ออร่า? คำที่ผมพูดออกมาเองโดยไม่รู้ตัว ชื่อของเธองั้นหรอ แล้วทำไมอยู่ดีๆผมถึงได้รู้ชื่อของเธอละ ด้วยความที่สงสัยมาตลอดผมรัวคำถามใส่เธอ
“ชื่อของเธอคือ 'ออร่า' งั้นหรอ แล้วเธอเป็ใครกันแน่ ทำไมถึง..”
“สต๊อปป ค่อยๆถามก็ได้ ฉันไม่หนีนายไปไหนหรอกน่า สำหรับคำถามแรก ใช่แล้ว ชื่อของฉันคือ ออร่า ฉันคือเทพธิดาแห่งความสิ้นหวังยังไงล่ะ”
ถึงจะคุยกันรู้เื่แต่ผมก็ไม่เข้าใจเธออยู่ดี เทพธิดาแห่งความสิ้นหวัง? ถ้าเป็เทพธิดาจริงๆทำไมถึงมาอยู่กับผมได้ละ แล้วเพื่อนเก่านี่มันอะไร ผมจะไปเป็เพื่อนกับเทพธิดาได้ยังไง
“ดูเหมือนคำถามจะเต็มหัวเลยนะ ฉันจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ ถึงจะมีไม่เยอะเท่าไหร่แต่เหล่าเทพน่ะมีอยู่ทั่วโลก อย่างเช่นเทพธิดาในโบสถ์น่ะ ที่นี้พอเห็นคนที่ถูกใจ เทพก็จะมอบพลังส่วนหนึ่งให้ ส่วนฉันน่ะให้ทั้งหมดเลยเพราะเราเป็เพื่อนกันนี่นะ”
ผมพอจะจับใจความสิ่งที่เธอพูดได้ เพราะเหมือนในหนังสือที่เคยอ่านจะบอกเอาไว้เช่นกัน แต่ที่ผมสงสัยน่ะ
“นายยังสงสัยอะไรอีกละ ฉันบอกว่าเราเป็เพื่อนกันก็ต้องเป็เพื่อนกันสิ”
ยังไม่ทันพูดเธอก็ตอบกลับมาก่อน รู้สิ่งที่ผมคิดด้วยสินะ ถ้าเธออยู่กับผมมาตลอดละก็
“นี่ ทำไมถึงไม่ช่วยครอบครัวของผมละ”
“เพราะนายอ่อนแอยังไงละ ถึงตอนนั้นฉันจะไปช่วยนายแต่สุดท้ายจุดจบของมันก็เหมือนเดิมที่ต่างกันคือนายจะเป็คนทำลายทุกอย่างเพราะควบคุมพลังไม่ได้”
เพราะงั้นตอนที่ได้ยินเสียงเธอครั้งแรก เธอถึงขอโทษสินะ ยิ่งเธอพูดผมก็ยิ่งเ็ป เพราะมันคือความจริง แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังทำอะไรไม่ได้ ช่วยใครไม่ได้
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ” เธอขัดความคิดของผม
“ถึงฉันจะบอกว่ามอบพลังให้ก็จริง แต่จริงๆมันก็คือพลังของนายเหมือนกัน”
เอาอีกแล้ว เธอพูดไม่รู้เื่อีกแล้ว เมื่อเห็นผมติดสตั๊น เธอจึงรีบพูดขึ้นมา
“ฉันหมายถึงเวทมนตร์ไงล่ะ”
เวทมนตร์? ผมมีมันซะที่ไหนละ ถึงจะมีก็ต้องผ่านขั้นตอนการก่อรูปอีกตั้ง 5 ปี ตอนนี้ผมมีเวลาขนาดนั้นซะที่ไหน
“เพราะงั้นเพื่อแทนคำขอโทษทั้งหมดสำหรับ่เวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้ฉันจะช่วยนายเอง”
ทันทีที่เธอพูดจบ ผมรู้สึกเหมือนมีไฟแผดเผาร่างกายอยู่ภายใน มันเริ่มจากตรงหัวใจแล้วไหลไปทั่วทั้งร่างกายและอยู่ดีๆมันก็ไหลย้อนกลับมาที่หัวใจด้วยความรวดเร็ว
‘อ๊ากกกกกก’ ความเ็ปพุุ่งสูงขึ้นจนผมไม่ทันตั้งตัว ผมดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ส่งเสียงที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกรีดร้องได้บ้าคลั่งแบบนี้
“ได้เวลาแล้ว ไปมอบความสิ้นหวังให้พวกมันกันเถอะ” เธอพูดมาแบบนั้นแล้วคราวนี้สติผมก็หายไปจริงๆ
