“ท่านเหวินอวี่ อยากขึ้นไปโชว์ฝีมือบ้างหรือ?” ลู่เชียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ประจำตัว
“ข้ามีนามว่า เหวินอวี่ (文宇), ชื่อรองว่า เฉิงตู ขอประลองสองสามกระบวนท่ากับท่านเสวี่ย”
เขายกมือคารวะโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองลู่เชียน แววตาหนักแน่นเฉกเช่นนักรบผู้เปี่ยมศักดิ์ศรี
ชายผู้นี้ คือหนึ่งใน “ยอดขุนพลจากโลกสุยถัง” — แม่ทัพเทียนเป่า อวี่เหวินเฉิงตู (宇文成都)
ร่างกายสูงใหญ่ทรงพลัง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเปี่ยมไปด้วยอำนาจ อายุราวสามสิบปี อาวุธประจำกายของเขาคือ “ง้าวปีกหงส์เคลือบทอง” (凤翅镏金镋) — งดงามหรูหรา แต่แฝงพลังอันดุดันไว้ภายใน
ในโลกสุยถังเดิม เขาคือลูกชายของ “อวี่เหวินฮว่า จี๋ (宇文化及)” แต่ในโลกหลอมรวมมหาภพนี้ กลับไม่มีสายสัมพันธ์กับตระกูลอวี่เหวินเลย แถมยังถูกอวี่เหวินฮว่า จี๋กีดกันสารพัดเพราะดึงตัวไม่สำเร็จ ทำให้เหวินอวี่แม้มีฝีมือแต่กลับไร้เวทีให้แสดง
วันนี้... เมื่อได้เห็นฝีมือของเสวี่ยเหรินกุ้ย หัวใจนักรบของเขาก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
“เชิญท่านเหวินอวี่!”
เสวี่ยเหรินกุ้ยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เขาไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ แต่ในใจกลับเริ่มระแวดระวังตัว เพราะ “สัญชาตญาณนักรบ” กำลังเตือนเขาว่า คู่ต่อสู้คนนี้... “ไม่ธรรมดา” เช่นกัน
ทั้งสองขึ้นสู่เวที ทหารโดยรอบถอยออก เปิดพื้นที่โล่งทันทีราวกับรู้โดยสัญชาติญาณว่านี่ไม่ใช่การประลองธรรมดา
ไม่มีใครใจร้อน รีบลงมือก่อน เงาร่างทั้งสองยืนประจันหน้าอย่างนิ่งงัน เหมือนรูปสลักบนยอดผา สังเกตท่าที หาช่องโหว่ของอีกฝ่าย เพราะการประลองของยอดฝีมือระดับนี้... แค่การเคลื่อนไหวจังหวะเดียวก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว
“พรึ่บ! พรึ่บ!”
ลมแรงวูบหนึ่งพัดผ่าน ธงประจำกองสะบัด ส่งเสียงดัง แล้วยังทำให้ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วลานประลอง
แล้วในที่สุด... ทั้งสองคนก็ทำการเคลื่อนไหวพร้อมกัน!
“ตึก ตึก ตึก!”
ทั้งสองพุ่งเข้าใส่กันด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย อาวุธในมือขูดกับพื้นศิลาจนเกิดเสียงเสียดหูและประกายไฟ
“โครม!”
เสียงปะทะดังก้องะเืถึงแก่นกระดูก ง้าวทองของเหวินอวี่กับง้าวของเสวี่ยเหรินกุ้ยปะทะกันอย่างรุนแรง
แรงสั่นะเืกระจายเป็ระลอกจนพื้นลานะเื ทำให้แม้แต่ผู้ชมที่อยู่รอบนอก ยังรู้สึกได้ถึงแรงะเื!
