ตอนที่ 17 คำสารภาพยามวิกาล
*ติ๊งต่อง...*
เสียงกริ่งที่เพิ่งกดลงไปดังกังวานก้องไปทั่วโถงทางเดินอันเงียบสงัด มันเป็เสียงที่ฟังดูราบเรียบ แต่สำหรับผมในวินาทีนี้ มันกลับดังกึกก้องราวกับระฆังเตือนภัยที่กำลังตีรัวอยู่ในหัวใจ ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าบานประตูไม้แกะสลักหมายเลข 888 ลมหายใจเข้าออกของผมถี่กระชั้นจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด หยาดเหงื่อเย็นเยียบซึมชื้นออกมาตามไรผมและฝ่ามือที่กำเข้าหากันแน่นจนชื้นแฉะ ความรู้สึกหวาดหวั่นผสมปนเปไปกับความตื่นเต้นกระสันซ่านจนแยกไม่ออก ร่างกายของผมเหมือนถูกแช่แข็งรอคอยคำพิพากษาจากผู้คุมกฎสาวที่อยู่หลังบานประตูบานนี้
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ แต่สำหรับผมมันยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ จนกระทั่งเสียงปลดล็อกกลอนประตูดัง 'กริ๊ก' ทำลายความเงียบงันลง บานประตูไม้เนื้อหนาค่อยๆ เปิดแง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงไฟสีวอร์มไวท์อันอบอุ่นที่สาดส่องลอดผ่านช่องว่างออกมา พร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นที่คุ้นเคย... กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูที่ผสมผสานกับกลิ่นกายสาววัยสะพรั่งของคุณรสริน มันเป็กลิ่นที่ทั้งเย้ายวน ชวนลุ่มหลง และแฝงไปด้วยอำนาจอันลึกลับที่พร้อมจะมอมเมาสติสัมปชัญญะของผมให้หลุดลอยไปในพริบตา
"เข้ามาสิ..."
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบดังลอดออกมาจากช่องประตูที่เปิดกว้างขึ้น ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กเข้าไปภายในเพนท์เฮาส์สุดหรู ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู บานประตูใหญ่ก็ถูกปิดลงเบาๆ ตามหลัง พร้อมกับเสียงล็อกกลอนที่ดังกริ๊ก... ตัดขาดผมออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่ยืนต้อนรับอยู่เบื้องหน้า ลมหายใจของผมก็สะดุดกึกไปชั่วขณะ ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึงและหลงใหลอย่างไม่อาจปิดบัง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือคุณรสรินในชุดที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็น เธออยู่ในชุดเดรสผ้าซาตินสายเดี่ยวสีแดงเบอร์กันดีที่บางเบาและพลิ้วไหวแนบสนิทไปกับเรือนร่าง โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งอันสมบูรณ์แบบของหญิงสาววัยสี่สิบกว่าได้อย่างชัดเจนจนน่าใจหาย คอเสื้อที่คว้านลึกเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจ ชายกระโปรงสั้นกุดผ่าข้างอวดเรียวขาขาวเนียนละเอียดไร้ที่ติ ทับด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมชีฟองสีดำโปร่งแสงที่สวมทับไว้หลวมๆ ปล่อยให้มันรุ่ยร่ายตกลงมาที่ข้อศอกข้างหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจจะจงใจยั่วยวนก็ไม่อาจทราบได้
