ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงจันทร์นวลตา เมืองชิงเฟิงที่เคยคึกคักด้วยแสงโคมกลับกลายเป็สมรภูมิไล่ล่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย หลินเทียนทะยานร่างไปตามแนวหลังคาบ้านเรือนอย่างรวดเร็วดุจเงาพราย ลมหนาวปะทะเข้ากับใบหน้าคมเข้มแต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเย็นเยียบนั้นเลย สิ่งเดียวที่เขาััได้ในยามนี้คือความร้อนแรงปานไฟแผดเผาที่ส่งออกมาจากกล่องไม้กฤษณาในอ้อมอก ชิ้นส่วนกระบี่พลิกฟ้ากำลังดิ้นรนราวกับมีชีวิต พลังงานมหาศาลของมันพยายามจะทะลวงยันต์สะกดออกมาเพื่อหลอมรวมกับด้ามกระบี่หักที่เอวของเขา
ทุกลมหายใจของหลินเทียนบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด พลังปราณสีครามในจุดตันเถียนของเขาถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุดเพื่อขับเคลื่อนวิชาตัวเบา 'วารีไร้ลักษณ์' ทุกครั้งที่ปลายเท้าแตะลงบนกระเื้ัคา มันจะแ่เบาราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำ ไร้ซึ่งเสียงกระแทกและร่องรอยให้ติดตาม ทว่าศัตรูที่อยู่เื้ักลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด
"เ้าเด็กสารเลว! ต่อให้เ้ามีปีกบินได้ ข้าก็จะเด็ดปีกเ้าทิ้งเสียที่นี่!" เสียงตวาดอันทรงพลังของฉินกงดังก้องมาจากทิศทางเื้ั รองเ้าสำนักพรรคอีกาโลหิตบัดนี้ไม่ได้ปิดบังพลังของตนเองอีกต่อไป เขาพุ่งทะยานข้ามหลังคาบ้านเรือนด้วยความเร็วที่เหนือกว่าหลินเทียนหลายเท่า ปราณสีม่วงดำที่ห่อหุ้มร่างของเขาทำให้เขาดูดั่งอสุรกายที่โผบินอยู่ในเงามืด
หลินเทียนกัดฟันกรอด เขาโดดข้ามตรอกแคบๆ พลางกวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ สถานการณ์ยามนี้คับขันอย่างยิ่ง นอกจากฉินกงแล้ว เขายังรู้สึกได้ถึงกลุ่มยอดฝีมืออีกหลายกลุ่มที่กำลังตีวงล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งศิษย์พรรคอีกาโลหิตที่ชำนาญการสะกดรอย และจอมยุทธ์หน้าเืที่หวังจะชิงสมบัติพัสดุในมือของเขา
ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษสามดอกพุ่งแหวกอากาศมาจากเงามืดด้านข้าง หลินเทียนเอี้ยวตัวหลบกลางอากาศอย่างรวดเร็วราวกับไร้กระดูก ปลายลูกธนูเฉียดผ่านไหล่ของเขาไปเพียงไม่กี่ชุ่น ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะลงสู่พื้นหลังคาบ้านถัดไป ฉินกงก็เข้าถึงตัวเขาแล้ว!
"ตายซะ! ฝ่ามืออีกาพินาศ!"
ฉินกงซัดฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยปราณสีม่วงเข้มเข้าใส่แผ่นหลังของหลินเทียน แรงกดดันนั้นทำให้กระเื้ัคาเบื้องล่างแตกกระจายเป็ผุยผง หลินเทียนรู้ดีว่าไม่สามารถหลบได้พ้น เขาจึงตัดสินใจหมุนตัวกลับกลางอากาศ มือขวาคว้าด้ามกระบี่หักที่เอวแล้วถ่ายทอดลมปราณสีครามเข้าไปจนสุดกำลัง
ซี่ง!
