บทที่ 5 พบเพื่อนเก่า
"ท่านอาจารย์กู้ เป็ความผิดของข้าน้อยเอง หวังว่าท่านอาจารย์จะไม่ถือโทษโกรธเคือง" แม่นางอู๋ย่อตัวลงกล่าวขอโทษอย่างนอบน้อม
กู้หนิงอันพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย "ไม่เป็ไรหรอก บอกมาเถอะว่าเ้าเรียกข้ามาด้วยเหตุอันใด?"
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่นางอู๋ก็ขยับกายเข้าใกล้กู้หนิงอันอีกเล็กน้อย จากนั้นนางก็มองไปรอบ ๆ บริเวณอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีแขกคนใดในโรงน้ำชาสนใจพวกนางแล้ว นางจึงลดเสียงให้เบาลงแล้วถามว่า "ท่านอาจารย์กู้... ท่านเป็เซียนหรือเปล่าเ้าคะ?"
กู้หนิงอันตอบกลับอย่างฉะฉานและหนักแน่นว่า "ไม่ใช่"
"ถ้าอย่างนั้น รูปลักษณ์ของท่าน..." แม่นางอู๋ยังไม่ยอมลดละความพยายาม นางถามต่อไปอีกว่า "เหตุใดเวลาผ่านไปกว่ายี่สิบปีแล้ว ท่านยังคงดูอ่อนเยาว์ราวกับหยุดเวลาไว้เช่นนี้..."
กู้หนิงอันยิ้มแล้วตอบว่า "ข้าแม้ไม่ใช่เซียน แต่ก็พอจะมีความรู้เื่วิชาอาคมอยู่บ้าง จึงทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอยู่สักหน่อย"
"อ้อ..." แม่นางอู๋ก้มหน้าลงพลางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ จึงค่อยเงยหน้าขึ้นมามองเขาใหม่ "ในเมื่อท่านอาจารย์เคยพบข้าตอนยังเป็เด็ก เช่นนั้นท่านเคยพบเห็นท่านแม่ของข้าบ้างหรือไม่เ้าคะ?"
กู้หนิงอันพยักหน้าตอบ "เคยพบสิ"
"จริงหรือเ้าคะ!" แม่นางอู๋คว้าแขนของกู้หนิงอันไว้ทันที สีหน้าท่าทางตื่นเต้นยิ่งนัก "ท่านพ่อของข้าบอกเสมอว่านางเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ไม่ว่าข้าจะเพียรถามท่านอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมบอกข้าเสียทีว่าเหตุใดจึงพรรณนาถึงท่านแม่เช่นนั้น"
"ท่านพ่อทำไมถึงใช้คำว่าแข็งแกร่งมาอธิบายตัวตนของท่านแม่ ท่านอาจารย์พอจะรู้เหตุผลไหมคะ? สำหรับผู้หญิงแล้วจะใช้คำว่าแข็งแกร่งมาอธิบายได้อย่างไรกัน?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้หนิงอันก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบว่า "อู๋จ่างกุ้ยไม่พูด ย่อมต้องมีเหตุผลของเขาที่ไม่ยอมเอ่ยถึง... แต่ข้าก็สามารถบอกเ้าได้เช่นกันว่า แม่ของเ้านั้นคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้จริง ๆ"
ขณะที่กำลังพูด สายตาของกู้หนิงอันก็ตกลงไปที่มือของแม่นางอู๋ที่กำลังจับแขนของเขาไว้แน่น
เมื่อเห็นดังนั้น แม่นางอู๋ที่เพิ่งได้สติ ใบหน้างดงามก็แดงระเรื่อขึ้นมาในทันที นางรีบปล่อยมือออกแล้วจึงสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าบริเวณแขนของกู้หนิงอันถูกนางจับจนเป็รอยยับย่น
ในขณะที่นางลังเลและกำลังจะยื่นมือออกไปช่วยรีดให้เรียบ กู้หนิงอันก็สะบัดแขนเสื้อด้วยตนเองเบา ๆ รอยยับย่นบนแขนเสื้อนั้นก็กลับมาเรียบเนียนขึ้นมาทันที
"ท่านพ่อก็ไม่ยอมบอก ท่านอาจารย์ก็ไม่ยอมกล่าว... สรุปแล้วเื่ราวมันเป็อย่างไรกันแน่?" แม่นางอู๋เต็มไปด้วยความเศร้าหมองที่ปรากฏบนใบหน้า นางโน้มกายไปข้างหน้าพลางซบลงบนโต๊ะเก็บเงินท่าทางเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง
เห็นนางเป็เช่นนี้ กู้หนิงอันจึงขยับนิ้วบีบนับคำนวณเบา ๆ เมื่อนิ้วชี้หยุดลงที่ตำแหน่งยู่ เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "อีกสามวันจะเป็วันเกิดของเ้า ข้าจะให้ของขวัญเ้าสักชิ้นหนึ่ง"
บางทีอาจเป็เพราะไม่ได้รับคำตอบที่้า แม่นางอู๋จึงตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ว่า "ท่านอาจารย์ไม่ต้องลำบากเสียเงินหรอกเ้าค่ะ ไม่ว่าจะเป็เครื่องสำอางหรือแป้งผัดหน้า ข้าก็ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย"
กู้หนิงอันยิ้มอย่างจนปัญญา "อีกสามวันข้างหน้า ให้เ้าตื่นนอนตอนเช้าในเวลาเฉินซือ แล้วกินบะหมี่อายุยืนสักชามหนึ่ง... เมื่อกินเสร็จแล้ว พอถึงตอนค่ำเวลายู่ซือสามเค่อ ก็ให้เ้ารีบเข้านอนเสีย"
แม่นางอู๋ที่ฟังจนงงงวยสงสัยจึงถามกลับว่า "ท่านอาจารย์ ของขวัญที่ว่านี้หมายถึงสิ่งใดกันเล่าเ้าคะ?"
"จงทำตามที่ข้าบอก แล้วเ้าจะได้รับของขวัญชิ้นนั้นเอง" ระหว่างที่กำลังพูด กู้หนิงอันก็รู้สึกถึงความร้อนวูบขึ้นที่ฝ่ามือทันที เมื่อเขายกฝ่ามือขึ้นดูก็พบว่ามีปราณโลกีย์สายหนึ่งวนเวียนอยู่ที่ฝ่ามือของเขาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขางอนิ้วแตะที่ปราณโลกีย์นั้นเบา ๆ ภาพที่ปรากฏขึ้นคือร่างหนึ่งกำลังคั่วชาอย่างขะมักเขม้น และยังมีกลิ่นหอมของชาที่สดชื่นจับใจลอยมาจาง ๆ อีกด้วย
ทางด้านของแม่นางอู๋ นางกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของกู้หนิงอันอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตอนเช้ากินบะหมี่อายุยืน ตอนเย็นให้เข้านอนเวลายามระกาสามขีด นี่มันจะเป็ของขวัญรูปแบบไหนกัน? ท่านอาจารย์กู้แม้จะไม่ยอมรับว่าตนเองเป็เซียน แต่นี่เห็นได้ชัดว่าเป็คำพูดถ่อมตัวของผู้ทรงภูมิ...
ใครกันเล่าในโลกมนุษย์นี้ที่จะสามารถรักษาใบหน้าให้ไม่แก่ชราตามกาลเวลาได้? อย่างน้อยที่สุดแม่นางอู๋ก็เคยเห็นเื่แบบนี้เพียงแค่ในนิทานเล่าขานเท่านั้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ คำว่า 'ของขวัญจากเซียน' ก็ยิ่งทำให้นางตื่นเต้นจนหัวใจเต้นระรัวขึ้นมา
ในขณะที่แม่นางอู๋กำลังครุ่นคิดจินตนาการว่าตนจะได้รับของขวัญวิเศษชิ้นใด
กู้หนิงอันก็เก็บปราณโลกีย์เส้นนั้นเข้าไว้ แล้วทิ้งคำพูดไว้ว่า "ใบชาคงคั่วเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะเข้าไปหาอู๋จ่างกุ้ยเสียหน่อย"
จากนั้นเขาก็เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนหลังทันที
แม้ว่าเขาจะไม่เคยเดินไปที่เรือนหลังนี้เลยสักครั้ง แต่เขาก็สามารถค้นหาเส้นทางที่ถูกต้องได้อย่างง่ายดาย
แม่นางอู๋ที่กลับมาตั้งสติได้ก็รีบตามไปหวังจะนำทางให้ แต่ทว่าช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่มีชายหนุ่มปริศนาคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมฟางกันฝน ตัวเปียกโชกวิ่งเข้ามาในร้าน
ชายหนุ่มคนนั้นเดินมาถึงหน้าโต๊ะเก็บเงิน เมื่อเห็นแม่นางอู๋ที่งดงามเขาก็เผลอใจลอยไปชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนขวางทางแล้วไม่พูดจาอะไร แม่นางอู๋ที่มองตามเงาหลังของกู้หนิงอันไปอย่างร้อนใจ จึงได้ผลักร่างชายหนุ่มตรงหน้าออกไป แล้วเดินเร็วเพื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัง ปากของนางยังพึมพำไม่หยุดว่า
"บะหมี่อายุยืน... ยามระกาสามเค่อ..."