เรือนผมสีเข้มที่เคยถูกรวบตึงอย่างเป็ระเบียบในเวลางาน ตอนนี้ถูกปล่อยสยายเคลียคลอไปตามลาดไหล่และแผ่นหลัง ใบหน้าสวยเฉียบคมนั้นปราศจากเครื่องสำอางหนาเตอะ มีเพียงริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มด้วยลิปทินต์สีระเรื่อดูเป็ธรรมชาติ แต่กลับดูเซ็กซี่และดึงดูดสายตายิ่งกว่าตอนที่เธอแต่งหน้าจัดเต็มเสียอีก สายตาคมกริบของเธอที่จ้องมองมาทางผมนั้นเต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เยือกเย็น แต่กลับแผ่ซ่านไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงจนเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว
"ป... เปลี่ยนรองเท้าตรงนี้ใช่ไหมครับคุณรส..." ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พยายามหลบสายตาที่จ้องมองมาอย่างจับผิดของเธอ
"ไม่ต้องถามในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว ตง" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำเข้าไปในโซนห้องนั่งเล่น ทิ้งให้ผมยืนถอดรองเท้าด้วยมือที่สั่นเทา
บรรยากาศภายในเพนท์เฮาส์กว้างขวางถูกตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ แสงไฟสีอบอุ่นสลัวๆ จากโคมไฟระย้าคริสตัลและไฟซ่อนตามหลืบเพดานสร้างความรู้สึกโรแมนติกและเป็ส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันมันก็เต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียดอย่างน่าประหลาด ผมเดินตามแผ่นหลังบางที่เย้ายวนนั้นเข้าไปอย่างเงียบเชียบ สายตาเผลอไปจ้องมองสะโพกกลมกลึงที่ส่ายไหวไปมาตามจังหวะการก้าวเดินผ่านเนื้อผ้าซาตินบางเบา ความเป็ชายในกางเกงสแล็กเริ่มปวดหนึบและขยายตัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เพียงแค่มองแผ่นหลังของเธอ ร่างกายของผมก็ตอบสนองอย่างรุนแรงจนน่าสมเพช
คุณรสรินทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาหนังอิตาลีตัวยาวสีดำสนิท เอนหลังพิงพนักอย่างสง่างาม มือเรียวสวยที่เคลือบเล็บสีนู้ดหยิบแก้วไวน์แดงที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกขึ้นมาจิบเบาๆ สายตาคมคู่นั้นตวัดมองมาที่ผมซึ่งยังคงยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้อง
"ยืนบื้ออยู่ทำไม? มายืนตรงหน้าฉันนี่" เธอออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ผมสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้าวเท้าเข้าไปยืนตรงหน้าเธอ เว้นระยะห่างพอสมควร ก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเอง ไม่กล้าสบตากับผู้มีอำนาจเหนือกว่า หัวใจของผมเต้นรัวแรงจนรู้สึกเจ็บหน้าอก ความรู้สึกผิดเื่งานเมื่อเช้าและความหึงหวงเื่พี่ท๊อปตีรวนกันอยู่ในหัวจนวุ่นวายไปหมด
"รู้ตัวใช่ไหมว่าวันนี้ทำอะไรผิดไปบ้าง?" น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ มันไม่ใช่เสียงตะคอกด่าทอเหมือนพี่ชัย แต่มันเป็เสียงที่ทรงพลังและบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกยิ่งกว่าร้อยเท่าพันเท่า
"ผ... ผมทราบครับคุณรส" ผมตอบเสียงสั่น มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ด้านหน้า บีบเข้าหากันแน่นจนข้อขาว
"ทราบเหรอ?" เธอแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดัง 'กริ๊ก' "ถ้าทราบแล้วทำไมถึงปล่อยให้ความผิดพลาดโง่ๆ แบบนั้นเกิดขึ้นได้ฮะตง? เอกสารสรุปงบประมาณแคมเปญหลักของไตรมาส แต่เธอกลับคีย์ตัวเลขตกไปหลักแสน แถมยังเรียงหน้าสลับกันมั่วไปหมด นี่เธอใช้สมองส่วนไหนทำงาน? หรือว่าสมองของเธอไม่ได้อยู่ที่โต๊ะทำงานเลยั้แ่เช้า?"
