ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (25)
“ข้าบอกเขาไปแล้ว” เสียงของตงไห่จวินดังขึ้นจากด้านหลังทั้งสามคน
“ตงไห่จวิน! ท่านรีบไปช่วยหนานหมิงจวินเร็วเข้า!” ทั้งสามคนที่ถูกตรึงแน่นร้องเสียงดังพร้อมเพรียงกัน
ตงไห่จวินยิ้มขื่น “ข้าปลดผนึกพวกเจ้าก่อน พวกเจ้าดูไอเย็นบนกระบี่ของหนานหมิงจวินนั่นสิ เหนือกว่าความสามารถขั้นหลอมผสานนานแล้ว เกรงว่าอาจารย์ของพวกเจ้าข้ามด่านเคราะห์เงียบๆ ขึ้นเป็นเซียนชั้นสูงไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรแล้ว”
หนานหมิงจวินข้ามด่านเคราะห์เป็นเซียนชั้นสูงหรือไม่กันแน่ตงไห่จวินบอกไม่ได้ แต่เขามั่นใจว่าอานุภาพนี้ของหนานหมิงจวินเก่งกาจยิ่งกว่าเซียนชั้นสูงอย่างตัวเขาเอง เมื่อครู่ตงไห่จวินและหนานหมิงจวินพบปะกันเพื่อจะพาเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหนีต่อไป หนานหมิงจวินดุประโยคเดียวถึงกับทำให้เขาเกิดความกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ ต้องรีบเข้ามาช่วยเหลือทันที นอกจากนี้ความเร็วในการขี่กระบี่ยังสู้ไม่ได้แล้วจริงๆ...
ตงไห่จวินย้อนนึกถึงอาการค่อนข้างขี้ขลาดของตนเมื่อครู่ไปพลางขณะคลายอักขระยันต์บนตัวทั้งสามคน เหลียนเชวี่ยเปลือยกายล่อนจ้อนอายแทบไม่ไหว แต่ก็ยังตะโกนเสียงดังคราหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นนก “ตงไห่จวินรีบไปช่วยเร็วเข้า!”
ตงไห่จวินที่รักตัวกลัวตายทนเสียงเร่งเร้าของสามคนนี้เร่งเร้าไม่ไหวในที่สุด กลั้นใจพุ่งขึ้นไปช่วยเหลือ และเจ้าตัวเล็กทั้งสามคนยังคงรู้ตัวเองดีเป็นที่สุด หลังกวาดมองรอบบริเวณก็เตรียมหาสถานที่ปลอดภัยสำหรับซ่อนตัว จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงของเซียนทั้งสอง
แต่เหลียนเชวี่ยตีปีกยังไม่ถึงสองทีก็ถูกใยแมงมุมของอูจี๋ดักจับ อึดใจถัดมาก็กลายเป็นนกในกรงอีกครั้ง สือหนิงต้วนเฟิงตามมาช่วยเหมือนเดิม ที่ต่างออกไปคือครั้งนี้หนานหมิงจวินและตงไห่จวินกำลังสู้กับอูจี๋ อูจี๋ไม่อาจเข้ามาใกล้ฝั่งนี้ได้ ต้วนเฟิงจดจำวิธีผนึกมุทราปลดเปิดกรงนกเมื่อครู่ของตงไห่จวินได้ แม้พลังวิญญาณและความเร็วจะห่างกันไกลโข แต่ก็ปลดได้อย่างเชื่องช้าทีละนิด
ฝ่ายอูจี๋มองการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของทางด้านต้วนเฟิงออกแล้ว ก่อนยิ้มเย็น “ศิลาโลหิตแดงไม่อยู่ในมือข้าก็ไม่สามารถวางค่ายกลระเบิดได้แล้วหรือ อยู่ในท้องนกน้อยตัวนั้นก็เหมือนกันนั่นแหละ! อูโหลวออกมาวางข่ายอาคม!”
