“ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านยาย โอ๊ยยย” ข้ารีบะโลงจากเกวียนทันที ที่เกวียนมาจอดในรั้วของบ้าน แต่ข้าลืมไปว่า ข้าเพิ่งหกล้มมา หูยย เจ็บชะมัด
“จินเออร์ ลูกเป็อันใดไป” เป่ยหลินเอยอย่างใ ที่เห็นบุตรสาวตนเองคล้ายจะเ็ปมากมายเสียเหลือเกิน
เหตุเกิดจากที่เป่ยจินะโลงมาจากเกวียน บิดาและท่านตาต่างใที่ห้ามนางมิทัน ด้วยเพราะไม่คิดว่านางจะลืมไปว่าตนเองาเ็อยู่ ส่วนนางก็ลืมตัวไปเสียหน่อย ขาของนางในตอนนี้จึงมิอาจยืนได้ในทันที ทำให้ตอนนี้ เป่ยจินลงไปนอนคลุกฝุ่นเป็ที่เรียบร้อย
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ ท่านแม่ แหะๆ เจ็บนิดหน่อยเ้าค่ะ” ข้าได้แต่หัวเราะแห้งๆ ส่งไปให้ทันแม่ และเป็ที่แน่นอนว่า หลังจากนี้คงต้องฟังความห่วงใยจากท่านยายและท่านแม่อีกหลายก้านธูป
“เบาๆ หน่อย จินเออร์ เ้ามิควระโลงมารู้หรือไม่” หลินเหมยทำทีเป็ดุเด็กน้อยตรงหน้า แต่สายตาที่มองไป เต็มไปด้วยความห่วงหา และสอดส่องไปทั่วร่างกายของเด็กน้อย
“ทราบแล้วเ้าค่ะท่านแม่ ลูกผิดไปแล้วเ้าค่ะ คราวหลังจะไม่ให้ท่านเห็น” เอ๊ะ ผิดๆ ไม่ให้กิดเหตุการณ์แบบนี้อีกเ้าค่ะ ประโยคหลังข้าไม่ได้เอ่ยออกไป เพียงแค่หวังว่าความคิดของข้าจะส่งไปถึงท่านแม่ละกันนะ หึหึ
“เ้านี่ ว่าอย่างไรนะจินเออร์”
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ ฮิฮิ” ระหว่างนั้นท่านตาก็เดินลงมาจากเกวียน ส่วนท่านพ่อเอาเ้าพวกแฝดฮุย เฮย ไปปล่อยใต้ต้นไม้ เพื่อให้มันพักผ่อนและกินหญ้าแถวนั้น เนื่องจากคนในครอบครัวข้าคิดเอาเองว่ามันเป็ม้าที่รู้ความ และคุ้นชินกับบ้านเราแล้วจึงไม่หนีไปไหน วางใจปล่อยเ้าแฝดให้เดินเล่นได้ตามใจชอบ แต่หารู้ไม่ มันหาใช่ม้าธรรมดาไม่ หากแต่มันเป็สัตว์วิเศษ
“เป็อย่างไรบ้างตาแก่ วันนี้เกิดเื่อันใดขึ้น ทำไมยัยหนูถึงได้มีสภาพแบบนี้” เมื่อท่านตาเดินมาถึง ท่านยายจึงเอ่ยปากออกไปถามหาเื่ราว ด้วยความสงสัย มิเเพียงเท่านั้นในมือของท่านยายนั้น ยังมีน้ำดื่มให้ท่านตาอีกด้วย
“อืม เื่มันยาวมากยายแก่” ท่านตารับน้ำมาจากท่านยายแล้วดื่มลงไป จากนั้นจึงหันไปหาท่านพ่อเพื่อถามว่าใครจะเป็คนเล่าเหตุการณ์ในวันนี้
“ยาวข้าก็จะฟัง เ้าอย่าลีลาเถิด รีบพูดมา” ท่านยายเริ่มขึ้นเสียงใส่ท่านตา แต่น้ำเสียงไม่ได้เจือความหงุดหงิดแม้แต่น้อย เนื่องจากเป็การเสียงดังเป็บางปรโยคหรือบางครั้ง นับว่าเป็การหยอกล้อกันเป็ปกติระหว่างสามีและภรรยา
