมาพันแค่ผ้าขนหนูสีขาวผืนเดียวไว้ที่เอว หยดน้ำยังเกาะอยู่ตามผิวเนื้อและกล้ามหน้าท้องที่ฉันไม่ควรมอง
ฉันรีบเบือนหน้าไปทางอื่นแทบจะทันที ใจเต้นแรงและใบหน้าเริ่มร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กลืนน้ำลายที่หนืดลงคอเพื่อเรียกสติ
“อยากมองก็มองได้นะ ไม่คิดเงิน” เขาแกล้งพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกวนประสาทอย่างเคย
“ม-ไม่ได้จะมองสักหน่อยค่ะ” ฉันเถียงเสียงเบา ไม่กล้าหันกลับไปสบตา ได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ ตามมามันกลับทำให้ฉันรู้สึกอายยิ่งกว่าเดิมอีก
ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องทำแบบนี้ตลอด ชอบทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวเล่นแล้วก็ยังยิ้มเหมือนรู้ทันทุกอย่าง
“แล้วสรุปมาทำไมที่นี่” เขาเอ่ยพลางเดินไปนั่งที่ปลายเตียงพลางยกมือเช็ดผมที่เปียกน้ำไปพลาง
“หนูทำมือถือตกลงมาในรั้วค่ะ เลยมาขอเก็บมือถือ” พี่โยเลิกคิ้วน้อยๆ “ตก? ทำยังไงให้ตกได้ล่ะนั่น หรือว่าเห็นไอ้ยินเอากับสาวอยู่ตรงระเบียงรึไงเลยถ่ายเพลินจนทำมือถือตกหือ?”
“พี่โย!” ฉันหันขวับไปมองทันทีหน้าแดงจนร้อนวูบ
เขายิ้มขำเท้าตัวไปด้านหลังเหมือนสนุกที่ได้แกล้งกัน
รู้ดีจริงๆ รู้ดีตลอด ขนาดตัวฉันเองยังไม่รู้เลย ไม่ชอบจริงๆ
“เฮ้อ…แต่ก็ดีแล้วที่ไม่โดนมันทำอะไร”
“ผู้ชายคนนั้นเป็อะไรกับพี่โยหรอคะ” ด้วยความสังสัยเลยถามออกไป เพราะดูจากประโยคพูดของคนที่ชื่อยินพี่โยน่าจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเขาแน่ๆ
“พี่ชาย” ว่าแล้วเชียว!
พี่โยเงียบไปพักหนึ่งก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นิ่งเรียบอย่างที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นนัก เขาเอนหลังเท้าแขนกับเตียงนอนแหงนหน้ามองเพดานแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ที่บ้านพี่อยู่กันสี่คน พ่อ แม่ ยิน แล้วก็พี่” เขาหยุดนิดหนึ่งราวกับลังเลว่าจะพูดต่อดีไหม “พ่อกับแม่แยกกันอยู่ แต่ไม่ได้หย่านะ ส่วนบ้านนี้ก็มีแค่พี่กับไอ้ยินเท่านั้น”
ฉันนั่งฟังเงียบๆ ไม่กล้าถามแทรก “แล้วเพราะความห่างเหินนั่นแหละทำให้ครอบครัวเราไม่สนิทกัน”
พี่โยหัวเราะเบาๆ แต่สีหน้าของเขากลับดูหมองหม่นยังไงไม่รู้ “เรานิสัยคล้ายกัน เ้าเล่ห์ เ้าชู้ไปทั่ว…”
“ไม่จริงนะคะ!”
