จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 106 ประกาศสงคราม

    ตอนที่ 106 ประกาศสงคราม ภาพเบื้องหน้าของราชามังกรพันนภาปรากฏมังกรเกล็ดสีดำปกคลุมตัว พวกมันไม่ได้อยู่ในร่างเต็มแต่กลับอยู่ในสภาพคล้ายมนุษย์ราวกับกิ้งก่ายักษ์สูงสี่เมตรยืนสองขา กลิ่นอายของพวกมันแต่ละตัวล้วนน่าเกรงขามยิ่งประดุจว่าผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน ยังมีกลิ่นคาวเลือดบางเบาที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกขนหัวลุก เพียงปราดมองก็รับรู้ได้ว่าพวกมันแข็งแกร่ง และมันคือสายพันธุ์มังกรที่แข็งแกร่งที่สุด “มังกรสงคราม” มังกรสายพันธุ์นี้เป็นรองเพียงมังกรสายพันธุ์ราชวงศ์และต้นตระกูลเท่านั้น  พวกมันถูกชุปเลี้ยงโดยเทพมังกรและเป็นเพียงขุมกำลังเดียวที่เหล่ามังกรด้วยกันให้ความเคารพยำเกรง  “นั่นมันมังกรสงคราม…” เหมันตกาลเอ่ยขึ้นอย่างตื่นตะลึง อย่างที่ทราบโดยทั่วกัน มังกรสงครามขึ้นตรงต่อเทพมังกร หากคำสั่งไม่ได้ถูกถ่ายทอดลงมาโดยตรง พวกมันจะไม่ฟังคำสั่งใครทั้งนั้น แต่เหตุการณ์เบื้องหน้านี่มันอะไรกัน? แม้กระทั่งราชามังกรนิดฮอกก์ผู้หยิ่งทรนงยังเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “มีอยู่จริงรึ…” มังกรสงครามถูกกล่าวขานกันเป็นวงกว้าง แม้กระทั่งเหล่าราชามังกรที่ไม่สนใจโลกล้วนรู้จักพวกมันทุกตัว แน่นอน รวมไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆด้วยเช่นกัน ชื่อเสียงของพวกมันโด่งดังไปทั่วทั้งโลกต้นกำเนิด พวกมันจะปรากฏตัวเมื่อเกิดสงครามขึ้นเท่านั้น ความแข็งแกร่งของพวกมันราวกับฝันร้ายของศัตรู “เป็นไปได้ยังไง มังกรสงครามจะเคลื่อนไหวเมื่อเกิดสงครามขึ้นไม่ใช่หรือ…” พญามังกรไทฟอนเอ่ยขึ้นอย่างลนลาน ในช่วงเวลานั้นเองที่ราชามังกรพันนภาพลันเคลื่อนกายและกวาดสายตามองเหล่าราชามังกรทุกพระองค์ สีหน้าของพันนภาจริงจังอย่างที่สุด ท่าทางสุขุมเริ่มเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “ถูกต้อง…” ทันใดนั้น ราชามังกรพันนภาหันกายกลับไปทางเหล่าสิบมังกรสงครามที่คุกเข่าเคารพอยู่ตรงหน้า “ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป กองทัพเทพมังกรจะเคลื่อนทัพในวันรุ่งขึ้นทันที โดยพวกเจ้าจะประจำหน่วยที่แตกย่อยออกไปสิบหน่วยทัพ พวกเจ้าจะเป็นขึ้นเป็นแม่ทัพนำสงคราม ส่วนข้าและท่านเทพมังกรจะปกปักษ์รักษาดินแดนมังกรเอาไว้---ในเมื่อจักรพรรดิปรารถนาจะขึ้นครองบัลลังก์โลก จงนำสาส์นจากข้าประกาศกร้าวให้ทุกเผ่าพันธุ์รับรู้อย่างทั่วถึง พวกเราจะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่า…อีกฝ่ายคือจักรพรรดิ…” ราชามังกรพันนภากล่าวออกอย่างเยือกเย็น แววตาของมังกรผู้ชรากวาดมองสิบมังกรสงครามเบื้องหน้าด้วยความขึงขังอย่างยิ่งยวด สถานการณ์ยามนี้คือความเป็นไปของเผ่าพันธุ์มังกร… “ท่านผู้อาวุโส!? สิทธิ์ควบคุมกองทัพเทพมังกรอยู่กับท่านเทพมังกรไม่ใช่หรือ!? อีกอย่าง ท่านเทพมังกรไม่เคยยุ่งเกี่ยวเรื่องการปกครองบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย แล้วนี่ท่าน?!!