ชายหนุ่มปริศนาตัวเปียกโชกที่เพิ่งมาโรงน้ำชานี้เป็ครั้งแรก เมื่อเห็นหญิงสาวในร้านทำกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้
เขากำลังจะเรียกนางไว้เพื่อต่อว่าสักหน่อย แต่ก็ถูกพ่อค้าหาบเร่คนหนึ่งเอาแขนโอบไหล่ไว้เสียก่อน "พอเถอะน้องชาย นางมีเ้าของแล้ว ไปดื่มน้ำชาที่โต๊ะพวกข้าดีกว่า"
ชายหนุ่มปริศนาตัวเปียกโชกได้แต่ยืนงงสงสัยอยู่อย่างนั้น
...
เม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วกระหน่ำลงบนชายคาปีกนกของศาลาแปดเหลี่ยม ส่งเสียงดังเปาะแปะอย่างชัดเจน
อู๋จ่างกุ้ยได้ดับไฟในเตาหินลงเรียบร้อยแล้ว แต่สากไม้ในมือของเขายังคงวนเป็จังหวะอยู่ในกระทะเหล็กั์ใบนั้น
หนึ่งรอบ... สองรอบ... สามรอบ...
"แปลกจริงหนอ ปกติไม่ต้องพูดถึงแปดรอบหรอก แค่ห้ารอบก็น่าจะถึงเกณฑ์แล้ว..." พอตวัดมาถึงรอบที่แปด อู๋จ่างกุ้ยก็ยังไม่ได้หยุดมือ คิ้วหนาของเขาขมวดเกลียวแน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัยพลางพูดออกมาหนึ่งประโยค
"รอบที่แปดอะไรกัน ห้ารอบก็เพียงพอแล้ว... เ้ากำลังคั่วใบชาหรือกำลังเล่นไพ่กันแน่?"
เสียงสากไม้รูปกระบองที่กำลังตวัดผ่านรอบที่เก้าหยุดกึกลงทันที อู๋จ่างกุ้ยสะดุ้งสุดตัว เขาวางสากไม้พิงไว้ที่ขอบกระทะแล้วค่อย ๆ หันกายกลับมา เมื่อได้เห็นร่างในชุดยาวสีเขียวที่สถิตอยู่ในความทรงจำนั้น อารมณ์นับหมื่นนับพันก็พรั่งพรูขึ้นมาในใจทันที
"ท่านอาจารย์กู้!"
"ทำไมกันล่ะ!" กู้หนิงอันเอ่ยแซว "อย่าบอกข้านะว่านิสัยขี้แยของเสี่ยวซานฮัวนั้น ติดสืบทอดมาจากเ้าน่ะ"
ในเวลานั้นเอง แม่นางอู๋ที่ยังคงจมอยู่ในความคิดของตัวเองเดินเข้ามาใกล้ศาลาแปดเหลี่ยม และได้เห็นท่าทางของท่านพ่อตนเองที่ดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ "ท่านพ่อเ้าคะ?"