ปราณกระบี่โปร่งแสงพุ่งยาวออกมาประทะกับฝ่ามือของฉินกง เสียงะเิของพลังงานดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตรอก ร่างของหลินเทียนถูกแรงปะทะซัดจนกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายวา เืลมในอกปั่นป่วนจนเขาต้องกระอักเืสีแดงสดออกมาคำโต ความต่างของระดับพลังรวบรวมลมปราณขั้นที่สาม กับระดับก่อตั้งรากฐานนั้นช่างห่างชั้นกันเกินไป
"หือ? รับฝ่ามือของข้าได้โดยไม่ตายงั้นรึ?" ฉินกงหยุดยืนบนยอดหลังคาจ้องมองหลินเทียนด้วยแววตาประหลาดใจ "เ้าเด็กนี่มีวิชาแปลกประหลาดนัก แต่ยิ่งเ้าเก่งเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งอยากจะบดขยี้เ้าให้จมดินมากขึ้นเท่านั้น!"
หลินเทียนพยายามยันกายลุกขึ้น แขนขวาของเขาสั่นระริกจากการปะทะ พลังของฉินกงนั้นแกร่งกร้าวดุจเหล็กกล้า แต่ในขณะที่ฉินกงกำลังจะลงมือซ้ำ เสียงนกหวีดสัญญาณยาวๆ ก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ ตามมาด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่ลอยมาตามลม
"สำนักบุปผา์!" ฉินกงขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ เขามองเห็นร่างของซูเหยียนและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องพุ่งตรงมาทางนี้พร้อมกับพัดในมือ
"ฉินกง! หยุดมือเดี๋ยวนี้ โรงประมูลเป็สถานที่กลาง เ้ากล้าก่อความวุ่นวายในเมืองชิงเฟิงเช่นนี้ ไม่เกรงกลัวกฎของเ้าเมืองบ้างหรือ!" ซูเหยียนะโก้อง นางพุ่งกายมาขวางหน้าหลินเทียนเอาไว้อย่างกล้าหาญ
"กฎงั้นรึ? ในยุทธภพนี้ ผู้ชนะคือคนเขียนกฎ!" ฉินกงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "พรรคบุปผา์อย่าคิดจะสอดมือมายุ่งเื่นี้ มิเช่นนั้นข้าจะล้างสำนักพวกเ้าให้สิ้นซากไปพร้อมกับหมู่บ้านหมอกคราม!"
คำว่า 'หมู่บ้านหมอกคราม' ทำให้ดวงตาของหลินเทียนแดงฉานไปด้วยความโกรธแค้น ความเ็ปจากการาเ็ถูกแทนที่ด้วยเพลิงแค้นที่แผดเผา ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังจะะเิออกเป็าย่อยๆ เสียงหัวเราะหึๆ ที่ฟังหวานหูแต่แฝงไปด้วยพลังกดดันอันมหาศาลก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของหลังคาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
"แหมๆ... พ่อหนุ่มฉินกงนี่ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะ เมื่อกี้ยังวิ่งหนีแขนเสื้อข้าอยู่ในโรงประมูลอยู่เลยไม่ใช่รึ?"
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ชายชราขี้เมาในชุดมอซอผู้นั้นนั่งยงโย่อยู่บนยอดจั่วหลังคา ในมือยังคงถือจอกสุราเลี่ยมไม้ใบเดิม เขาจิบสุราอย่างอารมณ์ดีราวกับไม่ได้อยู่ท่ามกลางดงศัตรู
"เ้าเฒ่า!" ฉินกงกัดฟันกรอด ความหวาดกลัวเริ่มผุดขึ้นในใจอีกครั้ง "เ้า้าอะไรกันแน่! เงินทองหรือสมบัติ? บอกมา พรรคอีกาโลหิตยินดีจ่ายให้!"