จู่ๆ อูโหลวที่หายตัวไปนานก็ร่วงลงมาจากฟากอีกครั้งพร้อมกับเสียงแผดคำรามของอูจี๋ เอ่ยกล่าวหนึ่งคำว่า “รับบัญชา” แล้วเริ่มสาดเลือดวาดยันต์บนพื้น ปากพลางท่องคาถาขมุบขมิบ
หนานหมิงจวินและตงไห่จวินกำลังโรมรันกับอูจี๋ ไม่มีเวลาปลีกตัว ต้วนเฟิงกำลังทลายผนึกมุทราของกรงนกไปได้ครึ่งหนึ่ง สือหนิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กำกระบี่ในมือแน่น...
“อย่าขยับ” เหลียนเชวี่ยกลายร่างเป็นมนุษย์อย่างหมดสภาพอีกครั้งในกรงคับแคบกรงนั้น “เจ้าสู้เขาไม่ได้ เขาไม่ได้มาทำร้ายเจ้าเจ้าก็ไม่ต้องขยับ รักษาชีวิตไว้ รักษาชีวิตไว้!”
สือหนิงไม่ได้ขยับ ต้วนเฟิงกำลังควบคุมผนึกมุทราที่เหนือกว่าพลังวิญญาณของตนมากโข อูโหลววางข่ายอาคมต่อไป หนานหมิงจวินและตงไห่จวินสู้ชี้เป็นชี้ตายกับอูจี๋ต่อ เหลียนเชวี่ยเบียดอยู่ในกรงพร้อมมองดูบาดแผลบนตัวหนานหมิงจวินที่มากขึ้นทุกที สัมผัสได้ว่าไอพิษรอบบริเวณเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และแว่วเสียงต่อสู้ดังระงมจากที่ไกลดังขึ้นอีกครั้ง...ม่านพลังนี่กำลังหดเล็กลงทุกขณะ
ตูม...ระเบิดเสียงแรกดังลอยมา อูโหลวหันไปตะโกนกับอูจี๋ด้วยความดีใจ “สำเร็จแล้ว! อูจี๋! สำเร็จแล้ว! รีบเข้ามาเร็ว!”
“เหอะ...” อูจี๋เผยรอยยิ้มได้ใจเสี้ยวหนึ่ง วิธีเคลื่อนไหวพลันเปลี่ยนไปกะทันหัน หลังจากพ่นไอพิษเข้มข้นออกมาวูบหนึ่งก็หมุนตัวเคลื่อนที่ไปหาพวกเหลียนเชวี่ยอย่างรวดเร็ว สุดท้ายตงไห่จวินก็เป็นคนรักชีวิต ทันทีที่ไอพิษมาถึงเขารีบถอยหลังหลบ หนานหมิงจวินกลับมองกลลวงของอูจี๋ออก...เขาจะกลับไปอารักขาที่ตาค่ายกล ไม่นานรอบบริเวณก็จะระเบิดต่อเนื่อง อูจี๋ต้องการคุ้มกันตาค่ายกลให้อยู่ต้องสร้างม่านพลังที่ทนทานขึ้นมาอีกเป็นแน่ หากไม่ตามเข้าไปตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ตัวอูจี๋อีกแล้ว
ไอพิษเข้มข้นผิดประหลาดทำให้หนานหมิงจวินมองไม่เห็น ขณะเดียวกันก็ขัดขวางการมองเห็นของอูจี๋ด้วยเช่นกัน นี่ทำให้อูจี๋ไม่ทันสังเกตว่าหนานหมิงจวินตามเข้ามาที่ตาค่ายกลและใช้กระสอบป่านตักตวงไอพิษไปมากแล้ว รอกระทั่งอูจี๋รู้ตัวว่ามีคนตามมาและหันกายไปมอง อีกฝ่ายก็เข้ามาในม่านพลังชั้นในของตาค่ายกลแล้ว และกระบี่หนานหมิงของเขาก็ถูกพกไว้ที่ด้านหลังอย่างจงใจ และเสียบทะลุกำแพงล่องหนของม่านพลังก่อนที่มันจะก่อตัวเสร็จสมบูรณ์