เมื่อได้ยินเสียงของลูกสาว อู๋จ่างกุ้ยก็เบ้ปากลงทันที มือข้างหนึ่งบีบต้นขาแน่นจนใบหน้าบิดเบี้ยวเพื่อกลั้นอารมณ์ แล้วพูดขึ้นว่า
"ใครสั่งให้เ้ามาที่นี่กัน! ข้างนอกยังมีแเื่อีกมากมายนัก รีบออกไปต้อนรับเสียเร็วเข้า! ข้าไม่ได้เรียกหาเ้า ห้ามเข้ามามารบกวนข้ากับท่านอาจารย์ในเวลาที่คุยเื่เก่าแก่กันเด็ดขาด"
น้ำเสียงของอู๋จ่างกุ้ยนั้นดูไม่สู้ดีนัก เมื่อถูกดุอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ความน้อยเนื้อต่ำใจก็พุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเสี่ยวซานฮัว นางกัดริมฝีปากสีชาดของตนเองแล้วสะบัดหน้าจากไปในทันที
เมื่อเห็นท่าทางอึดอัดใจของเพื่อนเก่า กู้หนิงอันก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ "เ้านี่นะเ้า คราวนี้เห็นทีจะต้องง้อเสี่ยวซานฮัวกันอีกยาวนานเลยล่ะ"
อู๋จ่างกุ้ยยิงฟันยิ้มตอบ "ไม่เป็ไรหรอกขอรับ ั้แ่เด็กข้าก็ตามใจนางมาตลอด จนนางเสียนิสัยไปหมดแล้ว... เมื่อกี้นี้นางอยู่ด้านนอก ไม่ได้ไปทำกิริยาล่วงเกินท่านอาจารย์บ้างหรือขอรับ?"
"นางก็ไม่ใช่วัว และข้าก็ไม่ได้คาดสายคาดเอวสีแดงเสียหน่อย นางจะมาล่วงเกินข้าได้อย่างไรเล่า?" กู้หนิงอันพูดหยอกล้อพลางทอดสายตามองไปยังกระทะเหล็กที่เต็มไปด้วยยอดชาสีเขียวมรกต แล้วเอ่ยต่อว่า "ที่ข้ามานี่ ก็เพื่อจะมาดื่มชานะ"
อู๋จ่างกุ้ยที่เดิมทีค่อนข้างตึงเครียด เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น ความรู้สึกที่ว่าผู้เป็ะกับคนสามัญนั้นต่างกันจนต้องรักษาความเคารพไว้ในใจก็มลายหายไปสิ้น
"ดูความจำของข้าสิ!" อู๋จ่างกุ้ยทำท่าเชื้อเชิญ "ท่านอาจารย์เชิญนั่งที่ตำแหน่งสำคัญเลยครับ! เดี๋ยวน้ำชาจะถูกนำมาถวายในทันที!"
กู้หนิงอันนั่งลงบนม้าหินยาวด้านหนึ่งของศาลาแปดเหลี่ยม ส่วนอู๋จ่างกุ้ยก็หยิบถ้วยชาที่เตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นมา เขาใช้ตะเกียบไม้ไผ่คีบยอดชาที่ยังคงมีไอร้อนพวยพุ่งจากกระทะเหล็กใส่ลงในถ้วย ถ้วยชานี้แตกต่างจากข้างนอก มันเป็ถ้วยปากกว้างสีเหลืองดิน ดูแล้วมีกลิ่นอายความโบราณอย่างยิ่ง
น้ำเดือดไหลเป็เส้นโค้งลงสู่ถ้วยชา กระทบยอดชาจนหมุนวนไม่หยุดนิ่ง กลิ่นหอมเข้มข้นของชาแผ่กระจายออกมาในทันที กู้หนิงอันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บนใบหน้าปรากฏสีหน้าพึงพอใจยิ่ง "รสชาตินี้... ปีนั้นก็เป็รสชาตินี้แหละ"
อู๋จ่างกุ้ยวางถ้วยชาลงเบา ๆ บนม้าหินข้างกายกู้หนิงอันแล้วเอ่ยกำชับว่า "ท่านอาจารย์โปรดระวังร้อนด้วยนะครับ"
เขารอคอยด้วยความคาดหวังเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนว่าอาจารย์จะให้คำชมแก่ชาของเขา...
*[1] เฉินซือ [ 辰時 ] ่เวลาเช้า (07.00 - 09.00 น.) เป็่เวลาที่เป็มงคลตามความเชื่อโบราณ
*[2] ยู่ซือ [ 酉時 ] ่เวลาเย็น (17.00 - 19.00 น.)
*[3] สามเค่อ [ 三刻 ] หน่วยเวลาโบราณ 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที ดังนั้นสามเค่อคือ 45 นาที