ถึงเสียงการปะทะกันจะดังขนาดนั้น —
ทั้งสอง... ยังคงเพียงแค่ลองเชิงกันเบาๆ เท่านั้น ยังไม่มีใครใช้พลังอย่างเต็มที่
หลังจากการปะทะครั้งแรก ทั้งสองต่างก็ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะเหวินอวี่ (อวี่เหวินเฉิงตู) นั้นมีพลังลึกซึ้ง แถมยังมี “พละกำลังมหาศาล” เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
ในขณะที่เสวี่ยเหรินกุ้ยนั้นก็ไม่อ่อนด้อยกว่าเลย — หากแต่เื่ของ “พลังดิบ” ยังคงเป็รองอยู่นิดเดียว
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงปะทะดังอย่างต่อเนื่อง เงาอาวุธสะบัดฟาดเข้าใส่กันราวสายฟ้าแลบ โดยการผลัดกันรุกผลัดกันรับ ฝีมือเฉียบขาดราวพายุ ทหารโดยรอบต่างมองตาค้าง แม้แต่ผู้ที่มีพลังน้อยกว่าก็ยังรู้สึกได้ถึง “ความดุเดือด” จากเงาที่สาดผ่านไปมา
ผู้ที่ฝีมือต่ำกว่า มองเห็นได้แค่ “เงาเคลื่อนไหว” ของร่าง
ผู้ที่ฝีมือสูงขึ้นมาหน่อย ยังพอเห็น “เงาอาวุธ” ที่สะบัดไปมาอย่างรวดเร็ว
“โห... สองคนนี้แข็งแกร่งขนาดนี้เลยรึ?”
“ข้าเชียร์ท่านเสวี่ย! ต้องชนะ!”
“ข้าขอพนันฝั่งท่านเหวิน! ท่านเหวินไม่แพ้แน่!”
ทั้งสองฝ่ายต่างมีผู้สนับสนุน พากันโห่ร้องให้กำลังใจหัวหน้าหน่วยของตน เสียงเชียร์ดังกระหึ่มไปทั่วลานฝึก
“ระวังด้วย!” เหวินอวี่ร้องขึ้นพร้อมหรี่ตา
“ท่านก็เช่นกัน!” เสวี่ยเหรินกุ้ยะโตอบกลับ
ในขณะนั้นเอง หลังจากอาวุธกระทบกันอีกระลอก พวกเขาก็แยกออก คลื่นกำลังภายในจากทั้งสองก็แผ่ออกพร้อมกัน ทำให้แรงกดดันจากร่างทั้งสองเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บัดนี้ —
ระดับพลังยุทธ์ที่แท้จริงของทั้งสอง ได้เผยออกมาเต็มที่แล้ว! คือ “เหนือชั้นขั้นสูงสุด (超一流巅峰)”
แรงกดดันหนักหน่วงจนเกาเหลียนและขุนพลคนอื่นๆ รวมถึงทหารรอบข้างต่างถอยห่างทันที — ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะสัญชาตญาณบอกว่าหากเข้าใกล้กว่านี้ จะต้องถูกแรงอัดกระแทกจนาเ็แน่!
“โครม!”
เหวินอวี่กัดฟันแน่น สีหน้าขึงขัง กำลังภายในที่พลุ่งพล่านได้หลั่งไหลเข้าสู่ง้าวปีกหงส์เคลือบทอง ใบง้าวเปล่งแสงแดงเรื่อ ราวกับถูกไฟแผดเผา ปลายง้าวค่อย ๆ เล็งไปยังเสวี่ยเหรินกุ้ยอย่างมั่นคง
อีกฝ่ายเองก็ไม่ต่างกัน
เสวี่ยเหรินกุ้ยโหมกำลังภายในเข้าสู่ “ง้าวัฟ้าผ่า์ (青龙化天戟)” ง้าวในมือเขาก็แผ่พลังหนักแน่นออกมาเช่นกัน และหันปลายเล็งตรงเข้าใส่อวี่เหวินเฉิงตู
“ฮ่า!”
ทั้งคู่ะโพร้อมกัน ง้าวปีกหงส์เคลือบทองและง้าวัฟ้าผ่า์ทั้งสองฟาดออกไปเกือบจะพร้อมกัน
กำลังภายในที่แฝงอยู่ะเิออกทันที— และในเสี้ยววินาทีต่อมา...
เปลวเพลิงร้อนแรงปรากฏขึ้นจากง้าวของเหวินอวี่ แปรสภาพเป็ “นกฟีนิกซ์เพลิง” ขนาดใหญ่ พุ่งเข้าหาเสวี่ยเหรินกุ้ยอย่างดุดัน พร้อมเสียงร้องดังก้อง!