การใช้อาวุธมีคมเสียบเข้าไปกลางกำแพงล่องหนสามารถลดทอนความแข็งแกร่งของม่านพลังได้จริงๆ แต่หนานหมิงจวินที่ไร้กระบี่คู่กายจะต้านทานกับตนได้อย่างไรกันเล่า อูจี๋คิดเช่นนี้ก่อนแค่นหัวเราะใส่หนานหมิงจวินอีกครั้ง “เจ้าช่างรนหาที่ตายจริงๆ”
ตอนที่อูจี๋พุ่งเข้าหาหนานหมิงจวิน อูโหลวพิการก็กระโจนไปทางต้วนเฟิงเช่นกัน สือหนิงเอาตัวบังแรงโจมตีของอูโหลวทันที ในม่านพลังที่อาณาเขตไม่ถึงหนึ่งลี้แห่งนี้มีเพียงเหลียนเชวี่ยที่มองเห็นชัดเจนแต่ขยับตัวไม่ได้ ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้มันก็ไม่อาจจำได้อย่างแม่นยำว่าในเวลาชั่วแล่นนั้นเกิดอะไรขึ้นมากมายเท่าไรกันแน่
มันได้กลิ่นเลือดของหนานหมิงจวินก่อนเป็นสิ่งแรก เรื่องที่หนานหมิงจวินได้รับบาดเจ็บทำให้มันตื่นตระหนกสุดขีด เปลี่ยนกลับไปเป็นนกแล้วพุ่งชนกรงสุดแรงเกิด
ต่อมามันได้กลิ่นเลือดของสือหนิงอีก มันไม่ทันหันหน้าไปมองต้วนเฟิงก็คลุ้มคลั่งก่อนแล้ว มาตกม้าตายตอนใกล้จบ ละทิ้งเคล็ดตรึงร่างนั่นแล้วพุ่งเข้าใส่อูโหลวโดยตรง เอาตัวบังแรงโจมตีถึงชีวิตแทนสือหนิง
หลังจากนั้น จู่ๆ ในม่านพลังเล็กนี้ก็อัดแน่นด้วยไอพิษ หนานหมิงจวินที่ใช้น้ำและน้ำแข็งรวบผนึกมาโดยตลอดพ่นไฟลูกหนึ่งออกมา
จู่ๆ อากาศก็เริ่มร้อนขึ้น แรงกดดันใหญ่หลวงวูบหนึ่งบีบอัดเข้ามาจากสี่ทิศแปดทาง ระเบิดเป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตา แต่ไม่รู้เหตุใด ภาพทั้งหมดในสายตาเหลียนเชวี่ยล้วนช้าลง มันมองเห็นทุกสิ่งชัดเจนอย่างกะทันหัน...
หนานหมิงจวินดันไอพิษแตกระอุพุ่งเข้ามาทางนี้อย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ จากนั้นปล่อยเชือกเซียนของเขาไปรวบสือหนิงและต้วนเฟิงที่กอดกันกลมเอาไว้ แล้วเลื่อนระฆังวัชระขึ้น ระฆังวัชระที่ส่องแสงทองใบนั้นห่อหุ้มทั้งสามคน ขี่กระแสลมที่กำลังระเบิดหายลับไปจากการมองเห็นของเหลียนเชวี่ยทันที
เหตุใดหนานหมิงจวินจึงไม่ช่วยข้าเล่า
นี่คือคำถามสุดท้ายก่อนตายของเหลียนเชวี่ย
พานพบนกน้อยเพียงครั้ง ร้อยเหนี่ยวรั้งวาสนา
https://www.readawrite.com/a/7a0a472f9d29295f17d942e22e294ae9