เสียงของฉันโพล่งออกไปเองโดยไม่ทันคิด ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเมื่อเห็นพี่โยชะงักแล้วหันขวับมามองพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ฉันรีบหลบตาลนลานแทบจะหายใจไม่ทันที่รู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป
“พูดต่อสิ” เขาพูดเบาๆ แต่แววตาเป็ประกายอย่างคนเริ่มสนุก
ฉันเบือนหน้าหนีแล้วพึมพำเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน “ก็…ก็พี่โยไม่นิสัยเสียเหมือนพี่ยินสักหน่อย…นิสัยดีกว่าด้วยซ้ำ ถึงจะนิดเดียวก็เถอะ…”
พี่โยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา แล้วไม่ใช่แค่หัวเราะธรรมดาด้วย เสียงหัวเราะของเขาดังชัดมาก ราวกับหลุดออกมาจากใจจริงเลย ฉันอึ้งไปพักใหญ่ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่ได้ยินเขาหัวเราะแบบนี้จริง ๆ
มันดูจริงจนอยากจะทำความรู้จักตัวตนเขาจริงๆ
เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเบาๆ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดขำออกมาแรงเกินไป
“ขอโทษที…” เขาว่าพลางยิ้มบาง แต่แววตายังเปล่งประกายไม่ต่างจากตอนหัวเราะออกมาเมื่อครู่ “ไม่คิดว่าเธอจะพูดอะไรแบบนั้น”
ฉันไม่ตอบแค่ยืนนิ่งเหมือนพยายามประมวลผลอะไรบางอย่างในหัว “เมื่อกี้ ตัวจริงของพี่เหรอคะ”
พี่โยเลิกคิ้ว รอยยิ้มยังติดอยู่ที่มุมปากแต่แ่ลงเล็กน้อย “หมายถึงตอนหัวเราะน่ะเหรอ?”
ฉันพยักหน้าเบาๆ เขานิ่งไปนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าตอบช้าๆ
“อืม ก็คงใช่มั้ง” เขาว่าแล้วแหงนหน้ามองเพดานพลางยิ้มบางๆ “ปกติไม่ค่อยมีใครทำให้หัวเราะแบบนั้นได้หรอก”
พี่โยลดสายตาจากเพดานลงมามองฉันอีกครั้ง สีหน้าของเขาเริ่มจะผ่อนคลายมากขึ้น
แต่แปลกที่ตอนนี้ฉันกลับมองว่ามันหล่อกว่าทุกทีที่เคยเห็น หรือเพราะแววตาที่ดูจริงใจแบบนั้น หรือเพราะรอยยิ้มที่ไม่ได้เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
ฉันจ้องเขาอยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหลุดพูดออกไปเบาๆ ราวกับความคิดในหัวมันเผลอไหลออกมาทางปาก
“อิจฉาจัง”
พี่โยหันขวับมาทันทีคิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นเหมือนจับสัญญาณได้ “อิจฉา? ยังไงหืม?”
เสียงทุ้มอันเซ็กซี่ทรงเสน่ห์ทำฉันสะดุ้งเฮือกใจเหมือนหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง
“ปะ-เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” ฉันรีบตอบส่ายหน้ารัวจนผมปรกหน้า หวังจะหลบสายตาคมๆ นั่นแต่เหมือนจะไม่ทันแล้ว
พี่โยหัวเราะเบา ๆ ยกยิ้มที่มุมปากแบบที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเขาคงจับโป๊ะฉันได้แน่ๆ
“ไม่มีอะไรแน่เหรอ?” เขาพูดเสียงต่ำกว่าเดิมนิดหน่อย ก่อนจะยันตัวลุกจากเตียงด้วยท่าทีสบายๆ แล้วค่อยๆ เดินเข้ามา
ฉันยังไม่ทันตั้งตัวดีเขาก็เท้าแขนค่อมลงมาบนพนักโซฟาที่ฉันนั่งอยู่ ร่างสูงนั่นโน้มตัวลงมาใกล้จนเหมือนโอบล้อมพื้นที่รอบตัวฉันไว้หมด
“ขะ...ขยับออกไปหน่อยสิคะ” ฉันพยายามดันตัวไปด้านหลัง แต่ติดพนักโซฟาจนถอยหนีไม่ได้อีกแล้ว
“ก็เธอบอกว่าไม่มีอะไรนี่นา” พี่โยยิ้มพลางเอียงหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด เสียงกระซิบชิดหูจนขนอ่อนฉันลุกชัน “แล้วจะหลบทำไมล่ะ หืม?”
