องครักษ์นายหนึ่งล้มลงพร้อมลิ่มปักอยู่ในอก อีกสามนายกัดลูกลิงสดๆที่พกไว้เป็แหล่งเืเพื่อเร่งพลังตนเอง พร้อมชักปืนลูกล้อ(Wheellock) ขึ้นมาเล็งไปที่ชายแปลกหน้าส่วนเกิน ผู้กำลังใช้ดาบตัวเองปักเข้าไปที่อันเดรหัวหน้าองครักษ์ที่โผเข้ามาบังคุณหนูของตัวเองอย่างเต็มที่
เปรี้ยง! ทหารทั้งสามนายรอบข้างยิงอย่างพร้อมเพรียงเข้าที่ชายกำยำผมเงินตรงกลางเรืออันเดรใช้จังหวะนี้ถอยออกพร้อมดันรุกแซนดราไปติดผนังเรืออีกฝั่ง ก่อนที่จะหยิบแหล่งเืขึ้นมากินเช่นกัน
“ขอ์ดลบันดาล ตัวข้าเทวทูตชั้นเอกเชรูบองค์บน ซาริเอล” สิ้นเสียงจากภายในควันปืนคลุ้งโขมง ทหารสามนายที่ล้อมอยู่ก็ทะลุเป็รูกระเด็นออกกันทันที
“ไม่น่าเกิดมายศสูง พร้อมพรราชวงศ์ตั้งสองข้อเลยนะนี่องค์ดัชเชส” ซาริเอลเดินออกมาจากควันอย่างไร้รอยแผล “แค่เธอยังมีชีวิตอยู่น่ะ เพราะมีลาภมากทุกข์มันก็เลยเข้ามาหาทุกด้านแหละ” เขาเดินเข้าใกล้ อันเดรยืนถือดาบขวางไว้อย่างไม่ยำเกรงเทวทูตตรงหน้า
ขวับ! ทหารองครักษ์อีกสองนายในชุดคนเรือพุ่งผ่านหน้าต่างเรือเข้ามาสู้กับซาริเอล
เสียงโวยวายและเสียงปืนเปรี้ยงปร้างดังมาจากรอบเมืองคนเรือข้างนอกกำลังเริ่มยิงปะทะกับกำลังเสริมจากทหารประจำเกาะ
อันเดรถอดเสื้อโค้ตตัวเองออกมาห่มรุกแซนดราไว้
“ไปให้ถึงดินแดนพวกอบิเซีย ไม่ต้องห่วงพวกผมนะขอรับเดี๋ยวตามไป” เขาพยายามยิ้มให้ ขณะน้ำตาเขาไหลข้างแก้มขณะเขาคุกเข่าลงไปต่ำแทบเท้าเธอ
“ไม่ อันเดร ฉันสู้ด้วยได้ นายก็ฝึกฉันมา...” ก่อนเธอจะได้พูดต่ออันเดรก็เอาแหล่งเือุดปากรุกแซนด์
“รักษาชีวิตตัวเองไว้ครับ คุณหญิง” เขาโยนเธอออกจากเรือไปในทิศตรงข้ามจากเสียงการปะทะ
ซาริเอลพุ่งออกมาจะตามเธอไปแต่อันเดรก็เข้ากระแทกหยุดเอาไว้
“หลบไป อย่าเข้ามาทิ้งชีวิตน่า” ซาริเอลบอกอันเดร
“เพื่อคุณหญิง ชีวิตฉันยังน้อยไปด้วยซ้ำ” เขาตวัดปลายดาบไปทางเทวทูต
ปลายดาบติดเข้ากับผิวของซาริเอลโมเมนตัมจากโคนดาบที่ฟันมาอย่างแรงทำให้ดาบของอันเดรหักออกราวแท่งขนม
“งั้นก็เชิญตายเพื่อคุณหญิงแกได้เต็มที่เลย” ซาริเอลยิ้มแสยะ“เหมือนไอ้พวกบนพื้นน่ะ”
หัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของซาริเอลจับล็อกอันเดรไว้ก่อนหยิบดาบตนเองขึ้นมา