…” พญามังกรไทฟอนเอ่ยอย่างลนลานราวกับไฟลนก้น ภาพลักษณ์ของพญามังกรถูกทำลายลงในพริบตา ปรากฏเพียงความลนลานและท่าทางหวาดกลัว ถูกต้อง… มันเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว… แต่มันพยายามปฏิเสธความจริงข้อนั้น ความจริงที่ว่า---มหาสงครามกำลังจะอุบัติขึ้นอีกแล้ว… “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือไทฟอน---การถือกำเนิดของจักรพรรดิคือภัยอันตรายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง หากเราไม่ฆ่ามัน มันก็จะฆ่าเรา ตัวอย่างก็มีให้เห็นถึงสองยุคแล้ว… ซากศพของพวกพ้องและเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ตายกลาดเกลื่อนนั่น! เจ้าคิดบ้างไหมว่าข้ารู้สึกเยี่ยงไร!! ภาพของครอบครัว… ภาพของสหาย… และภาพของเหล่ารางวงศ์ที่ถูกล้างบาง… หรือลูกหลานของข้า… เจ้าเข้าใจความรู้สึกเช่นนั้นหรือไม่!!!” ราชามังกรพันนภาจับจ้องพญามังกรไทฟอนพลางกล่าวเสียงดังสะท้าน มันกลับมีหยดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างเชื่องช้า ในช่วงเวลานี้ ราชามังกรตนอื่นล้วนเงียบสงัดอย่างถึงที่สุด พญามังกรไทฟอนเองก็มิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้ ผลประโยชน์ของเผ่าพันธุ์มังกรต้องเป็นที่ตั้ง ถึงแม้การเผชิญหน้ากับนามแห่งจักรพรรดิจะอันตรายถึงขั้นสูญพันธุ์ แต่ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้เกรงว่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว… “ถ้าเข้าใจแล้วก็ดี” ราชามังกรพันนภาเอ่ยก่อนหันกลับไปทางสิบมังกรสงครามที่ยังคงอยู่ในท่าคุกเข่าเคารพ “ก่อนจะนำทัพในวันพรุ่งนี้ ข้าจะไปเข้าเฝ้าท่านเทพมังกรเพื่อกราบทูลถึงมหาสงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้น…” “รับบัญชาราชามังกร” มังกรสงครามทั้งสิบเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ก่อนมังกรสงครามที่อยู่ตรงกลางจะกล่าวต่อ “ท่านราชามังกรพันนภา มีข่าวสารมาว่าท่านจักรพรรดิมังกรทมิฬพบหลานของตนเองแล้ว ซึ่งเรายังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับหลานของท่านจักรพรรดิมังกรทมิฬ แต่พึ่งได้รับการยืนยันมาว่าหลานของท่านตอนนี้อยู่ในมหาทวีป” “ฮึ่ม!! เจ้าทรยศนั่นนะรึ…จักรพรรดิมังกรองค์ปัจจุบันทรงไม่พอพระทัยอย่างมาก แต่ทว่า… เป็นไปได้ให้วางเรื่องของมันไว้ก่อน ในช่วงเวลานี้เราจะต้องรีบตามหานามแห่งจักรพรรดิและสังหารล้างโคตรโดยเร็วที่สุด” “รับบัญชา” สิ้นคำกล่าวของมังกรสงคราม พวกมันทั้งสิบพลันทะยานร่างสู่ท้องนภา ปีกคู่หลังขยายกว้างออกก่อนบินลับหายไปด้วยเวลาอันรวดเร็ว หลังจากการจากไปของสิบมังกรสงคราม เหล่าราชามังกรล้วนอยู่ในอาการงุนงงสับสน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาตระหนักได้ เผ่ามังกรได้เปิดฉากสงครามเป็นเผ่าแรกซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย… เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและยืนเหนือทุกชีวิตบนโลกกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง… หวาดกลัวตัวตนของบุคคลเพียงคนเดียว… “นามแห่งจักรพรรดิ” “ท่านผู้อาวุโส---ท่านได้กลิ่นของพวกนกอมตะบ้างหรือไม่?” ราชามังกรขาวเอ่ยถามไปทางราชามังกรพันนภา