อยู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดลง พร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำรามอย่างน่าสะพึงกลัว เมืองแอชที่โดนโจมตีก็ยิ่งดูไม่น่าเข้าใกล้ เสียงผู้คนที่วิ่งหนีและกรีดร้องในเมืองเริ่มดังขึ้น ดังขึ้นและดังขึ้น
ภายในเมืองมีเงาเด็กผู้ชายคนหนึ่งขึ้นไปอยู่บนยอดตึก ไม่มีใครเห็นใบหน้าของเขา เงานั้นยกดาบขึ้นด้วยแขนข้างเดียวและค่อยๆชี้ดาบลง
สายฟ้าทมิฬนับไม่ถ้วนเริ่มผ่าลงมาในเมือง ปรากฎซากศพนับไม่ถ้วนบนพื้น ศพเ่าั้เละเทะไม่เหลือเค้าเดิม บางศพก็มีไฟสีดำลุกท่วมทั่วร่างกาย บ้างก็หัวขาดสมองไหลออกมา บ้างก็ไม่ตายทันทีแต่ชิ้นส่วนร่างกายขาดแล้วโดนไฟสีดำเผาต่อจนตาย
ไม่มีใครตรงนั้นเลยที่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆผู้คนก็เริ่มล้มตายจากสายฟ้าสีดำที่ไม่รู้ที่มา แต่ถ้าสังเกตดีๆจะรู้ว่าคนที่โดนสายฟ้าผ่าตายนั้นมีเพียงศัตรูที่มาบุก
สักพักสายฟ้าก็สงบลง เมฆเคลื่อนที่ออกไปทางนอกเมืองที่เต็มไปด้วยทหารศัตรู พวกนั้นตื่นตระหนกและเตรียมถอยทัพ แต่มีทหารคนหนึ่งเห็นเด็กผู้ชายกำลังออกมาจากประตูเมือง
เด็กชายถือดาบเดินออกมาอย่างช้าๆและเริ่มตกเป็เป้าสายตาของทหารมากขึ้น จนทหารคนหนึ่งตัดสินใจใช้ไฟบอลเล็งไปที่เด็กชาย ไฟบอลโดนเป้าหมายเข้าอย่างจัง ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อเริ่มเบาบางลงก็เห็นเด็กชายใช้มือทั้งสองข้างจับดาบยกขึ้นโดยที่ไม่มีาแแม้แต่นิดเดียว สัญชาตญาณในตัวของพวกเขาเริ่มกู่ร้องให้วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
“ Sword Of Despair ” เป็การพูดพึมพัมที่ไม่มีใครได้ยิน
ใบดาบเปลี่ยนเป็สีดำและมีออร่าธาตุความมืดแพร่อยู่อย่างเข้มข้น ดาบถูกตวัดลง ออร่าที่ห่อหุ้มอยู่พุ่งออกมาจากดาบด้วยความรวดเร็ว มันพุ่งตรงไม่โดนเป้าหมายแม้แต่คนเดียว มันพุ่งไปเรื่อยๆจนถึงหน้าทหารที่อยู่ไกลที่สุด แล้วมันก็หายไป
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็เพียงครู่เดียว วินาทีต่อมาเส้นทางที่ออร่าสีดำผ่านไป เริ่มมีหมอกสีดำเกิดขึ้น มันกระจายตัวไปทั่วอย่างรวดเร็ว ตอนนี้นอกเมืองมีแต่หมอกควันสีดำ หมอกสีดำเบาบางจนทหารทุกนายสามารถมองเห็นกันได้ ไม่มีพิษหรืออะไรทั้งนั้น
จนกระทั่งเด็กชายคนเดิม จุดไฟสีดำเล็กๆบนมือ เขาถอยหลัง 1 ก้าว จากนั้นยืดแขนข้างที่จุดไฟไว้ เขาเป่ามันออกจากมือเบาๆ ลูกไฟค่อยๆลอยเข้าใกล้หมอกจากนั้นก็
‘ตู้มมมม’ เมื่อลูกไฟัักับหมอกเกิดะเิอย่างรุนแรง มันทำลายทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณหมอกปกคลุม เกิดเป็ไฟสีดำลุกกระพือ ภาพสุดท้ายที่ทหารทุกคนเห็นเป็ภาพเดียวกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกล มันเป็ภาพของเด็กชายที่ยืนหน้าประตูเมืองแต่รู้สึกราวกลับยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ภาพของเด็กชายผมดำ ดวงตาสีแดง มีเืสีดำไหลออกจากดวงตาของเขา กำลังยิ้มอย่างวิปริต มองดูชะตากรรมสุดท้ายที่พวกเขากำลังเจอ ถ้าจะให้อธิบายความรู้สึกของพวกเขา คงมีเพียงคำเดียว “ความสิ้นหวัง”