ฉันเม้มปากแน่นแก้มร้อนวูบวาบแบบไม่เคยเป็มาก่อน
“บอกหน่อยสิ…” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิดจนปลายจมูกแทบแตะกัน “ที่เราพูดเมื่อมันหมายความว่ายังไง”
ฉันเบือนหน้าหนีด้วยความเขิน แต่ก็ยังรู้สึกถึงลมหายใจของเขาอยู่ข้างแก้ม
“ก็-ก็พี่ดูมีความสุขดีเวลาอยู่กับคนอื่น” ฉันหลุดพูดออกไปในที่สุดโดยไม่สบตาเขา “แต่เวลาอยู่กับหนู...มันเหมือนพี่เล่นบทอะไรสักอย่างตลอดเลย…”
เสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังขึ้นเบาๆ ข้างใบหูฉัน ก่อนที่เขาจะกระซิบกลับอย่างเ้าเล่ห์
“น้อยใจหรอคะ”
ประโยคนั้นอีกแล้ว น้ำเสียงที่แฝงแววล้อเลียนนิดๆ แต่ก็ดันอ่อนโยนในแบบที่ฉันต่อต้านไม่ได้เลย
ฉันเม้มปากแน่น ใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเองชัดยิ่งกว่าลมหายใจของเขา พี่โยไม่พูดอะไรต่อทันที แค่จ้องฉันเงียบๆ อยู่อย่างนั้น ก่อนจะขยับมือที่ค้ำพนักโซฟาไปแตะแก้มฉันเบาๆ นิ้วโป้งไล้ผิวเนียนช้า ๆ จนฉันเผลอสะดุ้ง
“ไม่ต้องน้อยใจนะคะ” เขากระซิบอีกครั้ง เสียงนุ่มลงจนน่าขนลุก “เพราะถ้าให้เทียบกับคนอื่น พี่ชอบเวลาอยู่กับหนูที่สุดเลย”
“พี่โย…” ฉันเรียกชื่อเขาเบาๆ แต่ไม่รู้เลยว่า้าจะห้าม หรือแค่พยายามยึดอะไรไว้ไม่ให้ตัวเองไหลไปตามสถานการณ์
ริมฝีปากเขาเลื่อนลงมากระซิบข้างแก้มฉันอีกครั้งก่อนจะขยับลงมาช้าๆ ไล้เสียงหายใจผ่านลำคอฉันไปแ่เบา
“รู้ไหม...พี่ชอบเวลาหนูเขินแบบนี้ที่สุด”
มืออีกข้างของเขาขยับมาวางที่พนักพิงด้านหลังฉัน ล็อคฉันไว้ในกรอบแขนแน่นขึ้นไปอีกนิด
“แล้วก็ชอบเวลาหนูพูดว่า ‘อิจฉา’ ด้วย เพราะมันน่ารักดี”
ฉันหลบตาพยายามกลั้นลมหายใจที่เริ่มขาด่ แต่ยิ่งเขาอยู่ใกล้ ยิ่งเหมือนทุกอย่างมันร้อนจนแทบทนไม่ไหว
“แต่ถ้าอิจฉาขนาดนั้นล่ะก็...” เขาโน้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม กระซิบแทบชิดริมฝีปากฉัน “งั้นให้พี่จะทำให้หนูรู้ว่าเวลาพี่อยู่กับหนู มันพิเศษกว่ากับใครทั้งนั้น ดีมั้ย?”