มันได้กลิ่นนี้มาสักพักใหญ่แล้ว เพียงแต่เมื่อลองถามราชามังกรตนอื่นดู กลับไม่มีใครเลยที่ได้กลิ่นมัน จนในที่สุดจึงต้องตัดสินใจเอ่ยถามกับราชามังกรพันนภาผู้อาวุโสที่สุดและมีประสบการณ์มากที่สุด  “นกอมตะรึ? ไม่เลย…” คำตอบของคำถามกลับกลายเป็นไม่รู้ตามเคย ราชามังกรขาวไม่เคยสงสัยในประสาทรับรู้ของตนเอง แต่ยากนักที่จะทำความเข้าใจได้ว่ากลิ่นพวกนกอมตะมาจากที่ไหน อีกทั้ง กลิ่นของมันยังเข้มข้นอย่างถึงที่สุดอีกด้วย ช่างน่าประหลาดนัก… ราชามังกรขาวเคยพบกับหัวหน้าเผ่าฟีนิกซ์มาก่อน แม้กระทั่งหัวหน้าเผ่ายังไม่มีกลิ่นของเลือดฟีนิกซ์ที่เข้มข้นถึงเพียงนี้ “ผู้อาวุโส---ข้าสามารถเข้าร่วมได้หรือไม่?” ราชามังกรนิดฮอกก์เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ นิดฮอกก์เป็นมังกรที่บ้าสงครามอย่างแท้จริง มันกระหายในพลังชีวิต หลังจากมังกรสามารถชนะมหาสงครามเมื่อกาลนานมาได้ มันก็ไม่เคยเกิดสงครามครั้งใหญ่อีกเลย อย่างสงครามครั้งล่าสุดที่มันเคยเข้าร่วมก็เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีมาแล้ว “สงครามมหาพฤษา” แน่นอน มันกำลังกระหายในสงคราม ราชามังกรพันนภาที่เห็นสีหน้าของราชามังกรนิดฮอกก์ซึ่งดูไม่สู้ดีนัก มันกลัวจะถูกปฏิเสธออกไปเพราะจุดประสงค์ในการประกาศสงครามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอันมาก แต่คำตอบกลับสร้างความประหลาดใจให้กับราชามังกรทุกพระองค์ “มังกรทุกตนสามารถเข้าร่วมมหาสงครามครั้งนี้ได้ โลกต้นกำเนิดกว้างใหญ่นัก ตามตำนานยังเล่ากันว่าแม้กระทั่งจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมเดินทางโดยใช้ความเร็วทั้งหมดที่มีล้วนกินเวลาไปถึงห้าวันเศษจึงจะเดินทางได้แปดในสิบส่วนของโลก…” ทันใดนั้นที่แววตาของเหล่าราชามังกรเริ่มเบิกกว้างขึ้น พวกมันไม่คิดว่าพันนภาจะพูดโกหก แต่สิ่งนี้ยากจะเชื่อจริงๆ แม้กระทั่งจักรพรรดิที่กล้าแกร่งที่สุดในโลกยังต้องใช้เวลาถึงห้าวันเต็มถึงจะเดินทางได้แปดในสิบส่วนของโลก นั่นคือจักรพรรดิเชียวนะ… จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมที่แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาด “ถ้าเช่นนั้น… กองทัพเทพมังกรจะใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะเดินทางได้ทั่วทั้งโลกต้นกำเนิด” คำถามพลันผุดขึ้นมาในหัวของราชามังกรลาดอน มันไม่ใช่สิ่งที่ลาดอนสงสัยเพียงผู้เดียว เหล่าราชามังกรพระองค์อื่นล้วนสงสัยเฉกเช่นเดียวกัน “อย่างน้อยก็สิบปี…” !!!!! ความตกตะลึงวาบผ่านใบหน้าของเหล่าราชามังกรโดยทั่วกัน หากพูดถึงระยะเวลาสิบปีสำหรับเผ่ามังกร มันน้อยนิดราวกับหายใจทิ้งเพียงเท่านั้น แต่เมื่อลองพิจารณาเวลาสิบปีสำหรับการเดินทางทั่วทั้งโลก มันนับว่ายาวนานและน่าเบื่ออย่างมาก อีกทั้ง พวกมันยังต้องเดินทางและตามหาตัวของคนๆหนึ่งไปพร้อมกัน ภารกิจในครั้งนี้เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้!!! ภายในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล