ตอนที่ 11
ข้าได้รับรอยสักที่เรืองแสงได้
โซวาโรพาข้าอุ้มเ้าอาเธอร์กลับมายังกิลด์อีกครั้งข้าสงสัยว่าทำไมดึกดื่นป่านนี้เขาถึงไม่ยอมเลิกงานซักทีนะ
พวกเรากลับมาสู่ห้องต้นไม้แห่งเวทมนตร์โซวาโรให้ข้ายืนรอ เขาเดินไปยังโคนต้นและเด็ดผลที่เป็ตราอัญเชิญสีฟ้าอีกครั้งข้านึกสงสัยว่าอันก่อนหน้านี้ที่เขาเด็ดมาตอนกลางวันมันไปไหนซะแล้ว แต่ข้าก็ไม่ได้ถามออกไปชายผมทองเดินเข้ามาหาข้า ข้าขยับถอยหนีตามสัญชาตญาณอีกฝ่ายดูสงสัยกับท่าทีของข้านิดๆ
“ถ้าท่านไม่ยอมให้ข้าเข้าใกล้ข้าก็ไม่สามารถประทับตรานักสำรวจให้ท่านได้นะขอรับ” โซวาโรกล่าว
“ทำจากระยะไกลๆก็ได้นี่”ข้าเสนอ
“เ้าเป็โรคกลัวผู้ชายเหรอ”อาเธอร์ที่อยู่ในอ้อมแขนของข้าเอ่ยถาม ไม่ใช่ว่ามันหลับอยู่งั้นเหรอ
“เปล่าซักหน่อย!” ข้าปฏิเสธเสียงแข็ง
“งั้นรับตรานี่ไว้ขอรับ”โซวาโรโยนตราอัญเชิญมาทางข้าแทบจะในทันทีที่เขาพูดจบ แน่นอนว่าข้าไม่ได้ตั้งตัวซักนิดใจของข้าหล่นวูบสิ่งของที่มีมูลค่าหลายร้อยเหรียญทองกำลังลอยอยู่บนฟ้าและพร้อมจะตกไปแตกสลายหากข้ารับพลาดข้าโยนเ้าอาเธอร์ทิ้งแล้วพุ่งคว้าตราอัญเชิญสีฟ้าครามเอาไว้ด้วยสัญชาตญาณการตอบสนองแบบที่ข้าก็ใตัวเองเช่นกันข้ากลิ้งไปกับพื้น ส่วนเข้าอาเธอร์ตกกระแทกอย่างแรง
“แง๊ว!” เสียงร้องของมันน่าสงสารสุดๆ ขอโทษนะเ้าเหมียวจะโกรธก็ไปโกรธอีตาโรคจิตนั่นเถอะนะ
ข้ารีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อมองสำรวจแล้วว่าตราอัญเชิญไม่ได้บุบสลายข้าจึงเริ่มโวยวายต่อว่า“นี่เ้าทำบ้าอะไรเนี่ย! รู้ไหมว่าทำอะไรลงไป!”
“ข้าแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุดเท่านั้น”โซวาโรตอบกลับมาหน้าตาเฉย “ซึ่ง...มันก็ได้ผล ท่านไม่ต้องเข้าใกล้ข้าเลยซักนิด”หมอนี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำให้ข้าหงุดหงิดแค่ไหนหรือบางทีเขาอาจจะรู้แต่ทำเป็ไม่สนใจก็ได้
“อยากเกิดเป็ก้อนหินชะมัดเลยเหมียว”อาเธอร์บ่นอุบอิบพลางเลียตรงบริเวณหลังตัวเองที่เพิ่งกระแทกพื้นเมื่อกี้
“เ้านี่มัน!!!” ข้าไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าอีกฝ่ายดี
“โปรดใช้งานตราอัญเชิญเพื่อลงทะเบียนนักสำรวจด้วยขอรับ”อีกฝ่ายเริ่มร่ายบทอันเป็ทางการแบบที่ชอบทำอีกครั้ง