ฉันเบิกตากว้าง ใจเต้นถี่จนแทบจะะเิออกมาจากอก เขาขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ช้าๆ และแแ่ขึ้น
เขาขยับเข้ามาใกล้อีกนิด อีกนิดเดียวจริงๆ
ฉันไม่กล้าหายใจแรง ไม่กล้าขยับตัว แม้แต่มือก็เหมือนหมดเรี่ยวแรงจะผลักเขาออกไป
แล้วริมฝีปากของเขาก็แตะลงมาที่ริมฝีปากฉันในที่สุด ไม่ใช่แค่จูบเบาๆ แบบหยั่งเชิงหรือแค่แกล้ง แต่เป็จูบจริงๆ ร้อนแรง และแแ่ราวกับเขารอจังหวะนี้มานาน
ฉันเบิกตากว้างแต่ก่อนจะทันได้ตั้งสติ มือของเขาก็เลื่อนมาโอบท้ายทอยฉันไว้แน่น ดึงฉันให้ตอบรับจังหวะของเขาอย่างไม่เปิดช่องให้หลบหนี
ลิ้นร้อนของเขาละเมียดกวาดริมฝีปากล่างฉันก่อนจะสอดเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขาชิมทุกจังหวะราวกับจะจดจำมันไว้ แน่นทุกัั ลึกทุกจังหวะ จนฉันเผลอครางในลำคออย่างควบคุมไม่ได้
“อื้อ…” ฉันพยายามดันอกเขาออกเบาๆ แต่ก็เหมือนแค่ทำให้เขายิ่งรุกหนักขึ้น
ริมฝีปากเขากดแน่นขึ้นลิ้นพันกับของฉันอย่างเร่าร้อน มืออีกข้างเลื่อนไปที่เอวฉันและบีบเบาๆ เหมือนจะบอกว่าเขาไม่ปล่อยให้ฉันหนีไปไหนทั้งนั้น
ลมหายใจของฉันขาดห้วง สติที่มีเหมือนจะปลิวหายไปกับััของเขาทุกครั้งที่เขากดริมฝีปากแนบลงมาใหม่อีกครั้ง
จนในที่สุดเขาก็ผละออกช้าๆ ริมฝีปากยังแตะอยู่แค่ปลายจมูกฉัน
“เลิกอิจฉาได้แล้วค่ะ” น้ำเสียงเขาแ่ต่ำ ร้อนผ่าวจนฉันใจสั่นไปหมดทั้งตัว
ฉันยังคงหายใจไม่ทัน ริมฝีปากยังสั่นระริกและร้อนวูบจนเหมือนจะะเิ เขาโน้มหน้าลงมาอีกครั้ง กระซิบข้างหูฉัน
“เพราะของๆ พี่ทั้งหมด ทั้งใจทั้งร่างกาย…มันเป็ของหนูคนเดียว”
เสียงกระซิบของเขาแทบทำให้ฉันล้มพับตรงนั้น มันต่ำ ทุ้มและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่แทบปกปิดไม่ได้อีกต่อไป
ยังไม่ทันตั้งตัวดีเขาก็กดริมฝีปากลงมาใหม่ คราวนี้ไม่มีคำเตือน ไม่มีความลังเลเหลือแค่แรงปรารถนาแท้จริงที่สาดเข้ามาอย่างรุนแรง
“อึก…พี่…โย—”
เขาไม่ปล่อยให้ฉันพูดจบมือร้อนของเขาเลื่อนจากเอวไปตามแนวสะโพก ลูบไล้ราวกับตั้งหยอกล้อกเล่น
ปลายนิ้วไล่ลากเส้นตรงกลางหลังฉัน ขณะริมฝีปากของเขาเปลี่ยนจังหวะเป็เร่าร้อนและรุนแรงขึ้นทุกที ลิ้นเขาพันธนาการไว้จนฉันหายใจแทบไม่ทัน มืออีกข้างดันหลังฉันให้แนบชิดกับตัวเขาจนเราแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ
“รู้มั้ย…” เขาผละออกเพียงเล็กน้อยพอให้ฉันได้หอบหายใจ “ว่าหนูทำให้พี่แทบบ้า”
ปลายจมูกเขาลูบไล้ไปตามแนวแก้มฉัน ไล่ต่ำลงไปจนถึงลำคอ เขาแตะริมฝีปากลงมาเบาๆ ก่อนจะขบเม้มแรงขึ้นเรื่อยๆ ทิ้งรอยบางๆ ไว้ตรงต้นคอ
“อะ-อื้อ…” เสียงครางของฉันเล็ดลอดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เืในร่างกายถูกสูบฉีดจนเต็มที่ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมา
