ปลดล็อคระบบอัพพลังไร้ขอบเขต

    บทที่ 27 ความแปลกประหลาดของตำหนักเหนือ

    บทที่ 27 ความแปลกประหลาดของตำหนักเหนือ


    วันรุ่งขึ้น


    บนลานประลอง


    เล่ยถิงมองไปที่เล่ยจวินแล้วยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “เจ้าทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใด”


    เล่ยจวินตอบกลับ “เมื่อวานนี้ข้าประมาทเกินไป วันนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว”


    เล่ยถิงมองไปที่รางวัล 15 แต้มแห่งโชคชะตา ที่ได้มาจากระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามว่า “หากครั้งนี้เจ้าแพ้อีกเล่า”


    เล่ยจวินตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ข้าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเจ้าอีกตลอดไป จะยินดีหลีกทางไปอยู่เบื้องหลัง”


    “ไม่!”


    จู่ ๆ เล่ยถิงก็หัวเราะขึ้นมาแล้วพูดว่า “ข้าจะให้เจ้ามาสู้กับข้าทุกวัน จนกว่าการประลองครั้งใหญ่ของตระกูลจะสิ้นสุดลง”


    โอกาสในการเก็บแต้มแบบนี้ เล่ยถิงจะปล่อยให้ผ่านไปได้ยังไง


    เล่ยจวินตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ารับปาก


    เมื่อนั้น…


    เล่ยฉีผู้มีเล่ห์เหลี่ยมเฉียบแหลม เริ่มยุยงให้เกิดความวุ่นวายอีกครั้ง


    เขาจำเป็นต้องเร่งรีบ เพราะเยี่ยหมิงไคไม่รับเดิมพันเป็นเงินตราอีกต่อไป ดังนั้นคราวนี้เขาจึงต้องทุ่มสุดตัว เอายาอายุวัฒนะสองเม็ดที่เก็บหอมรอมริบมานานมาเดิมพันด้วย


    อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เขาต้องเผชิญกับความโชคร้าย


    เล่ยถิงใช้ฝ่ามือเมฆาอัคคีและหมัดทลายภูผาออกมาทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเล่ยจวินจะหาวิธีเอาชนะเขาได้


    แม้ว่า ‘บ่วงเพลิงย้อนกลับ’ ของเล่ยจวินจะเป็นวิชายุทธ์ขั้นสูง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งไปเสียทุกด้าน เล่ยถิงบ้างก็ใช้ ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ บ้าง ก็ใช้ ‘หมัดทลายภูผา’ สลับกันไปไม่ซ้ำทำให้เล่ยจวินโมโหไม่น้อย ที่มากไปกว่านั้นก็คือเมื่อไหร่ที่เล่นจวินหันมาใช้ ‘บ่วงเพลิงย้อนกลับ’ เพื่อป้องกันหรือโจมตี เล่ยถิงก็สามารถใช้ก้าวมังกรพเนจรหลบเลี่ยงได้อย่างแม่นยำเสมอ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เล่ยจวินซึ่งเป็นผู้มีระดับสูงกว่า เล่ยถิงถึงสองขั้นถูกบีบให้ใช้พลังลมปราณไปจนไม่สามารถสู้ต่อไปได้


    การต่อสู้ในสนามประลองในวันที่สองจึงสิ้นสุดลง


    จากสถิติเล่ยถิงสามารถเอาชนะผู้ที่มีระดับสูงกว่าจากตำหนักเหนือได้ สามคน ซึ่งมีอยู่ในขั้นเบิกภพระดับห้าและยังได้รับรางวัลเป็นแต้มโชคชะตา 15 แต้มจากเล่ยจวินรวมทั้งหมด 30 แต้มโชคชะตา ในขณะที่ด้านนอกสนามเยี่ยหมิงไคก็ได้รับยาอายุวัฒนะทั้งหมด 7 เม็ด รวมแล้วก็ถือว่าได้ของมาเยอะมาก


    ……


    เข้าวันที่สาม


    “อ๊าก…”


    มีคนหนึ่งร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและกระเด็นตกลงมายังพื้น


    เล่ยถิงยืนอยู่บนขอบสนามประลองในแท่นที่สูงกว่าและจ้องมองคู่ต่อสู้ “นี่หรือคือผู้ที่มีระดับสูงจากตำหนักเหนือ ฟังชื่อก็ดังกว่าที่ได้พบเห็นจริง ๆ!”