คำตำหนิที่พุ่งตรงมาอย่างไม่อ้อมค้อมทำเอาผมหน้าชาไปหมด ผมอยากจะเถียงใจแทบขาดว่าที่ผมไม่มีสมาธิทำงานก็เพราะมัวแต่กังวลเื่บทลงโทษของเธอ และที่สำคัญที่สุด... ผมมัวแต่หึงหวงเื่ที่พี่ท๊อปชวนเธอไปดินเนอร์ต่างหาก! แต่ผมก็ทำได้แค่เก็บความอัดอั้นนั้นไว้ในใจ และก้มหน้ายอมรับผิด
"ผมขอโทษครับคุณรส ผมผิดเองครับที่สะเพร่าและไม่รอบคอบ..."
"ความสะเพร่ามันเป็เื่หนึ่ง แต่กิริยามารยาทที่ก้าวร้าวของเธอมันเป็อีกเื่หนึ่ง!" เธอสวนขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นและดุดันกว่าเดิม "ตอนบ่ายที่พี่ท๊อปเข้ามาคุยธุระกับฉันในห้อง เธอเข้ามาส่งแฟ้มเอกสารแล้วกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะแรงๆ ต่อหน้าผู้บริหารระดับสูงแบบนั้น หมายความว่ายังไง!?"
ผมเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอพูดถึงเหตุการณ์ตอนบ่าย ภาพความทรงจำไหลย้อนกลับมา ตอนนั้นผมทนเห็นภาพพี่ท๊อปที่กำลังยืนหัวเราะต่อกระซิกและโน้มตัวเข้าไปใกล้คุณรสรินที่โต๊ะทำงานไม่ได้ ความหึงหวงที่พลุ่งพล่านทำให้ผมขาดสติ เดินเข้าไปส่งแฟ้มเอกสารแล้วเผลอกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะเสียงดังปัง เพื่อขัดจังหวะการพูดคุยของพวกเขา ก่อนจะเดินสะบัดหน้าออกมาโดยไม่สนมารยาทใดๆ
"ผม... เอ่อ..." ผมอึกอัก หาคำแก้ตัวไม่ได้ ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า
"เธอคิดว่าตัวเองเป็ใครฮะตง? เป็แค่พนักงานฝึกหัด แต่กล้าแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อหน้าผู้ใหญ่แบบนั้น เธอคิดว่าฉันจะปล่อยผ่านเื่พรรค์นี้ไปง่ายๆ งั้นเหรอ!" คุณรสรินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดตัวผมจนได้กลิ่นน้ำหอมและกลิ่นไวน์แดงจางๆ ลอยมากระทบจมูก
ความกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ผมจนแทบหายใจไม่ออก ผมเงยหน้าขึ้นมองสบตาเธอ สายตาคมกริบของเธอวาวโรจน์ไปด้วยความขุ่นเคืองและอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ผมให้แหลกคามือ แต่ในขณะเดียวกัน ลึกลงไปในสายตานั้น มันกลับมีความท้าทายและการยั่วยวนบางอย่างซ่อนอยู่ เป็สายตาที่กระตุ้นให้สัญชาตญาณดิบในตัวผมที่ถูกสะกดกลั้นมาตลอดทั้งวันเริ่มสั่นคลอน
ความเหนื่อยล้าจากการถูกด่าทอมาทั้งวัน ความหวาดกลัวต่อบทลงโทษ และความน้อยใจที่สะสมมาั้แ่เช้า... โดยเฉพาะความหึงหวงที่แผดเผาจิตใจเมื่อนึกถึงรอยยิ้มที่เธอมีให้ผู้ชายคนอื่น ทุกอย่างมันผสมปนเปกันจนกลายเป็ะเิเวลาที่กำลังนับถอยหลังอยู่ในอกของผม
ผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว... ผมไม่อยากเป็แค่เด็กหนุ่มขี้ขลาดที่เอาแต่ก้มหน้ารับคำด่าอีกแล้ว!
"ก็เพราะผมหึงไงครับ!!!"