ท่ามกลางท่าทางหมดทางสู้ เขาถุยน้ำลายใส่ซาริเอล“อย่าดูถูกพลังชีวิตของแวมไพร์หน่วยพิเศษนะเว้ย”
ร่างคนบนพื้นค่อยๆ ยืนขึ้นมาทีละคน ทีละคน จากหกคนที่โดนซาริเอลเจาะทะลุสี่ยังลุกกลับขึ้นมาได้ รูบนร่างพวกเขาแทบจะสนิทเกือบหมดแล้ว ก่อนที่ทั้งสี่จะชักดาบตนเองขึ้นมา
“โบสถ์นี่ใช้งานกันหนักดีจังเลยน้า”ซาริเอลถอนหายใจ “ล่าแวมไพร์งี้ไรงี้ พวกหัวใจไม่พังไม่ยอมตายงั้นไรงั้น”
เขาจับคอตัวเองยืดเส้นดังกร๊อบแกร๊บ
ฟึ่บ! แวมไพร์คนแรกเปิดก่อนด้วยพลังที่ทำให้เขาไวราวลมเข้าพุ่งเข้าประชิดซาริเอลในพริบตา
สวบ! ซาริเอลตวัดดาบจากล่างขึ้นบนเขาหั่นทะลุกระดูกแวมไพร์ผู้เสริมร่างตัวเองด้วยเวทแล้วในฉับเดียวราวเนยสด
คมดาบระยะไกลจากอีกคนดังฉึบฉับในเสี้ยววินาทีเดียวกันเข้าที่ร่างเทวทูตเต็มๆสองคม แต่ทว่าไม่สามารถที่จะทำให้แม้แต่ชุดของเขาเป็รอย
คนที่สามพุ่งลงจากข้างบนด้วยพรในการวิ่งบนเพดานของเขาซาริเอลกันการโจมตีนั้นไว้ได้ ก่อนจับแขนเขาแล้วหยุดไว้ด้วยพร
ชายผู้นั้นไม่สนการล็อกไว้ด้วยพรเขากระชากแขนตัวเองถอยออกมาได้ โดยิัเขายังติดคามือเทวทูตอยู่
คนที่ใช้คมดาบระยะไกลพุ่งเข้าใกล้ซาริเอลไม่ให้โอกาสพักหายใจ ซาริเอลปัดป้องก่อนแทงดาบตนเองตัดขั้วหัวใจเขาไป
แต่ตอนนั้นเองซาริเอลรับรู้ได้ว่าตัวเองเสียจังหวะไป อันเดรหลุดออกมาจากหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์เขาพุ่งเข้าหาเทวทูตเ้าปัญหาทันที พร้อมกับองครักษ์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่
ห้องพักเล็กๆ บนเรือไม้ลำนั้นทะลุเป็หลายร้อยรูแผ่นไม้บางส่วนกระเด็นออกพร้อมเสียงโป้งป้างดังกระหึ่ม
ร่างหนึ่งทะลุหลังคาลงไปตกทะเลอีกร่างทะลุประตูไปกระแทกตุ๊บใหญ่บนชายหาด
ซาริเอลเดินผ่านดาดฟ้าเรืออย่างไม่รีบร้อนสังหารชาวเรือที่ยิงปะทะกับทหารวานิชไประหว่างทาง
เขาเดินไปถึงร่างชุ่มเืที่กำลังลุกจากทราย
“ขอบใจที่ช่วยอาบร่างฉันด้วยเืจนทั่วดีนะ” รอยยิ้มขาวๆทะลุหน้าที่อาบด้วยของเหลวข้นแดงทำซาริเอลชะงัก
เืที่อาบทั่วร่างอันเดรเปลี่ยนสถานะเป็ของแข็งหนาหุ้มทั่วร่างเขาแต่ยังเว้นจุดบางๆไว้ตามข้อต่อ รูปทรงนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็เกราะโลหิตปกคลุมตัวอันเดรดาบหักๆ ของเขาก็ถูกเสริมแซมใหม่ด้วยเืเขาเอง