เสียงคำรามของัฟ้า ดังสนั่น ัสีน้ำเงินพวยพุ่งออกมาจาก “ง้าวัฟ้าผ่า์ (青龙化天戟)” กำลังภายในแปลงสภาพเป็ัพุ่งเข้าจู่โจม “นกฟีนิกซ์เพลิง” ที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากง้าวของเหวินอวี่
“ตูม!”
สัตว์เทพสองสายปะทะกลางอากาศ แรงปะทะปะทุออกอย่างบ้าคลั่ง คลื่นพลังไร้รูปร่างแผ่กระจายออกสี่ทิศ เวทีประลองะเือย่างรุนแรง รอยร้าววิ่งผ่านพื้นเวทีราวกับใยแมงมุม
เสียงร้องของฟีนิกซ์ และคำรามของั ดังสะท้านก้องทั่วทั้งลานฝึก เสี้ยววินาทีถัดมา ฝุ่นฟุ้งขึ้นราวพายุ — พลังทั้งสอง... สลายไปในอากาศ
ฟึ่บ!
เหวินอวี่ไม่รอช้ากวัดง้าวทองฟาดออกอีกครั้ง คลื่นพลังรูปใบมีดเฉือนออกจากง้าว พุ่งตรงมายังเสวี่ยเหรินกุ้ยด้วยความเร็วสูงราวสายฟ้า
แรงปะทะจากคมง้าวเฉือนเวทีจนเป็รอยแยกขนาดใหญ่ รอยแยกไล่ขยายไปตามพื้น พร้อมเศษหินที่กระเด็นกระจายเต็มลาน
“โครม!”
เสวี่ยเหรินกุ้ยกระแทกเท้ากับพื้น พุ่งตัวขึ้นกลางอากาศ คมง้าวจึงพุ่งผ่านใต้ฝ่าเท้าเขาไปอย่างหวุดหวิด
ในเวลาเดียวกัน เขาตอบโต้กลับทันทีด้วยฟาด “ง้าวัฟ้าผ่า์” ออกเป็แนวเฉียง กำลังภายในแปรเปลี่ยนเป็ “คลื่นพลังใบมีด” พุ่งเข้าใส่อวี่เหวินเฉิงตูเช่นกัน
ศึกประลองร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
การปะทะกลับไปกลับมาแทบไม่เว้น่ บรรยากาศในลานประลองพลุ่งพล่านเหมือนกำลังจะะเิ!
เหล่าทหารรอบข้างต่างมองกันตาค้าง
แม่ทัพเกาเหลียนที่มองอยู่นั้น แทบจะกลืนน้ำลายทุกครั้งที่อาวุธกระทบกัน — อยากได้ยอดฝีมือทั้งสองมาไว้ใต้บัญชาการของตนใจจะขาด
แม้เขาจะเป็แม่ทัพแห่งกององครักษ์หลวง และเป็ขุนนางระดับสาม แต่ตำแหน่งนี้ก็ได้มาเพราะ “เส้นสายจากลุง” ของเขา เกาฉิว หากให้ขึ้นมาด้วยฝีมือตนเองจริง ๆ ก็คงอยู่แค่ระดับ “ขุนพล” เท่านั้น
“ตูม ตูม ตูม!”
เสียงปะทะของกำลังภายในแต่ละครั้ง ดังก้องไม่หยุด คลื่นกระแทกกระจายเป็ระลอก คนดูตะลึง คนเชียร์ะโสุดเสียง
เคร้ง!
อาวุธของทั้งสองกระแทกกันอีกครั้ง สะเก็ดไฟกระจาย ออร่าแรงกระแทกแผ่ซ่าน ตอนนี้ ทั้งคู่เริ่มหอบหายใจเล็กน้อย เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
แม้ว่าเหวินอวี่จะได้เปรียบเื่พละกำลัง แต่เสวี่ยเหรินกุ้ยกลับเลือกที่จะไม่ประทะกันตรง ๆ มากนัก เขาใช้เพียง “กลยุทธ์และท่วงท่าที่แม่นยำ” ในการรับมือ
ถึงกำลังภายในจะไม่ด้อยกว่าเลยสักนิด เขาก็อาศัยเทคนิคชั้นสูงในการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่ง...