“ส่วนเ้ามานี่ จินเออร์ มาให้แม่ดูหน่อยเถอะ าเ็ที่ตรงไหนอีกหรือไม่” หลังจากนั้นท่านแม่ก็จับข้าหมุนซ้าย หมุนขวา แล้วก็หมุนซ้ายอีกรอบ หมุนขวาอีกรอบ จนข้าจะเป็ลมแล้ว
“หลินเหมย พี่ว่าเ้าพอก่อนเถอะ ให้ลูกนั่งพักก่อนเถอะ”
“โถ่ ท่านพี่ก็ข้าห่วงลูกนี่เ้าคะ”
“เ้าก็เล่ามาได้แล้วตาเแก่ ข้าอยากรู้ว่าสรุปแล้วเื่ราววันนี้เป็อย่างไรบ้าง”
“ข้าเล่าเองขอรับท่านพ่อ”
หลังจากนั้นท่านพ่อจึงเล่าให้ท่านยาย ท่านแม่ฟังว่าเกิดเื่อันใดขึ้นกับข้า ั้แ่เื่ที่ข้าโดนนายน้อยตระกูลฮัวทำร้าย ไปจนถึงเื่การประมูลสมุนไพรหลินจือแดง
“ห๊าาา เ้าว่า เท่าไหร่นะ อาซาน” ท่านยายเมื่อได้ยินก็เอ่ยถามอีกคราด้วยอาการตื่นเต้นและเสียงสั่น
“แปดหมื่นสี่พันตำลึงทองขอรับท่านแม่”
“มากมายถึงเพียงนั้นเลยหรือเ้าค่ะท่านพี่” หลินเหมยเองก็ใไม่แพ้กัน เพียงแต่ ยังมีเงินจากคราก่อนที่คิดว่าชาตินี้คงหาไม่ได้อีกแล้วอยู่ จึงยังพอทำใจในเงินอันมหาศาลนี้ได้บ้าง
“มากมายถึงเพียงนั้นเลยเ้าค่ะ ท่านแม่ อิอิ” จินเออร์เอ่ยหยอกล้อท่นาแม่กลับไป จึงเจอท่านแม่มองค้อนเข้าให้
“หลังจากนี้ เราก็จะร่ำรวยกันแล้วยัยแก่” ท่านตาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ ปนไปด้วยความตื้นตันใจคล้ายคนที่ดีใจจนจะร้องไห้ออกมา
“อึก อืมม ข้าดีใจเหลือเกินอาหลิน อาซาน ตาแก่ ข้าตายตาหลับแล้ว”
“นั้นสินะ ยัยแก่ อาหลินของพวกเรา มีความสุขจริงๆ สักที”
“โถ่ ท่านแม่ แค่พวกท่านเลี้ยงดูข้ามา ข้าก็มีความสุขมากแล้วเ้าค่ะ” หลินเหมยเมื่อเห็นว่าท่านพ่อท่านแม่กำลังจะร้องไห้จึงเอ่ยออกมา
“เป็เช่นนั้นๆ จริงหรือไม่ตาแก่”
“อืมม อาหลินของเรา สมควรแล้ว แล้วยังยัยหนูจินเออร์กับอาซานอีก ดีจริงๆ ที่คนแก่อย่างพวกข้า มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้”
“ท่านตา ท่านยาย พูดแปลกๆ นะเ้าคะ” แปลกๆ ข้าว่าแปลกๆ ท่านตาท่านยาย ท่านพูดแปลกๆ อีกแล้ว ข้าหวังว่าผลจากการอ่านนิยายของข้าจะทำให้ความขี้สงสัยของข้าผิดพลาดบ้าง
“ฮ่าๆ อย่างนั้นหรือ จินเออร์” ท่านยายหันมองข้าด้วยสายตาที่ยิ้มและเทิดทูนแปลกๆ
“เ้าค่ะ ท่านตา ท่านยายพูดแปลกๆ เหมือนท่านแม่ควรร่ำรวยมาั้แ่กำเนิดอย่างนั้นเสีย” ข้าไม่อยากปล่อยความสงสัยออกไปง่ายๆ ในเมื่อมีโอกาสเราก็ควรถามออกไป ใช่หรือไม่ทุกคน
“ฮ่าๆ เ้าฉลาดเสียจริง จินเออร์ เหมาะสมแล้วที่เป็หลานของคนผู้นั้น”
“ตาแก่ ใกล้ค่ำแล้ว เดี๋ยวข้าไปทำอาหารก่อน เ้าไปช่วยข้า ก่อฟืนไฟหน่อย”
“ได้ๆ เดี๋ยวข้าตามไป”