ขณะเดียวกันภายในเมืองแอชที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดไป มีเมดหญิงคนหนึ่งะโเรียกชื่อของเ้านาย อย่างไม่ลดละ เธอวิ่งเรียกชื่อของเขาไปเรื่อยๆไม่หยุดพักจนเกิดเสียงะเิที่นอกเมืองดังขึ้น
‘ตู้มมมม’ เสียงะเิดังสนั่นจนเธอต้องยกมือขึ้นมาปิดหู แรงลมก็หนักหน่วงจนเธอเกือบทรงตัวไม่อยู่ เมื่อแรงะเิเริ่มเบาลง เธอรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเ้านายของเธอต้องอยู่ที่นั่นแน่ๆ เธอใช้เวทลมเพื่อเพิ่มความเร็วให้ตัวเองวิ่งออกไป โดยที่ไม่รู้สถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น
จนเมื่อออกมาถึงหน้าประตู เธอพบกับร่างของเด็กผู้ชายนอนคว่ำอยู่บนพื้น เธอรีบวิ่งไปหาและพลิกร่างนั้น พบว่าเป็เป็เ้านายของเธอจริงๆ โดยรวมแล้วเขาแทบไม่มีาแ แต่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยเืสีดำที่ไหลออกมาจากดวงตา เมื่อเห็นว่าาแไม่ได้เยอะอย่างที่คิด เธอจึงตั้งใจมองรอบๆและพูดกับเ้านายที่สลบอยู่
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ ท่านไกรอัส” ภาพที่เด็กสาวเห็นคือพื้นดินที่เป็หลุมเป็บ่อ ฝุ่นคลุ้งกระจายกับขี้เถ้าเต็มไปหมด ที่หน้าแปลกใจที่สุดคือเปลวไฟสีดำที่ยังคงลุกไหม้พื้นดินรอบๆ
ไม่นานนักอัศวินของเด็กหนุ่มก็มาเจอเมดของเขากำลังประคองเ้านายเดินเข้าประตูเมืองมา เขาจึงอุ้มเ้านายของเขาและรีบเดินทางกลับไปที่คฤหาสน์รินเฟียร์โดยไม่ถามคำถามอะไรเลย เมื่อกลับมาที่คฤหาสน์ก็พบดัสเชสกับลูกสาวกลับมาจากโบสถ์แล้ว
คนแรกที่เริ่มบทสนทนาคือ เมดสาว เธอคนนั้นคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้ต่อดัสเชส ขอร้องให้พาหมอมาดูอาการเ้านายของเธอ อัศวินก็เริ่มก้มหัวขอร้องเช่นกัน ไม่รอช้าดัสเชสสั่งให้พ่อบ้านไปตามหมอประจำตระกูลและสั่งให้เมดเตรียมความพร้อมในการดูแลเด็กชายให้ดีที่สุด
ทั้งสองขอบคุณดัสเชส อัศวินพาเด็กหนุ่มไปที่ห้องพักรอหมอมาดูอาการ เมดเดินออกมาจากห้องปิดประตู เธอกำลังจะเดินต่อแต่ขาของเธอก็หมดแรงไปดื้อๆจนทำให้เธอล้มลงที่หน้าประตู เป็ผลมาจากการใช้เวทมนตร์มากเกินไปบวกกับอาการตื่นตระหนก
เธอไม่พยายามที่จะลุกขึ้นแต่เลือกที่จะประสานมือและภาวนาต่อเทพเ้าทุกองค์ที่เธอรู้จัก
“ขออย่าให้ท่านไกรอัสเป็อะไรด้วยเถอะค่ะ” เธอพูดมันออกมาพร้อมกับน้ำตาที่หยดลงพื้น
แรงสั่นะเืและเสียงที่เกิดขึ้นส่งออกไปไกลโพ้น ไม่ว่าผู้คนธรรมดาหรือเหล่าผู้แข็งแกร่งบนโลกทุกคนต่างรู้สึกตัวว่า มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้