“รู้แล้วน่า!” ข้ายังคงหงุดหงิดไม่หาย แต่ก็ต้องพยายามสงบสติอารมณ์สิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือหนึ่งในสิ่งที่พิเศษสำหรับชีวิตข้าไม่ใช่เพราะว่าข้าอยากจะเป็นักสำรวจมากอะไรขนาดนั้นแต่ข้าแค่ตื่นเต้นที่ในที่สุดข้าก็จะได้หาเงินจำนวนมากๆมาดูแลครอบครัวของข้าได้แล้วและการมีอาเธอร์อยู่ด้วยทำให้ข้ามีความหวังมากยิ่งขึ้นอาเธอร์ทำให้ข้าได้เริ่มต้นในจุดที่ต่างจากท่านพ่อของข้าเขาเป็เพียงคนธรรมดาที่มีตราอัญเชิญเวทมนตร์อยู่ไม่กี่ก้อนเท่านั้นแถมพลังก็ด้อยกว่าสัตว์อัญเชิญที่ข้าอย่างเห็นได้ชัดอาเธอร์พิสูจน์ในมหาดันเจี้ยนไปครั้งนึงแล้วว่ามันแข็งแกร่งพอจะเป็ใบเบิกทางไปสู่อนาคตที่ดีให้ข้าได้ถ้าถามข้าตอนนี้ข็กล้าตอบอย่างมั่นใจเลยว่าข้าไม่ได้นึกกลัวการสำรวจมหาดันเจี้ยนซักนิด
ข้าออกแรงบีบตราอัญเชิญที่เป็ก้อนผลึกมีอักขระสีฟ้าครามสลักไว้ตรงกลางมันแตกสลายอย่างง่ายดายเมื่อผู้ใช้งานมีประสงค์ที่จะใช้มันราวกับตราอัญเชิญทุกชิ้นสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้ใช้ได้ตราอัญเชิญในมือของข้าสลายกลายเป็ละอองแสงสีฟ้าลอยรายล้อมร่างของข้าเอาไว้
“จากนั้นก็กำหนดในจิตใจว่า้าสลักตราไว้ที่ใด”โซวาโรเอ่ยปากบอกขั้นตอนต่อไป ข้าทำตามแต่โดยดี หัวใจของข้าเต้นตุบๆไปด้วยความตื่นเต้นข้าคิดว่าถ้าตราสลักมาอยู่ที่ข้อมือเหมือนลูคัสก็คงจะดูดีไม่น้อย พริบตานั้นเองที่ละอองแสงสีฟ้าค่อยๆไหลซึมลงไปในข้อมือข้างขวาของข้าเกิดเป็อักขระที่ดูเหมือนรอยสักเรืองแสง มันสวยมาก ข้ามองมันด้วยแววตาทอประกายเฉกเช่นเด็กสาวที่ได้เครื่องประดับชิ้นใหม่
“จากนั้นเอาฝ่ามือัักับอักขระอัญเชิญเพื่อเชื่อมต่อเวทมนตร์จากใจกลางร่างกายเข้ากับตราอัญเชิญแล้วลองกำหนดจิตสำนึกรวบรวมความปรารถนาเพื่อเรียกใช้งานมันดูขอรับ” โซวาโรแนะนำต่อ
“ห๊ะ...ยังไงนะ”ข้างง ฟังดูเหมือนจะเข้าใจได้ง่ายๆ แต่นั่นมันน่าสับสนสุดๆ
“เอานิ้วแตะตรงบริเวณข้อมือขวาของท่านครับ”โซวาโรค่อยๆอธิบายอย่างใจเย็น ข้าทำตาม “จากนั้นหลับตาขอรับสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ” ชายตรงหน้าค่อยๆพูดไปทีละขั้นตอนข้าคิดในใจว่าถ้าอธิบายแบบนี้ั้แ่แรกก็เข้าใจไปแล้ว “อธิษฐานในใจ วิงวอนขอให้ตราอัญเชิญทำงาน”และเมื่อข้าทำตามถึงขั้นตอนนั้นตราอักขระในข้อมูลของข้าก็ะเิประกายแสงเปล่งปลั่งออกมาละอองแสงสีฟ้าลอยมารวมตัวกันเป็กรอบสี่เหลี่ยมตรงหน้าข้ามันเรียงตัวเป็ข้อความในภาษาที่ข้าไม่เคย นี่มันไม่น่าจะเป็ไปได้! ข้าไม่เคยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก่อน ไม่มีทางเลยที่ข้าจะสามารถอ่านตัวอักษรใดๆได้ยิ่งกับภาษาที่ข้าไม่เคยเห็นแล้วด้วยแต่ข้ากลับเข้าใจข้าความตรงหน้าได้ทุกตัวอักษรอำนาจของเวทมนตร์ช่างน่าพิศวงเสียจริง
ในแผ่นกระดานเวทมนตร์(ข้าขอเรียกมันเช่นนั้นก็แล้วกัน)ถูกเขียนเอาไว้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของข้ามันมีชื่อของข้า มีคำว่าระดับซึ่งหมายถึงความสามารถ ข้าอยู่ในระดับที่ 1ข้าไม่รู้ว่านั่นหมายความว่าข้าแข็งแกร่งหรือใช้การไม่ได้กันแน่ทว่าตรงที่ข้าสนใจจริงๆคือส่วนที่เขียนว่า สัตว์อัญเชิญ