“ตอนที่รู้ว่าหนูได้กับพวกนั้นพี่แทบคลั่งเลยรู้มั้ย อยากจะเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ให้ใครยุ่งแต่ก็ทำไม่ได้”
มือของเขาเลื่อนเข้าใต้ชายเสื้อฉัน ไล่ปลายนิ้วไปตามหน้าท้องที่สั่นระริก
“จะให้พี่หยุดมั้ยคะ” เขากระซิบเสียงพร่าชิดริมใบหู
ฉันสั่นไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าเพราะอาย กลัว หรือเพราะอยากให้เขา ‘ทำ’ แบบวันนั้นกันแน่
และเขาก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร
มือเขายังคงโอบท้ายทอยฉันไว้แน่น ริมฝีปากที่เพิ่งผละออกไปเพียงครู่กลับแนบลงมาอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นกว่าเดิม ร้อนรุ่มกว่าเดิม ราวกับเขาไม่คิดจะปล่อยให้ฉันได้หายใจหายคอ
“พี่โย…” ฉันครางเสียงพร่า มือที่เคยผลักกลับกลายเป็กำเสื้อเขาแน่นแทน
เขายิ้มในจังหวะที่ยังไม่ยอมหยุดจูบ มืออีกข้างเลื่อนจากเอวไล้ลงไปตามสะโพก ลูบไล้แ่เบาเหมือนตั้งใจจะจุดไฟไปทีละจุด
จังหวะหายใจของฉันเริ่มรวน ร่างทั้งร่างสั่นระริกอยู่ภายใต้อ้อมแขนเขา ทันใดนั้นเขาก็ดันตัวฉันให้นอนราบลงกับโซฟาโดยที่ตัวเองยังคงค่อมอยู่้า ใบหน้าโน้มต่ำลงมาอีกครั้งก่อนจะกระซิบชิดริมฝีปากฉัน
“กลัวพี่ไหม”
“มะ-ไม่…” ฉันตอบเสียงเบาราวกับกระซิบกลับ ดวงตาเขาวาววับในเงามืดก่อนจะประทับจูบลงมาใหม่ รุนแรงกว่าเดิมและลึกซึ้งกว่าเดิม
เสื้อของฉันถูกเขาปลดกระดุมออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น ริมฝีปากเขาเลื่อนจากปากฉันลงมาที่ซอกคอด้วยจูบที่ละเมียดละไม แล้วปิดท้ายด้วยการขบเม้มเบาๆ
“ของพี่…” เขากระซิบเสียงพร่าข้างหู ก่อนจะลากปลายนิ้วไปตามผิวเปลือยเปล่าที่เพิ่งเผยออกมา “ตรงนี้ ตรงนี้…ก็เป็ของพี่ทั้งหมด ใช่ไหมคะ”
ฉันไม่มีเสียงตอบได้อีกนอกจากลมหายใจที่สะดุด ััของเขาทำให้ทุกความคิดว่างเปล่า มีเพียงร่างกายที่ตอบสนองต่อััของเขาทุกจุดทุกจังหวะ
เสื้อผ้าเราแต่ละชิ้นค่อยๆ หลุดออกจากร่างกาย เขาจูบฉันในทุกซอกทุกมุมราวกับกำลังจารึกทุกอย่างลงบนผิวฉัน ริมฝีปากร้อนค่อยๆ ไล่ลงต่ำเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ต้นขาอ่อน ก่อนจะขบเม้มแรงๆ เข้าไป ทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก ร่างทั้งร่างร้อนวาบอย่างห้ามไม่อยู่
“อื้อ!”
เขาช้อนสายตามองขึ้นมา แววตาสีน้ำตาลอ่อนเ้าเล่ห์วาววับสะท้อนแสงไฟ ริมฝีปากยกยิ้มมุมหนึ่งอย่างรู้ทัน ราวกับกำลังถามว่า
“กลัวพี่หรอคะ” ฉันได้แต่กลืนน้ำลายที่หนืดลงคอ
“พ-พี่โย…อื้อ!” ยังไม่ทันได้ทักท้วง ััร้อนก็แนบที่กลีบร่องทำฉันสะดุ้งอีกครั้ง ริมฝีปากร้อนละเมียดชิมไปตามแนวอย่างช้าๆ ให้ฉันวาบหวามเล่นทุกครั้งที่ฉันัั
ััอุ่นๆ กวาดไล้ไปทั่วร่อง แถมยังขยับรุกล้ำเข้ามาพร้อมกับสะกิดเม็ดกระสันเล่น “อ๊าส์!!”