เสียงของผมดังลั่นทะลุความเงียบในห้องนั่งเล่น มันไม่ได้เป็การตะคอก แต่เป็การะเิอารมณ์ที่อัดอั้นมาเนิ่นนานออกมาอย่างเหลืออด ผมกำหมัดแน่น จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของคุณรสรินด้วยความดุดันและแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความขี้อายและความประหม่าที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาและความหวงแหนที่พลุ่งพล่านอยู่ในสายเื
คุณรสรินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เธอคงไม่คิดว่าเด็กหนุ่มหงอๆ อย่างผมจะกล้าขึ้นเสียงและพูดคำนั้นออกมาตรงๆ
"เธอ... ว่ายังไงนะ?" เธอถามย้ำเสียงแ่ลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความสงบนิ่ง
"ผมบอกว่าผมหึงครับ! ผมหึงที่คุณรสไปยิ้มให้พี่ท๊อป! ผมหึงที่เขากล้ามาชวนคุณรสไปดินเนอร์รูฟท็อป! ผมหึงที่เขาได้เข้าใกล้คุณรสมากกว่าผม!" ผมระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาเป็ชุด น้ำเสียงของผมสั่นพร่าด้วยความโกรธและความน้อยใจ "ผมรู้ว่าผมเป็แค่เด็กฝึกหัด เป็แค่ลูกน้องที่ไม่มีอะไรเทียบพี่ท๊อปได้เลย แต่ผมทนไม่ได้ที่ต้องเห็นคุณรสทำตัวสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น... ผมชอบคุณรสจริงๆ และไม่ได้มองคุณรสเป็แค่เ้านายอีกแล้ว!"
ประโยคสารภาพรักที่หลุดออกมาจากปากผมทำให้บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ผมหอบหายใจหนักหน่วง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวกับผลลัพธ์ที่จะตามมา ผมเพิ่งสารภาพรักกับเ้านายจอมดุไปตรงๆ แถมยังเป็การสารภาพด้วยอารมณ์หึงหวงที่ก้าวร้าวอีกต่างหาก เธอต้องโกรธมากแน่ๆ เธออาจจะไล่ผมออกพรุ่งนี้เลยก็ได้
ผมหลบตาลง มองพื้นพรมด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ รอรับพายุอารมณ์ที่จะโหมกระหน่ำลงมาใส่
แต่ทว่า... สิ่งที่ผมได้รับกลับไม่ใช่คำด่าทอหรือการตบหน้าอย่างที่คาดคิด
ความเงียบสงัดดำเนินไปเพียงอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะในลำคอแ่เบาจะดังขึ้นเบื้องหน้าผม ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ และสิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
คุณรสรินไม่ได้โกรธเกรี้ยว เธอกลับกำลังคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ไม่ได้อบอุ่นหรืออ่อนโยน แต่มันเป็รอยยิ้มที่เยือกเย็น เ้าเล่ห์ และแฝงไปด้วยความยั่วยวนอย่างร้ายกาจ ดวงตาคมกริบของเธอทอประกายวาววับราวกับนางพญาเสือดาวที่กำลังพึงพอใจกับเหยื่อที่ดิ้นรนเข้ามาติดกับดักด้วยตัวเอง
"หึงงั้นเหรอ...? ชอบฉันจริงๆ งั้นเหรอ...?" เธอทวนคำพูดของผมช้าๆ น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากเ้านายจอมดุกลายเป็เสียงกระซิบที่แหบพร่าและเซ็กซี่จนขนแขนผมลุกซู่
เธอค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวผมจนปลายเท้าของเราแทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมและกลิ่นไวน์แดงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนผมรู้สึกมึนเมา เธอจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมด้วยสายตาที่เหนือกว่า สายตาของคนที่กุมอำนาจและรู้ดีว่าตัวเองมีอิทธิพลต่อผมมากแค่ไหน