ชายชราส่ายหน้าช้าๆ "ข้าไม่ได้้าเงินทองของพวกมารอย่างเ้า... ข้าเพียงแค่ตามมาหา 'ศิษย์หลาน' ของข้านิดหน่อยเท่านั้นเอง"
คำพูดของชายชราทำเอาทุกคนตกตะลึง โดยเฉพาะหลินเทียน เขาขมวดคิ้วมองชายชราด้วยความสับสน ศิษย์หลานงั้นหรือ? เขาไม่เคยรู้จักชายชราผู้นี้มาก่อน แล้วเขาจะกลายเป็ศิษย์หลานได้อย่างไร?
ชายชราะโลงมาจากจั่วหลังคาเบาๆ ราวกับปุยฝ้าย เขาเดินผ่านฉินกงไปอย่างเฉยเมยราวกับฉินกงเป็เพียงอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดลงเบื้องหน้าหลินเทียน "เ้าหนุ่ม... การใช้กระบี่ที่ยึดติดกับโทสะ จะทำให้กระบี่ของเ้าทื่อลงนะ ความว่างเปล่าคือความสงบ ไม่ใช่ความพินาศ"
ชายชราหันไปมองฉินกงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็เย็นเยียบ "วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่อยากฆ่าคน... ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจเอาเือีกามาล้างเท้า"
ฉินกงยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและอัปยศ ทว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกเขาว่าชายชราคนนี้อันตรายเกินไป เขาคำรามในลำคอด้วยความแค้น "ฝากไว้ก่อนเถอะ! วันหน้าข้าจะกลับมาเอาคืนทั้งต้นและดอก! พวกเราถอย!"
สิ้นคำสั่ง ฉินกงและศิษย์พรรคอีกาโลหิตก็ทะยานร่างหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงซูเหยียนที่ยังคงมีสีหน้าสับสน และหลินเทียนที่จ้องมองชายชราอย่างระแวดระวัง
"ท่าน... ท่านเป็ใครกันแน่?" หลินเทียนถามด้วยเสียงแหบพร่า มือยังคงกำด้ามกระบี่แน่น
ชายชราหัวเราะร่าพลางตบบ่าหลินเทียนเบาๆ "ข้าเป็ใครไม่สำคัญ... แต่ที่สำคัญคือ เ้ากำลังจะตายเพราะพลังของชิ้นส่วนกระบี่นั่นถ้ายังไม่รีบหาที่สงบๆ หลอมรวมมันเสียตอนนี้"
หลินเทียนรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายของเขากำลังจะทนไม่ไหว ความร้อนจากกล่องไม้พุ่งสูงขึ้นจนยันต์สะกดเริ่มลุกไหม้ ชายชราคว้าคอเสื้อของหลินเทียนขึ้นมา "ตามข้ามา... นังหนูซูเหยียน ขอบใจมากที่ช่วยดูแลเขา ไปพักผ่อนเถอะ เื่ที่เหลือข้าจะจัดการเอง"
ก่อนที่ซูเหยียนจะได้เอ่ยถามสิ่งใด ร่างของชายชราและหลินเทียนก็เลือนหายไปในสายลม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นสุราจางๆ และความว่างเปล่าเื้ั ซูเหยียนถอนหายใจยาว นางมองขึ้นไปบนพระจันทร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม "หลินเทียน... ท่านเป็ใครกันแน่ และจอมยุทธ์เฒ่าผู้นั้นคือใคร..."
ในขณะเดียวกัน ณ อารามร้างนอกเมืองชิงเฟิง ชายชราวางหลินเทียนลงบนพื้นหิน "เอาล่ะเ้าหนู... เตรียมตัวให้พร้อม การหลอมรวมกระบี่พลิกฟ้า ไม่ใช่เื่เล่นๆ หากเ้าไม่แข็งแกร่งพอ เ้าจะถูกพลังของมันกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่ิญญา!"
หลินเทียนพยักหน้าอย่างแน่วแน่ เขาเปิดกล่องไม้กฤษณาออก แสงสีเงินพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ปฐมบทแห่งการกำเนิดใหม่ของกระบี่นิรนาม... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนี้!