ความเสียวซาบซ่านกระจายไปทั่วท้องน้อยก่อนไม่นานร่างกายจะปล่อยของเหลวออกมา
ใบหน้าหล่อขึ้นมาจากช่องหว่างขาใช้ลิ้นเลียริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนน้ำกามของฉัน ท่าทางอันเซ็กซี่ทรงเสน่ห์ของเขาทำเอาก้อนเนื้อในอกเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
พี่โยโน้มตัวลงมาพลางใช้นิ้วแกร่งไล้ไปตามไหปลาร้าของฉันให้เสียวเล่น “หนูยังไม่ตอบพี่เลยนะคะคนดี”
“หนู…หนู อื้อ!!”
นิ้วแกร่งสอดเข้ามาในตัวจนมิด ไม่ปล่อยให้ฉันได้มีโอกาสตอบคำถามของเขาก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ราวกับจะแกล้งกันเล่น
“ว่าไงคะ”
“มะ-อ๊าส์~~” จู่ๆ นิ้วแกร่งที่สอดเข้ามาในตัวก็ขยับเร็วขึ้นจนฉันต้องแอ่นตัวรับความเสียว
ร่างกายกระตุกเกร็งพร้อมกับปล่อยน้ำในตัวให้ไหลออกมาไม่หยุดจนตรงหว่างขาแฉะและเหนียวไปด้วยน้ำกามที่ไหลออกมา
“ชะ-ช่วย…หนูหน่อย”
“อะไรนะคะ หนูพูดอะไรพี่ไม่ได้ยินเลย”
“หนู…อ๊าส์!!” นิ้วแกร่งขยับแกล้งกันอีกแล้ว แต่คราวนี้หนักกว่า นิ้วแกร่งที่อยู่ในตัวไม่ยอมหยุดมีแต่เร่งความเร็วมากขึ้น “อ๊าส์! อ๊าส์! อ๊าส์! อ๊าส์! มะ…ไม่ไหวแล้ว อื้อ!!”
ร่างกายกระตุกเกร็งก่อนจะปลดปล่อยน้ำในตัวออกมา แต่เหมือนพี่โยจะไม่ยอมหยุด เขาถอดนิ้วออกมาเปลี่ยนมาสะกิดเม็ดกระสัน นิ้วแกร่งสะกิดฉันให้กระตุกเกร็งเบาๆ มุมปากของเขายกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“ใบหน้าของหนูตอนนี้เซ็กซี่มากเลยรู้มั้ย ไม่อยากให้ใครเห็นเลยแฮะ”
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อื้อ~”
ร่างกายส่วนล่างกระตุกเกร็งไม่หยุด ยิ่งพี่โยสะกิดเม็ดกระสันนานเท่าไหร่ความเสียวก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
“หนู…แฮ่ก หนู…ชะ-อื้อ~” น้ำในตัวไหลออกมาเรื่อยๆ ส่วนล่างก็กระตุกเกร็งไม่หยุด
ไม่ไหวแล้ว อยากให้เขาสอดใส่เข้ามาเต็มทีแล้ว
มือที่สั่นเทาเอื้อมไปจับแขนแกร่ง แต่ด้วยความเสียวที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดแค่จะเอื้อมมือก็ไม่มีแรงแล้ว
“คะ ว่าไงคะ”
”แฮ่ก…ช่วย…หนูที อ๊าส์ อ๊าส์”
ด้วยความเสียวที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดทำให้เปลือกตาแทบจะปิด แม้ภาพตรงหน้าจะเลือนรางจนแทบมองไม่ชัด แต่ฉันยังคงเห็นั์ตาสีน้ำตาลอ่อนต้องแสงไฟ แวววับด้วยความเ้าเล่ห์ร้ายกาจ ราวกับนักล่าที่กำลังฝนเล็บ รอจังหวะฉีกทึ้งเหยื่ออย่างใจเย็น
“อยากให้พี่ช่วยหรอคะ” พยายามพนักหน้าตอบด้วยแรงอันหน่อยนิด ส่วนล่างก็กระตุกไม่หยุดน้ำในตัวก็ไหลออกมาเรื่อยๆ
มุมปากของคนตรงหน้ายกยิ้มพร้อมกับฉายแววเ้าเล่ห์เหมือนเคย ก่อนพี่โยถอดนิ้วออกจากตัวแล้วจับตัวฉันพลิกคว่ำหน้ากับโซฟาก่อนจะสอดใส่ความเป็ชายของตัวเองเข้ามา
ความใหญ่ของมันทำให้ฉันเผลอถดตัวหนีแต่ก็ถูกมือแกร่งดึงขาเอาไว้ทำให้แก่นกายที่เขาสอดเข้ามาดันเข้ามาลึกกว่าเดิม
“อื้อ!!!”