เริ่มรู้สึกว่า... ขอบเขตพลังของตน เริ่ม ‘สั่นคลอน’ คล้ายกับว่า... การประลองครั้งนี้ อาจทำให้เขา ทะลวงสู่ระดับใหม่ได้จริง ๆ
“มาอีก!” เหวินอวี่ะโเสียงดังลั่นหลังการปะทะ เขาพุ่งทะยานขึ้นฟ้าทั้งร่าง พร้อมกับง้าวทองที่หวดลงมาราวกับพายุ
เพียงแค่กระบวนท่าเดียวยังสามารถให้ความรู้สึกอันหนักหน่วงราวกับูเาไท่ซานนั้นกำลังกดทับลงมา ง้าวปีกหงส์เคลือบทองฟาดลงมาจาก้าอย่างรุนแรง เสียงฟึ่บฟั่บของแรงลมตัดอากาศดังก้องไปทั่ว
ปลายง้าวกระแทกเข้ากับง้าวัฟ้าผ่า์ เสียงก้อง หึ่งงงง สะท้านออกมาจากแรงสั่นะเื
ในขณะนี้ ทั้งสองต่างก็ “ทุ่มกำลังภายในสุดตัว” พลังลมปราณหลั่งไหลออกจากตันเถียนราวกับน้ำในแม่น้ำที่ไหลไปมาอย่างเชี่ยวกราด แล้วก็ยังคงปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงกดดันให้แก่อีกฝ่าย
ทั้งเหวินอวี่และเสวี่ยเหรินกุ้ย ต่างก็ “ใกล้ถึงขีดจำกัด” แล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน — พวกเขาก็เริ่มรู้สึกได้ว่า... ขอบเขตพลังยุทธ์ของตน “เริ่มจะทะลวง”
“โครม! โครม! โครม!”
ทั้งสองกระแทกอาวุธอีกหลายกระบวนท่า เสียงดังก้องไปทั่วสนาม
แขนของทั้งสองเริ่มชาไปหมด แต่จิตของนักรบยังคงแน่วแน่
ในจังหวะหนึ่ง ทั้งคู่ปะทะกันอีกครั้ง
จากนั้นก็ถอยห่างกัน แล้ว... นั่งลงขัดสมาธิกลางลานประลองทันที!
“ใครชนะกัน?”
ทหารรอบสนามต่างงุนงง มองภาพเบื้องหน้าแล้วหันไปถามกันเอง
แต่ผู้ที่มีพลังยุทธ์ระดับสูง ต่างเห็นชัดเจนว่า... ทั้งสองกำลังจะ “ทะลวงระดับ” พร้อมกัน!
พลังลมปราณของทั้งสองทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ แรงกดดันแผ่ออกมาจากร่างเหมือน “พายุหมุน” ที่กำลังก่อตัวอยู่กลางสนามฝึก พวกเขาดูดกลืนลมปราณจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างในอัตราที่น่าตกตะลึง
ผู้คนที่อยู่ภายในลานฝึกซ้อม ต่างก็พากันรู้สึกทั้งอิจฉา และริษยา!
“โครม!”
“ทะลวง!!”
เสียงะโดังพร้อมกันจากทั้งสอง ในพริบตา พลังของพวกเขาพุ่งทะลุขีดจำกัดเดิม
ระดับพลังยุทธ์: โฮ่วเทียนขั้นหนึ่ง (后天一重)
เมื่อกำลังภายในของทั้งสองกลับมาเสถียรอีกครั้ง
"ฮ่าฮ่า!"
ทั้งสองลืมตาขึ้น สบตาเงียบ ๆ จากนั้นก็... หัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมกัน
หัวเราะที่ไม่ใช่เย้ยหยัน หากแต่เป็เสียงหัวเราะของนักรบที่เต็มไปด้วยการยอมรับซึ่งกันและกันจากใจจริง — ราวกับ “ศัตรูคู่มิตร” ที่มองเห็นคุณค่าของกันและกันผ่านเสียงของอาวุธ โดยไม่มีคำใดต้องอธิบาย