    “น่าโมโห! สนามประลองนี้ช่างน่าโมโหจริง ๆ!”


    “พี่ใหญ่ ท่านรีบออกมาเร็วเถอะ อย่าได้สนใจการเดิมพันที่โง่ ๆ นั่นเลย”


    “ฮ่า ๆ ข้าต้องขำจนตายแน่ ตำหนักเหนือที่ยิ่งใหญ่นักกลับถูกไอ้หนูระดับสี่ข่มขู่แบบนี้ ถ้าเล่าให้คนอื่นฟังคงไม่มีใครเชื่อ”


    “นั่นสิน่าขันมากจริง ๆ! ตำหนักเหนือ ที่ว่ากันว่าเก่งกาจที่สุดในตระกูลเล่ยกลับเป็นเพียงเสือกระดาษ เรามีคนในตำหนักตะวันตกน้อยกว่า แต่ก็ยังมีผู้ที่มีระดับสูงถึงขั้นเบิกภพระดับเจ็ด”


    “พูดจาไร้สาระ! พวกตำหนักตะวันตก มีผู้อาวุโสที่อยู่ในระดับเจ็ด คิดว่า ตำหนักเหนือของพวกเราไม่มีหรือยังไง ว่าแต่พวกเจ้ากล้าขอให้พวกเขามาต่อกรกับเล่ยถิงงั้นหรือ”


    การแพ้ของผู้ที่มีระดับสูงในตำหนักเหนือ ทำให้บรรยากาศในสนามประลองกลายเป็นสมรภูมิของการโต้เถียงไปมาในทันที


    มองดูภาพที่โกลาหลวุ่นวายนี้ เล่ยถิงส่ายหัวอย่างขมขื่นลมปราณของตนเองปั่นป่วนเล็กน้อย รู้ว่าตนเองได้รับแรงกระเทือนอย่างหนักจึงหยุดการประลองและเดินทางกลับเรือนไปในทันที


    ผลงานจากการประลองในวันที่สามนั้นยอดเยี่ยมมาก


    ตำหนักเหนือที่หวาดกลัวก็ส่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับหก ออกมาทั้งหมดเพื่อผลัดกันต่อกรเล่ยถิงให้อ่อนล้า น่าเสียดายที่แผนการมักจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เหล่ายอดฝีมือระดับหกของตำหนักเหนือ จำนวนห้าคน ล้วนแต่พ่ายแพ้ให้กับเล่ยถิง พร้อมกับแต้มโชคชะตา 15 แต้มที่ได้จากเล่ยจวินทำให้เล่ยถิงได้แต้มโชคชะตาถึง 65 แต้มในวันนี้ เมื่อรวมกับยาอายุวัฒนะจำนวน 11 เม็ดที่ได้จากเยี่ยหมิงไค ถือได้ว่าเป็นการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้แต้มโชคชะตาของเล่ยถิงเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว


    ……


    วันที่สี่


    นี่เป็นวันที่แปลกประหลาดมาก เพราะตำหนักเหนือกลับซ่อนตัว เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็หายตัวไป ไม่มีใครกล้าออกมาต่อสู้เลย


    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือมันทำให้รายได้ของเล่ยถิงลดลงอย่างมาก


    นอกจากเเล่ยจวินที่มอบแต้มโชคชะตา 15 แต้มให้เหมือนเช่นเคยแล้ว ส่วนที่เหลือก็เป็นเหล่าศิษย์จากหอฝึกยุทธ์ของตำหนักใต้ ก็เดินทางมาเพื่อขอเรียนวิชากับเล่ยถิง เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝึกซ้อมและสอนไปพร้อม ๆ กับการหาแต้มโชคชะตา 1 แต้มอันน่าเวทนาเป็นค่าตอบแทน