ภายใต้ท้องนภา ผืนดิน มหาสมุทรและเมืองบาดาล มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคนผู้หนึ่งให้พบ เมื่อเหล่าราชามังกรตระหนักได้ถึงความกว้างใหญ่ของโลกใบนี้ ไฟแห่งความหวังของพวกมันพลันดับลงในพริบตา ถ้านานขนาดนั้นไม่ได้หมายความว่าจักรพรรดิจะแข็งแกร่งจนต่อกรไม่ได้แล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้น พวกเราจะพยายามไปเพื่ออะไร? “จงเชื่อใจในข้า” ราชามังกรพันนภาเอ่ยขึ้น ราชามังกรล้วนปรากฏความหม่นหมองบนใบหน้า ถึงแม้คำกล่าวของพันนภาจะหนักแน่นและเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจก็ตาม มันก็ไม่มากพอจะจุดไฟที่มอดดับไปให้ติดขึ้นมา “พวกเรายังมีไพ่ตายอยู่…” …… ในขณะที่อีกฟากของโลกกำลังเกิดความโกลาหล ในช่วงเวลานี้ที่มหาทวีป ณ ดินแดนมนุษย์ ภายในห้องสมาคมการค้าบัญชามังกรสาขาเมืองหลวงเทพมนุษย์ ภาพเบื้องหน้าของเซียนอาภรณ์ดำปรากฏมังกรเกล็ดมรกตนอนน้ำลายฟูมปากสิ้นสติอยู่เบื้องหน้า ข้างกายของเขาคือสาวน้อยฟีนิกซ์ซึ่งใต้หน้ากากก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก นิสเวมนับว่ายอดเยี่ยมอย่างมากที่สามารถเผชิญแรงกดดันของเหล่าราชามังกรได้โดยไม่หมดสติไป ถึงกระนั้น สาวน้อยก็ยากจะคุมสติไว้กับตัว มีเพียงอาการเลื่อนลอยปรากฏให้เห็น กาติรัสจับจ้องสาวน้อยที่ยืนข้างเคียงเผยรอยยิ้มอบอุ่น งานนี้มันหนักหนาไปสำหรับเธอจริงๆ ถึงแม้อายุอานามของบุคคลทั้งสองจะห่างกันเพียงสามปีเท่านั้น แต่มันมิอาจปกปิดอากัปกิริยาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวไปได้ กาติรัสดูสุขุมราวกับผู้อาวุโสผู้ผ่านโลกมามาก ในขณะที่สาวน้อยยังคงดูใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กสาวธรรมดา มันคือความแตกต่างทางด้านประสบการณ์และจิตใจ กาติรัสลูบศีรษะของสาวน้อยอย่างอ่อนโยน เพียงชั่วพริบตาเดียวที่แววตาดูไร้ชีวิตของนิสเวมกลับฉายประกายแวววาวดุจอัญมณี ถึงกระนั้น แววตาคู่นั้นกลับยังปรากฏกลิ่นอายของความตายหลงเหลืออยู่ ภายใต้หน้ากากสีขาวบริสุทธิ์ นิสเวมกระแอมไออย่างรุนแรง “แค่กๆ แค่กๆ…” ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานกระจายไปทั่วทั้งร่างกาย ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลำคอ ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่ปะปนมากับความร้อนปริศนาและความรู้สึกราวกับไร้ชีวิตชีวา “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว…” กาติรัสกล่าวปลอบในขณะที่ลูบศีรษะของสาวน้อยไปอย่างช้าๆ ไม่มีใครทราบเลยว่าชายหนุ่มกำลังซึมซับพลังงานด้านลบที่ติดตัวมากับนิสเวม กาติรัสกำลังแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้โดยไม่ปริปากหรือแสดงท่าทางอันใดออกมา แม้ปลายนิ้วจะร้อนระอุดุจเพลิงบรรลัยแผดเผา แม้สองขาจะเย็นยะเยือกดุจขุมนรกน้ำแข็งแผ่ซ่าน แม้ลำคอจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกคมมีดทิ่มแทง แม้กายานี้จะเริ่มสูญเสียพลังชีวิตไปบ้างแล้วก็ตาม จักรพรรดิก็ไม่คร่ำครวญเริ่มร่ำร้องใดๆ มีเพียงความสงบนิ่งดุจขุนเขาอันมั่นคง