"เธอนี่มัน... เป็เด็กดื้อที่บังอาจและอวดดีจริงๆ นะตง" เธอยกมือเรียวสวยขึ้นมาไล้ปลายนิ้วเบาๆ ไปตามแนวสันกรามของผม ััที่เย็นเฉียบแต่วาบหวามนั้นทำเอาผมสะดุ้งสุดตัว ร่างกายท่อนล่างที่ตื่นตัวอยู่แล้วยิ่งแข็งขึงขึ้นมาจนปวดหนึบไปหมด
"ค... คุณรส..." ผมครางชื่อเธอเสียงแ่ ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป กลายเป็ความอ่อนระทวยภายใต้ััและรอยยิ้มเยือกเย็นนั้น
"กล้าสารภาพรักกับเ้านาย แถมยังกล้ามาหึงหวงแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของทั้งๆ ที่ตัวเองเป็แค่ลูกน้องที่ทำผิดพลาดซ้ำซาก..." เธอเลื่อนปลายนิ้วลงมาััที่ปกเสื้อเชิ้ตของผม ลูบไล้เบาๆ อย่างยั่วยวน "ความผิดของเธอในวันนี้มันหนักหนามากนะตง... ทั้งเื่งาน ทั้งเื่มารยาท... และความบังอาจที่กล้ามาหึงฉัน"
รอยยิ้มที่มุมปากของเธอยิ่งกว้างขึ้น มันเป็รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ว่า... คำสารภาพของผมไม่ได้ทำให้เธอโกรธ แต่มันกลับไปกระตุ้นสัญชาตญาณความชอบเอาชนะและการอยากลงทัณฑ์ในตัวเธอให้ลุกโชนขึ้นมาต่างหาก เธอไม่ได้ปฏิเสธความรู้สึกของผม แต่เธอกำลังใช้มันเป็เครื่องมือในการควบคุมและบดขยี้ผมให้จมดิน
"บทลงโทษสำหรับเด็กดื้อขี้หึงที่บังอาจข้ามเส้น... มันต้องพิเศษกว่าปกติหน่อยล่ะมั้ง" เธอกระซิบชิดริมฝีปากของผม ลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดลงมาทำให้สติของผมหลุดลอย
ก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัวหรือตอบโต้อะไร คุณรสรินก็ถอยห่างออกไปครึ่งก้าว สายตาเยือกเย็นและทรงอำนาจกลับมาประทับบนใบหน้าของเธออีกครั้ง เธอจ้องมองผมั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาของผู้คุมกฎที่ไร้ความปรานี
"ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด"
คำสั่งเด็ดขาดและเฉียบขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะหลุดออกมานอกร่าง
"ค... คุณรส... ว่าไงนะครับ?" ผมถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจ เสียงสั่นเครือจนน่าสมเพช
"ฉันบอกให้... ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด" เธอย้ำคำสั่งอีกครั้งช้าๆ ชัดๆ พร้อมกับกอดอกมองผมด้วยสายตาที่ท้าทายและบีบบังคับ "ในเมื่อเธออยากจะข้ามเส้นจากคำว่าลูกน้องนัก... ก็เตรียมตัวรับบทลงโทษที่แท้จริงสำหรับผู้ชายขี้หึงที่กล้าลองดีกับฉันได้เลย... ถอดออกเดี๋ยวนี้!"
คำสั่งนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกบาล ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปจับกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตตัวเอง สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยเฉียบคมที่กำลังแสยะยิ้มเยือกเย็นรอคอยดูความน่าสมเพชของผมอยู่
เกมการลงทัณฑ์ที่แท้จริง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และครั้งนี้... มันจะต้องเร่าร้อนและลึกซึ้งจนผมต้องจดจำไปจนวันตายอย่างแน่นอน
*(โปรดติดตามตอนต่อไปใน ตอนที่ 18: กำราบเด็กหึงหวง)*