    จากการฝึกซ้อมทั้งวันเล่ยถิงมีแต้มโชคชะตาเพียงแค่ 19 แต้มเท่านั้น


    ……


    ประสบการณ์ในวันที่สี่นั้นไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว ตำหนักเหนือหลบซ่อนตัวจริง ๆ ไม่ได้ออกมาตลอดทั้งสัปดาห์ แม้ว่าเล่ยถิงจะตะโกนท้าทายก็ไม่มีใครตอบกลับ


    หากไม่ได้รับแต้มจากเล่นจวินทุกวันแล้วละก็เล่ยถิงคงเหน็ดเหนื่อยจนตายก็ยังไม่สามารถสะสมแต้มโชคชะตาได้เท่ากับในวันที่สาม


    เวลาที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้า


    เล่ยถิงมองไปที่ผู้ติดตามที่น้อยนิดและจำใจลงจากแท่นประลอง


    เยี่ยหมิงไคพูดด้วยความโกรธเคืองว่า “คนของตำหนักเหนือนี่ไร้ยางอายสิ้นดี การท้าทายแบบนี้กลับหลบซ่อนตัวอยู่ในกระดอง ทำให้พวกเราขาดรายได้ไปหลายวันเลย”


    เล่ยจวินพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่มีใครกล้าเดิมพันกับเขาอีกต่อไป ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำที่ลงมาเล่น ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะนำยาอายุวัฒนะอันล้ำค่าออกมาเดิมพัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือยาอายุวัฒนะที่ชนะนั้นหยุดนิ่งอยู่ที่ 20 เม็ดแล้วไม่เพิ่มขึ้นอีกเลย 


    เล่ยถิงไม่ได้ร้อนใจกล่าวว่า “เจ้าหนุ่มน้อย อย่าใจร้อนนัก ตำหนักเหนือ ไม่ได้หนีหน้าแต่กำลังข่มกลั้น พวกเขาน่าจะรอโอกาสหรือรอคนใดคนหนึ่ง เมื่อพวกเขาแผลงฤทธิ์เต็มรูปแบบมันจะเหมือนพลังสายฟ้าฟาดอย่างแน่นอน”


    เยี่ยหมิงไคครุ่นคิดสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น


    เยี่ยหลานไม่เข้าใจ จึงถามด้วยความสงสัย “ในตอนนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่ของตำหนักเหนือ มีเพียงเล่นกวงผู้เดียวที่อยู่ขั้นเบิกภพระดับเจ็ด ส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้อาวุโสแล้ว ตามนิสัยของเล่นกวงคงไม่ผิดคำพูดแต่เหล่าผู้อาวุโสน่าจะรักษาหน้าไม่ลงมือกับคุณชายเองกระมัง”


    “ระวังไว้ย่อมดีกว่า”


    เล่ยถิงแม้เชื่อมั่นว่าผู้อาวุโสทั้งหลายเหล่านั้นคงไม่ออกโรงง่าย ๆ เพราะ เล่ยถิงปัจจุบันไม่เหมือนเดิม


    เล่ยถิงในอดีตเป็นแม้แต่ญาติก็ไม่ยอมรับ เป็นได้แม้แต่ข้ารับใช้ก็รังแกได้ของไร้ค่า แต่บัดนี้เขาได้เอาชนะเล่ยจวินได้อย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นตัวแทนของตำหนักใต้ หากใครคิดจะใช้วิธีสกปรกก็ต้องคำนึงถึงหน้าตาของตำหนักใต้


    ความขัดแย้งของคนรุ่นหลังสามารถเล่นสนุกได้ตามใจ แต่ความขัดแย้งระดับสูงมิอาจเกิดขึ้นได้หากเกิดขึ้นก็จะเป็นหายนะของตระกูล คณะผู้อาวุโสอันเคร่งครัดที่สุดจะต้องออกมาปราบปราม เมื่อถึงเวลานั้นใคร ๆ ก็ลำบาก