“เกราะเกล็ดโลหิต ‘armor platelet’ ” ซาริเอลพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนพุ่งเข้าประดาบกับอันเดร
คร้อง! แคร้ง! เปร๊ง! ดาบทั้งคู่ปะทะกันอย่างสูสี
“แรงหมดแล้วเหรอ แล้วมือล่องหนแกหายไปไหนละ”อันเดรพูดข่มเทวทูตตรงหน้า “เปิดแก่นิญญาตัวเองจนหมดแล้วเหรอ”
อันเดรเข้าประชิดข้างซ้ายเทวทูต เขาชูข้อมือซ้ายที่ถูกกรีดไว้ของตนเองขึ้นมาแตะตัวซาริเอล
“เปิดแก่นิญญา อำพันโลหิต”
เืจากข้อมือเขาไหลออกปกคลุมตัวคู่ต่อสู้เขาในพริบตาเืนั้นไม่เหลวแต่ข้นเหนียวราวเป็สไลม์มีชีวิต ในไม่ถึงสามวินาทีเืนั้นก็เหนียวแห้งเป็ยาง ล็อกตัวเทวทูตไว้นิ่ง
“ตาฉันบ้างละนะ เทวทูต” เขายกดาบขึ้นด้วยมือขวา
“องครักษ์อันดับสองก็ยังเปิดแก่นได้สินะ” เทวทูตถอนหายใจคมดาบนั้นฟาดลงมาที่คอเขา
ทุกอย่างนิ่งไปมือทั้งสองข้างของอันเดรหยุดนิ่งก่อนดาบจะได้ตัดสิ่งใด
“ฉันยังเหลือมูลิญญานิดหน่อยวะ ฮะ ฮะ ฮ่า”ซาริเอลหัวเราะ
มือขวาอันเดรถูกจับแน่นด้วยหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ส่วนมือซ้ายนั้นกำลังถูกคั้นเืออกจากปากแผลด้วยหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์อีกข้าง
“แรงหมดแล้วเหรอ ฝีมือไปไหนแล้วละเปิดแก่นจนเืหมดตัวแล้วเหรอ” ซาริเอลยิ้มเยาะ ขณะร่างที่ยืนอยู่ข้างๆ ทรุดลงบนพื้น
ยางเืเหนียวข้นยังล็อกการเคลื่อนไหวของเทวทูตที่อ่อนแรงเขาถอนหายใจอีกรอบ ก่อนล้มลงบนทราย
เมื่อครู่ที่แล้ว
รุกแซนดราเงยหน้าขึ้นจากน้ำทะเลเธอกระแอมไอด้วยสำลักน้ำและทรายเล็กน้อย เพราะท่าลงจากการถูกเหวี่ยง เธอได้ยินเสียงการต่อสู้จากในเรือเล็กน้อยแต่เสียงส่วนใหญ่ก็ถูกกลบไปด้วยเสียงปืนยิงปะทะกัน
คุณหญิงค้างคาวไม่รอช้า จังหวะนี้เป็ช่องว่างให้เธอหนีเธอพุ่งจากชายหาดเข้าไปในเกาะทันที
ดวงอาทิตย์สีส้มแดงเริ่มตกดินทำให้เธอสลัดทหารที่ตามล่าเธอไปได้เธอวิ่งเลียบรอบนอกชานเมืองต่อไปหลายกิโลเมตร ก่อนไปซุกตัวนอนในสวนมะกอกเล็กๆแห่งหนึ่ง
แสงจันทร์ส่องสว่างเธอมองกระเป๋าเสื้อโค้ตหนังที่เธอเย็บซ่อมให้ผู้เป็พี่เลี้ยงเธอมาทั้งชีวิตเธอพยายามกลั้นน้ำตา แต่ก็อดร้องไห้ออกมาเงียบๆไม่ได้
ฮัดชิ้ว! อากาศเย็นๆยามค่ำคืน กับชุดที่เปียกน้ำทะเลทำให้เธอหนาวเข้ากระดูก เธอนอนสั่นอยู่ที่โคนต้นมะกอก