เผ่าพันธุ์: แมวบ้าน
ระดับ: 2
ชนชั้น: สัตว์เลี้ยง
ธาตุ:ไร้ธาตุ
ทักษะพิเศษ: ปีกแห่งา
โซวาโรเดินเข้ามายืนดูอย่างเงียบๆข้าขมวดคิ้ว ก็ไม่ได้จะเถียงอะไรหรอกที่มันจะบอกว่าอาเธอร์เป็แมวบ้านๆตัวนึงแต่ที่อยากโวยวายก็คือทำไมมันถึงได้มีระดับที่สูงกว่าข้าได้ล่ะเนี่ย
“เ้าแอบเข้ามาใกล้ข้าอีกแล้วนะ!” ข้าเริ่มโวยวายอีกครั้ง โซวาโรยอมถอยไปสองก้าวแต่โดยดี“นี่คืออะไรงั้นเหรอ” ข้าชี้ถามหลังจากที่ทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทาง
“สถานะนักสำรวจขอรับ”โซวาโรตอบ “เอาไว้ใช้สำหรับตรวจสอบความก้าวหน้าในด้านความสามารถของเหล่านักสำรวจแต่จะต้องเรียกใช้เฉพาะภายในห้องนี้ที่อยู่ในอานาเขตเวทมนตร์ของต้นไม้แห่งการอวยพรเท่านั้น”เขาผายมือไปยังต้นไม้เวทมนตร์ที่มีผลเป็ตราอัญเชิญอยู่เต็มต้น
“แมวของข้ามันมีทักษะพิเศษเขียนเอาไว้ด้วย”ข้าพูดต่อ “มันเขียนว่าปีกแห่งา อะไรคือปีกแห่งางั้นเหรอ”
โซวาโรเงียบไปซักครู่เหมือนเขากำลังพยายามรื้อหาคำตอบจากคลังข้อมูลภายในหัวของเขามาตอบข้า“ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกันบางที...นั่นอาจจะเป็ทักษะพิเศษที่มีเฉพาะกับแค่สัตว์อัญเชิญของท่านก็ได้ขอรับ”
“ว้าว”ข้ารู้สึกดีนิดหน่อยที่ข้าได้ของที่ไม่มีใครมีเหมือนเอาไว้ข้าช้อนอาเธอร์ที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นขึ้นมาอุ้ม เ้าแมวส้มครางครืดๆอยู่ในลำคอยิ่งนานไปข้าชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอาเธอร์มันหลับจริงๆหรือครึ่งหนึ่งของ่เวลาที่มันนอนหลับตาคือมันแกล้งหลับกันแน่
แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงดนตรีกระชับๆดังขึ้นมันเป็ดนตรีเสียงสูงที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว โซวาโรชะงัก ข้าขมวดคิ้ว“ดึกดื่นป่านนี้แล้วเนี่ยนะ นั่นมันเสียงอะไรกัน”
“แจ้งเตือนฉุกเฉินขอรับ”โซวาโรกล่าว ก่อนจะรีบเดินลงไปชั้นล่างทันทีแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรแต่ข้าก็ตามเขามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเมื่อเราลงมาชั้นล่างเราก็พบกับกลุ่มนักผจญภัยสี่คนที่มีสภาพสะบักสะบอม เนื้อตัวเต็มไปด้วยาแที่ดูเหมือนกับรอยถลอกมีทหารยามหอบหิ้วพวกเขามาถึงที่นี่
“เกิดอะไรขึ้น”โซวาโรเอ่ยถามอย่างสุขุม
“ม...มหาดันเจี้ยนแห่งน้ำแข็งเกิดบ้าคลั่งหนัก...”ตัวแทนของนักผจญภัยเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นะเื“ทีมสำรวจของเรา...ส...เสียไปเกือบครึ่ง และที่เหลือยังติดอยู่ในนั้น” เขาหอบหายใจ