    ดังนั้นตระกูลเล่ยจึงมีกฎข้อนี้มาโดยตลอด


    ไม่เพียงตระกูลเล่ยเท่านั้น แต่ตระกูลและตำหนักอื่น ๆ ก็มีกฎเกณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน


    เล่ยถิงเริ่มถาม “เยี่ยหมิงไค เจ้าจะสามารถทะลวงสู่ขั้นเบิกภพระดับห้าได้เมื่อใด”


    เยี่ยหมิงไคตอบว่า “ด้วยโอสถโลหิตสีชาดที่คุณชายมอบให้ การฝึกฝนของข้าจึงเป็นไปได้ด้วยดี น่าจะสามารถทะลวงขั้นได้ก่อนการประลองใหญ่ของตระกูลจะเริ่มขึ้น”


    เล่ยถิงพยักหน้าและถามต่อ “พักนี้เจ้าไม่ต้องติดตามข้าไป ให้ทุ่มเทฝึกฝนให้เต็มที่เถิดหากโอสถโลหิตสีชาดไม่พอ ข้าจะไปจัดหามาให้เจ้า”


    “ขอบคุณขอรับ!”


    เยี่ยหมิงไคมีความศรัทธาในเล่ยถิงอย่างไม่ลืมหูลืมตาไม่อาจหาเหตุผลได้


    เล่ยถิงหันไปมองเยี่ยหลานก็อดไม่ได้ที่ถอนหายใจ


    ระยะนี้เยี่ยหลานไม่ได้รับมอบหมายภารกิจใด ๆ จึงได้แต่ฝึกฝนอย่างสงบอยู่ที่บ้าน ไม่ค่อยได้ไปฝึกฝนที่ลานประลอง แต่เยี่ยหลานแสดงแววพรสวรรค์ในการฝึกฝนออกมาได้ไม่โดดเด่น แม้จะได้รับคัมภีร์วรยุทธ์ชั้นสูงและยาอายุวัฒนะ เยี่ยหลานกลับฝึกฝนไปได้เพียงแค่ขั้นเบิกภพระดับหนึ่ง ถ้าจะให้ทะลวงขึ้นไประดับสองนั้นคงอีกยาวไกลนัก


    “พวกเจ้าจงฝึกฝนกันตามลำพัง”


    เล่ยถิง ถอนหายใจเบา ๆ ในใจ อยากจะเขียนเนื้อหาของวิชาที่เขาอัพเกรดเพิ่มเติมลงไป แต่ความหงุดหงิดในใจของเขากลับกลายเป็นความอึดอัดที่ไม่สามารถลบเลือนได้


    เขาหยุดเขียน


    เล่ยถิงมองไปที่ดวงอาทิตย์สีเลือดที่กำลังลับขอบฟ้า ราวกับว่าเขากำลังมองเห็นโลกที่มืดมนกำลังจะมาถึง


    เมื่อใดก็ตามที่เขามองเห็นและสัมผัสได้ถึงความมืด เล่ยถิงก็จะรู้สึกถึงอันตรายอย่างไม่ทราบสาเหตุ ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถตื่นขึ้นมาเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก


    ความแปลกประหลาดของตำหนักเหนือ ทำให้เล่ยถิงรู้สึกกดดันอย่างประหลาด


    โดยสัญชาตญาณเล่ยถิงหันไปมองที่ต้นตอของทุกสิ่งที่พึ่งพาได้ทุกอย่างของเขา


    ‘ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด’


    321 แต้มแห่งโชคชะตา นี่คือผลงานทั้งหมดของเล่ยถิงในระยะสิบกว่าวันที่ผ่านมานี้


    เล่ยถิงมีคะแนนโชคชะตาที่เพียงพอในตอนนี้ เขาจึงเริ่มปฏิบัติตามแผนการที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อน มือของเขาค่อย ๆ ชี้ไปที่ตัวเลือก [อัพเกรดวิชายุทธ์เพลิงผลาญ]


    ขั้นสูง… เมื่ออัพเกรดขึ้นไปอีกก็จะเป็นขั้นสวรรค์แล้ว