แสงกระทบตาเธอ ความอบอุ่นกระทบร่างกายเธอปลายนิ้วปลายเท้าที่ด้านชาของเธอเริ่มกลับมามีความรู้สึก เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าห่มบนตัวและเตาผิงข้างหน้าเธอช่างอบอุ่นเหลือเกิน
เดี๋ยวนะ เตาผิงกับผ้าห่มเหรอ เธอตื่นตัวดีดตัวเองขึ้นมากางเขี้ยวเล็บทันทีเธออยู่ในเสื้อตัวใหญ่หลวมเก่าๆตัวเดียว เสื้อผ้าเดิมของเธอตากอยู่บนราวไม้หน้าเตาผิงไม่ห่างจากเธอนัก ในสภาพบรรยากาศรอบข้างมืดเกือบสนิท เว้นแต่แสงไฟเตาผิงและแสงเล็กๆ ที่สุดทางเดิน
“อุ๊ยตาย!” หญิงชราในครัวที่ไม่ห่างไปมากสะดุ้งหันหลังกลับมา“ตื่นแล้วเหรอ” หญิงชราพูดเบาๆ ในภาษาเกรเซีย เธอเดินเข้ามาหารุกแซนดรา ในมือมีชามหนึ่งใบพร้อมช้อน
“กินไหมจ๊ะ จะได้อุ่นๆ” หญิงชรายื่นชามให้หญิงสาวที่ยืนขู่ฟอดๆแสงเตาผิงอาจจะมืดเกินไปสำหรับสายตาหญิงชราหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ทว่าเธอไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเล็บและฟันที่ยาวแหลมของสาวน้อยผมแดงตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
รุกแซนดรารับชามนั้นมา เธอเปลี่ยนท่าเป็ท่านั่งขัดสมาธิเธอมองลงไปในชาม ของข้างในชามนั้นเป็ซุปผักรวมร้อนๆ ที่แทบไม่มีกลิ่นอะไรเลย เธอตักเข้าปากคำนึงเล็กๆซุปนั้นจืดสิ้นดี เธอวางชามนั้นลง
“ขอบคุณ” เธอบอกแก่หญิงชราที่นั่งลงบนเก้าอี้โยกเพียงข้างๆกัน
หญิงชราเอื้อมมือลงมาลูบหัวสาวน้อยด้วยความเอ็นดู
แสงตะวันยามเช้ามืดส่องกระทบกระท่อมกลางสวนเสียงกลุ่มคนทะเลาะกันดังมาจากข้างนอก รุกแซนดราเงี่ยหูฟังจากข้างใน
“ไม่มี ไม่มี มันจะไปมีแวมไพร์แถวนี้ได้ไงวะ”เสียงผู้ชายคนหนึ่งตะคอกเสียงดัง “พวกกุ้งเน่าวานิชจะอยู่ก็ไปอยู่ในเมืองไป”
“Vai a farti fottere,Stronzo!” เสียงอีกคนเถียงกลับเป็ภาษามาริโอ
ปั้งปั้ง ปั้ง! เสียงเคาะประตูดังจากหน้าบ้านขัดจังหวะเสียงทะเลาะที่อยู่ไกลออกไป ทำให้รุกแซนดราสะดุ้งขึ้น
หญิงชราลูบหัวรุกแซนดราก่อนห่มผ้าให้ “นอนไปเถอะหนู”เธอเก็บชุดเก่ารุกแซนดราจากราวลงมาใส่ห่อไว้ ก่อนเดินไปหน้าบ้านเปิดประตูรับแขก
“มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ พ่อหนุ่มวานิช”หญิงชรายิ้มให้นายทหารหน้าบ้าน