จวบจนห้วงเวลาผ่านพ้นไปสิบลมหายใจ นิสเวมจึงหยุดกระแอมไอ ภาพเบื้องหน้ายังคงเลือนลางนัก ทันทีที่พรมบนพื้นเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในสายตา ทันทีที่โต๊ะตัวเก่าเริ่มปรากฏรอยฝุ่นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นิสเวมหันขวับไปมาพลางกวาดมองบริเวณโดยรอบอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นสมาคมการค้าบัญชามังกร เมื่อสาวน้อยพยายามจะก้าวยืนออกไปจำต้องบังเกิดเสียงดัง กรึก… เมื่อรู้สึกว่าตนเองเหยียบอะไรบางอย่างเข้า นิสเวมพลันหันมองไปอย่างเร่งรีบด้วยความตระหนกตกใจ สิ่งนั้นก็คือหางของมังกรวายุที่หมดสติไป… นิสเวมกำลังตกตะลึง… แม้ดวงใจของสาวน้อยจะเต้นไม่เป็นระส่ำด้วยความหวาดกลัว เธอก็ไม่กรีดร้องหรือส่งเสียงอันใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ มีเพียงแววตาคู่งามที่ขยายกว้างเล็กน้อย ภายใต้สถานการณ์อันเงียบงัน มันบีบเค้นให้สาวน้อยบังเกิดความรู้สึกกลัวจับจิต ภาพอันโหดร้ายในอดีตฉายย้อนกลับมา ภาพของหมู่บ้านตนเองที่ถูกรุกรานเปลวไฟอาบท่วมและเสียงกรีดร้องของผู้ร่วมชะตากรรม ฉากการฆ่าฟันอันโหดร้ายไร้ปราณี และฉากสุดท้าย ฉากที่เธอถูกจับตัวไปโดยผู้ชราเผ่ามนุษย์คนหนึ่ง  ภายใต้ความทรงจำอันขมขื่นกลับปรากฏสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุด…ภาพของบุคคลสวมอาภรณ์สีดำกลับแว๊บเข้ามาในหัวของเธอพลันกลืนกินมิติภาพอันน่าโหดร้ายทารุณในพริบตา นิสเวมก้าวถอยห่างจากร่างของมังกรวายุโดยไม่ละสายตาไปจากมัน ปึก ทันใดนั้นเองที่หญิงสาวได้ชนเข้ากับอะไรบางอย่าง “กลัวหรือ…” เมื่อมีเสียงสายหนึ่งดังขึ้น ภาพปริศนาที่กำลังฉายในหัวพลันเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ และในจังหวะนั้นเองที่นิสเวมหันกายกลับไปตามต้นเสียงอย่างรวดเร็ว มันเป็นจังหวะแห่งปาฏิหาริย์ ภาพบุคคลปริศนาที่โผล่ขึ้นมาในหัวกำลังเริ่มซ้อนทับกับรูปลักษณ์ของบุคคลเบื้องหน้า เมื่อภาพในหัวเริ่มดำเนินต่อ มือของบุคคลที่สวมอาภรณ์สีดำผายออกราวกับจะโอบกอดเธอเอาไว้ นิสเวมกลับไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย แม้ภาพในหัวจะไม่ปรากฏใบหน้าของบุคคลผู้นั้น ไม่ปรากฏเผ่าพันธุ์หรือลักษณะใดๆ สิ่งหนึ่งที่เธอพึงตระหนักรู้ บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ชาย… นอกจากนิสเวมจะไม่ขัดขืนแล้ว สาวน้อยกลับยอมให้เขาโอบกอดร่างของเธอเอาไว้อย่างนั้น “ไม่ต้องกลัว---เจ้าปลอดภัยแล้ว…” เสียงปริศนาดังขึ้น เมื่อนิสเวมรู้สึกตัวอีกที สาวน้อยก็อยู่ในอ้อมกอดของกาติรัสไปเสียแล้ว แววตาคู่งามราวกับปลาตายผันเริ่มปรากฏความมีชีวิตชีวิาขึ้นอย่างเต็มที่ ผลกระทบจากเหล่าราชามังกรถูกซึมซับออกไปอย่างสมบูรณ์ แต่ทว่า… เสียงเรียกหาของดรุณน้อยกลับเป็นจังหวะบีบรัดหัวใจอย่างที่สุด “กาติรัส… กาติรัส… กาติรัส… กาติรัส… กาติรัส…” นิสเวมเอ่ยชื่อของบุรุษผู้หนึ่งซ้ำไปมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:11,409 พลังกาย:95,678,112 พลังเวทย์:97,004,001 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