“จะหนีไปไหนหืม? หรือว่ากลัวพี่จริงๆ” ลมอุ่นๆ เป่ารดที่ใบหูก่อนจะถูกคนด้านหลังงับเข้าที่ใบหูให้สะดุ้ง “หนูน้อย กลืนน้ำลายเสียงดังเชียวนะ”
แก่นกายในตัวถูกดึงออกจนเกือบสุดก่อนทิ่มเข้ามาสุดอย่างช้าๆ จนชนกำแพงมดลูก
“ร้องออกมาสิ ร้องออกมาให้พี่ได้ยินเหมือนที่ร้องให้คนอื่น”
“อ๊าส์~”
พี่โยขยับความเป็ชายเข้าออกอย่างช้าๆ ราวกับกำลังหยอกล้อ แต่ด้วยความใหญ่ของมันเลยสามารถสร้างความเสียวซ่านให้กระจายไปทั่วท้อง
“อื้อ~หนู…เสียว”
“อ่าส์~”
สะโพกแกร่งเริ่มขยับเร็วขึ้นทีละนิดแต่ก็ยังคงจังหวะเนิบๆ แก่นกายใหญ่แทงทะลุชนกำแพงด้านใน ด้วยความใหญ่ของมันแม้จะขยับกายไม่ได้เร็วมากแต่ก็สามารถทำให้ฉันเสร็จไปหลายรอบได้
จังหวะเริ่มเร็วขึ้น น้ำในตัวไหลซึมออกมาทีละนิดจนตอนนี้เริ่มแฉะเต็มหว่างขา อุณหภูมิในร่างกายร้อนระอุ อารมณ์และความวาบหวามพลุ่งพล่านจนควบคุมไม่ได้
มือหนาเคยชางของฉันให้เงยขึ้นดันแก้มให้หันไปหาเขาพร้อมกับประทับจูบลงมาเบาๆ
“หายใจเข้าลึกๆ นะคะ เพราะจากนี้พี่จะใส่เต็มแรงแล้ว”
พูดจบพี่โยก็เพิ่มความเร็วสะโพกทันที ด้วยความแรงที่เขาใส่มาไม่ยั้งทำให้เนื้อของเรากระทบกันดังก้องไปทั่วห้อง แก่นกายั์กระแทกเข้ามาจนสุดและออกสุดทำเอาจุกไปทั่วท้อง
“อ๊าส์! อ๊าส์! อ๊าส์! อื้อ!!!”
น้ำในตัวทะลักออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เยอะจนนับไม่ถ้วน แล้วก็ดูว่าพี่โยคงจะไม่ยอมปล่อยฉันไปง่ายๆ ด้วย
ในที่สุดเขาก็หยุดแรง เสียงหอบของเราประสานเสียงแข่งกับเครื่องปรับอากาศจนได้ยินชัด ลมอุ่นๆ รดใบหูริมฝีปากร้อนงับกระตุ้นให้ฉันสะดุ้งเฮือกก่อนจะไล่ไปตามิัที่ชุ่มเหงื่อ
“ตรงนี้ของพี่ ตรงนี้…แล้วก็ตรงนี้ด้วย”
“อึ่ก!”
“เพราะงั้นห้ามให้หมาตัวไหนมายุ่งกับของของพี่เด็ดขาดนะคะ พี่เป็คนขี้หวงมาก แล้วถ้ามีใครกล้าแตะหนูพี่คงต้องขังหนูไว้ทั้งวันทั้งคืนไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันยกเว้นแววตาพี่เพียงอย่างเดียว”
:)