“แวมไพร์หลุด... หญิง... ผมแดง... ตาแดง...อายุ... สิบ...สิบ.... Merda! ho dimenticato la parola.”เขาพูดเกรเซียอย่างติดๆ ขัดๆ ก่อนกลับไปสบถในภาษาตนเอง
“ไม่เห็นนะจ๊ะ” หญิงชราตอบกลับ
“Chi è quello?” ทหารหนุ่มชี้ไปที่รุกแซนดราที่นอนหันหลังให้อยู่“ใคร ใคร ลุกมาดู”
“หลานสาวฉันเอง เธอป่วยอยู่ อย่าให้ลุกมาเลย”หญิงชราบอกปัด แต่นายทหารก็จะฝ่าเข้าไปดู
“เฮ้ เฮ้ นายจะบุกเข้าบ้านที่มีแต่ผู้หญิงเหรอวะทุเรศวะ” เ้าของเสียงทะเลาะตอนแรกเดินเข้ามากระชากตัวทหารหนุ่มนายนั้นไว้
ทหารหนุ่มตั้งท่าจะใส่เดี่ยวกับชาวสวนคนนั้นแต่พรรคพวกของเขาก็เข้ามาหยุดไว้ ก่อนเรียกให้มองชาวบ้านชาวสวนทั้งแถบที่ล้อมรอบอยู่ด้วยสายตาไม่พอใจเหล่าทหารวานิชถุยน้ำลายให้ชาวบ้าน ก่อนจะเดินจากไป
“ยายไม่เป็ไรนะ” เ้าของเสียงเข้ามาถามไถ่“เ้าหนูแวมไพร์นั่นด้วย”
“ขอบคุณค่ะ” รุกแซนด์ลุกขึ้นในท่าคุกเข่าก่อนขอบคุณ
ชายคนนั้นเรียกยายไปกระซิบที่หน้าบ้าน “ยายเ้าหนูนั่นไม่ใช่ลูกสาวยายนะ ลูกสาวยายตายไปเป็สิบปีแล้ว ทำใจให้ได้เถอะ”
“ไม่ต้องมาสอนฉันน่า ฉันแค่ทนให้เ้าหนูนั่นเจอแบบลูกฉันไม่ได้เท่านั้นเอง”
“เออพวกเราก็ไม่มีใครลืมที่พวกวานิชทำกับเราไว้เมื่อสิบปีที่แล้วเหมือนกัน”
หญิงชราค่อยๆ เดินกลับเข้ามาในบ้าน
“ขอบคุณอีกรอบอย่างสูงนะยาย” รุกแซนด์บอก“ขอโทษที่รบกวนด้วย ฉันจะรีบออกไปให้เร็วที่สุด”
“ไม่ได้หนักหนาอะไรหรอก ไม่ต้องรีบไปไหนก็ได้” หญิงชราเดินไปในห้องเก็บของ“มีที่ทางไปต่อแล้วเหรอ ไปนอนในสวนอื่นจะซวยเอานะหนู”
“ก็... ยายพอรู้วิธีไปแดนอบิเซียไหมคะ”รุกแซนด์ถามกลับอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“ไม่รู้หรอก” ยายตอบกลับ ก่อนจะหยุดคิดสักพัก
“ลูกฉันคนหนึ่ง ไอ้ธีโอมั้ง มันหนีสวนไปล่องเรืออยู่ไม่รู้มันดักปลา ค้าขาย เป็โจรสลัด หรืออะไร มันอาจจะรู้ก็ได้อยู่รอมันกลับมาที่นี่แหละ” ยายพูดต่อ “มาๆ ช่วยยายยกผ้าปูที่นอนจะได้จัดที่อยู่ให้”
รุกแซนดราลุกไปช่วยจัดห้องอย่างเก้ๆ กังๆ
“ไม่เคยจัดมาเองก่อนล่ะสิ” ยายมองตาม “นี่อย่างนี้” หญิงชราสอนรุกแซนดรา
“อย่างนี้นี่เอง”รุกแซนดราปาดเหงื่อหลังจัดเตียงตนเองเสร็จ
“มานี่ต่อมา” หญิงชราเรียกคุณหนูจากแดนไกลไปช่วยทำความสะอาดบ้านทำสวน และทำงานอื่นๆ ต่อ