“รวมถึงท่านโพรตาติสด้วยงั้นเหรอ”โซวาโรเอ่ยถาม ข้านึกสงสัยว่าใครคือโพรตาติส
“ใช่ขอรับ”อีกฝ่ายแสดงสีหน้าเ็ป ดูท่าทางเขาคงเพิ่งจะเคยเจอเื่เลวร้ายขนาดนั้นมาแน่ๆเขาทำให้ข้านึกถึงทีมนักสำรวจที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมาเมื่อวาน
โซวาโรตีสีหน้าเครียดก่อนที่เขาจะเอ่ยบอกกับทหารยามว่า“ฝากพวกท่านไปปลุกท่านลูคัสกับท่านเนียเรสทีขอรับเราจะจัดตั้งทีมช่วยเหลือกันเดี๋ยวนี้” ชายผมทองกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังพวกทหารยามรับคำก่อนจะแยกย้ายหายไป โซวาโรเข้าไปดูแลาแของเหล่านักสำรวจที่เหลือรอดกลับมาข้านึกสงสัยว่าทำไมพวกในตอนแรกออกสำรวจกันด้วยจำนวนเท่าไหร่ทำไมถึงหนีรอดออกมาได้เพียงสี่คนเท่านั้น
ใช้เวลาซักพักใหญ่ลูคัสกับหญิงสาวคนที่ข้าเจอในสนามประลองก็เดินทางมาถึงกิลด์ลูคัสดูกระฉับกระเฉงในขณะที่หญิงสาวคนนั้นเดินหาวมาอย่างเซื่องซึม
“เจอแบบนี้บ่อยๆขอบตาข้าแย่แน่ๆเลย”นางบ่นก่อนจะเอ่ยทักทายข้า “สวัสดีสาวน้อยทำไมเ้าถึงได้มาอยู่ที่กิลด์เวลาแบบนี้กันล่ะ” ข้ายักไหล่
“สถานการณ์ฉุกเฉินขอรับ”โซวาโรพาทุกคนเข้าเื่
“รู้แล้วไปช่วยเ้าโพรตาติสใช่ไหมล่ะ” ลูคัสฉีกยิ้มเจิดจ้า
“เราจะไปกันแค่สามคนขอรับ”โซวาโรเอ่ย “มีท่านลูคัส ท่านเนียเรส และก็ข้า”นั่นทำให้ข้ารู้ว่าหญิงสาวแสนสวยคนนั้นมีนามว่า เนียเรส
“เ้าลืมนับเด็กคนนั้นไปนะ”ลูคัสชี้มาที่ข้า
“อ๊ะ...”ข้าใ
“ไม่ได้ขอรับท่านฟีเชียร์ยังไม่พร้อมสำหรับการสำรวจมหาดันเจี้ยนที่กำลังบ้าคลั่งอย่างหนักแบบตอนนี้”โซวาโรแย้ง
“ข้าจะดูแลนางเอง”ลูคัสบอก “แมวของนางน่ะแข็งแกร่งนะ เผลอๆอาจจะแข็งแกร่งกว่าข้าด้วยซ้ำ” เขาเหมือนคิดว่าจิตใจของข้ามันเร่าร้อนอย่างจะออกผจญภัยเสียเต็มประดา
“หึนักดาบเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรพูดว่าตัวเองแพ้แมวเนี่ยนะ”เนียเรสหัวเราะ “แปลกดีจัง”
“ยังไงก็ไม่ได้ขอรับ”โซวาโรค้านเสียงแข็ง
“ลองถามความเห็นนางดูหรือยังล่ะ”ลูคัสยิ้มเ้าเล่ห์ และข้าที่เตรียมตัวไว้ั้แ่แรกแล้วก็ตอบออกมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่า
“ข้าไม่ไป! ข้าจะกลับบ้านไปนอน” ลูคัสช็อก โซวาโรยิ้มมุมปากน้อยๆ เนียเรสปิดปากหัวเราะ
“เฉิ่มชะมัด”หญิงสาวนักสำรวจเอ่ยอย่างขบขัน
อาเธอร์ที่อยู่ในอ้อมแขนของข้าชะโงกหัวขึ้นมามันเองก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจก่อนจะเอ่ยชมข้าสั้นๆว่า “เ้าก็เจ๋งดีเหมือนกันนี่นาเหมียว”
โปรดติดตามตอนต่อไป