“ท่านแม่เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปช่วยด้วยเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไรอาหลิน เ้านั่งพักเถิด พ่อกับแม่ทำเองมื้อนี้ ถือว่าเลี้ยงฉลองให้พวกเรา ตาแก่ ยายแก่อย่างพวกข้า ทำอาหารอร่อยนะ จะบอกให้”
“ถ้าอย่างนั้น รบกวนด้วยนะเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่”
“ข้าจะรอทานอาหารอร่อยๆ จากฝีมือท่านตาท่านยายนะเ้าคะ”
“อย่างนั้นหรือ ตาจะทำเต็มที่เลย ฮ่าๆ”
ท่านตาท่านยาย พวกท่านมีพิรุธอีกแล้วววว อือออ พิรุธเห็นๆ แต่มันจะเป็แบบไหนกันแน่ ข้าอ่านมาซะหลายเล่มด้วยสิ นิยายเนี่ย กลับมาเล่าให้ข้าฟังเลย ยย ข้าตื่นเต้นไม่ไหวแล้วนะ พวกท่านจะมาทิ้งข้าไปแบบนี้ม้ายด้ายยยยย ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ของจินเออร์นะหรือ อาจจะสงสัย แต่ไม่กล้าถาม เพราะข้าสังเกตุอาการแล้ว ตอนที่ท่านตาท่านยายพูดประโยคแปลกๆ ออกมา ท่านพ่อกับท่านแม่ มีท่าทีชะงักไปชั่วครู่นึง หากไม่สังเกตคงไม่รู้
กลับมาที่ การเดินทางกลับเมืองหลวงขององค์ชายห้าและองค์ชายแปด
“ท่านแม่ขอรับ ข้าคิดถึงท่านแม่” ไม่พูดเปล่า องค์ชายแปดยังวิ่งไปกอดเสด็จแม่ของตนเอง
“แม่ก็คิดถึงเ้า เ้าแปด” พระสนมเย่ว เอ่ยออกมาพร้อมกับโอบกอดโอรสของตนเอง ยังไม่วายทอดสายตาไปมองโอรสอีกหนึ่งพระองค์
“ถวายบังคมพะยะค่ะเสด็จแม่”
“อืมม เ้าห้ายังเป็เ้าที่ปฎิบัติตามธรรมเนียมเสมอมา” พระสนมเย่วเอ่ยชื่นชมโอรสของตนพระองค์นี้ เนื่องจากนิสัยของโอรสทั้งสองช่างแตกต่างกันเป็อย่างมาก องค์หนึ่งแสนซน ดื้อดึง อีกองค์ว่าง่าย อบอุ่นแต่เ็า
“ขอรับท่านแม่”
“ท่านแม่ขอรับ ข้ามีของฝากท่านด้วยนะขอรับ” หลังจากพูดจบ องค์ชายแปดค่อยๆ หยิบกล่องไม้วิจิตรออกมา และเปิดออก
“ดอกบัวสีรุ้ง !!!” พระสนมเย่ว เมื่อเห็นว่า สิ่งที่โอรสทัั้งสองนำมาถวายคือ สิ่งใด ถึงกับปิดความยินดีไว้ไม่มิด ต้องบอกว่า หญิงสาวไม่ว่าจะอยูาในสถานะใด อย่างไรเสียความงามคือสิ่งที่ยังคงดึงดูดพวกนางได้เสมอ
“พะยะค่ะเสด็จแม่ เ้าแปดประมูลมา โดยใช้เงินลูก พวกเรานำมาถวายแก่เสด็จพะยะค่ะ” องค์ชายห้าเอ่ยสำทับพร้อมกับเอ่ยวาจาหยอกล้ององค์ชายแปดเื่เงินเล็กน้อย
“ฮ่าๆ ดีๆ ยังคงเป็ลูกๆ ที่รักแม่เสมอ” พระสนมเย่วฮวา หันไปมองลูกๆ ทั้งสองด้วยสายตาที่ยิ้มแย้ม ด้วยความรักในตัวลูกทั้สอง
หลังจากนั้นพระสนมเย่วฮวากับองค์ชายทั้งสองพระองค์ก็พูดคุยกันเื่ทั่วๆ ไป ที่ออกจากเมืองหลวงและสิ่งที่พบเจอ
“ท่านแม่พะยะค่ะ ลูกเหมือนจะคลับคล้ายคลับครา เจอ องค์รักษ์ ซี ซีเป่ยพะยะค่ะ”