จวนองค์ชายแห่งซีเซี่ย
ณสนามกลางจวนพระราชทาน องค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋ว ถือวิสาสะสั่งให้ข้าทาสนำเครื่องเรือน เครื่องใช้เข้าไปจัดวางตามจุดต่างๆ ในจวนองค์ชายซีเซี่ย ทรัพย์สินเหล่านี้สำหรับองค์ชายเหยียนจั๋ว ถือเป็เื่เล็กน้อย เพราะท่านตาของเขาคือเสนาบดีกรมกลาโหม หวังไฉ เป็เศรษฐีหนึ่งในสิบอันดับของนครเปี้ยนจิง เมืองหลวงอาณาจักรต้าซ่ง
“ข้าน้อย หลี่ผิงซาน คารวะองค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋ว” ครั้นสายตาเหลือบไปเห็นสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งติดตามมาอยู่ด้านหลัง “แล้วแม่นางท่านนี้......เอ่อ..”
“น้องสาวข้าเอง องค์หญิงหลิงอัน” องค์หญิงหลิงอันทำการคารวะตามแบบสตรีสูงศักดิ์ กิริยาของนางช่างชดช้อยงดงามเช่นเดียว กับใบหน้าอันงดงาม องค์ชายหลี่ผิงซานรีบทำความเคารพอย่างลนลาน“คารวะองค์หญิงหลิงอัน กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว”
“ไม่ต้องเกรงใจ เสด็จพี่ชวนหม่อมฉันมาเยี่ยมพระสหายทราบว่าองค์ชายหลี่ผิงซานเองเชี่ยวชาญกวีศิลป์ อักษรศาสตร์ การดนตรี ที่มาวันนี้เพื่อเชิญองค์ชายไปเปิดหูเปิดชื่นชมศิลปะแขนงต่างๆ ของต้าซ่ง”
“หามิได้ หม่อมฉันเพียงมีความรู้บ้างนิดหน่อยไหนเลยจะเทียบความชำนาญขององค์หญิงได้” องค์หญิงหลิงอันยิ้มรับคำชื่นชมนี้อย่างยินดีพร้อมกับให้นางกำนัลส่งเทียบเชิญให้องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย
สหายใหม่ทั้งสามยืนสนทนากันต่ออีกสักครู่ แต่เนื่องจากภายในจวนยังจัดการไม่เรียบร้อยพอที่จะรับแขกได้ ดังนั้นองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว และองค์หญิงหลิงอัน จึงขอตัวเดินทางกลับวัง
องค์ชายหลี่ผิงซานยืนส่งสองพี่น้องขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวนพระราชทาน เขามองรถม้าหลังใหญ่อันวิจิตรจนลับสายตาแล้วหันหน้ากลับเข้าประตูจวน ...ใบหน้าเขามีรอยยิ้มน้อยๆ ...เพื่อน ...เดินมาหาเขาเองถึงบ้าน เขาพึงพอใจกับโชคชะตาในวันนี้ยิ่งนัก
พระตำหนักซุนจี้
“เพล้ง..... “เสียงเครื่องลายครามแตกกระจายดังสนั่นพระตำหนักซุนจี้ แล้วตามด้วยเสียงเครื่องเรือนชิ้นเล็กชิ้นน้อยดังกระทบพื้นตามมาไม่ขาดสายสลับกับสุรเสียงอันเกรี้ยวกราดของพระสนมหวังกุ้ยเฟย “ข้าไม่ยอมฝ่าาตัดสินพระทัยแบบนี้ได้อย่างไร ท่านพ่อเองท่านก็อยู่ในท้องพระโรงด้วยทำไมไม่คัดค้านเล่า” พระพักตร์พระสนมหวังกุ้ยเฟยในเวลานี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตา มิใช่น้ำตาแห่งความยินดีแต่เป็น้ำตาแห่งความผิดหวัง เสียใจ คับแค้นใจ อย่างสุดประมาณ ยามปกติพระนางจะได้ชื่อว่าสตรีที่งดงามที่สุดแห่งเปี้ยนจิงแต่เวลานี้ใบหน้างดงามกลับบูดบึ้ง หยิบสิ่งของชิ้นใดได้ยกขว้างปาออกไปเพื่อระบายโทสะ บรรดานางกำนัล ขันทีที่รับใช้ในพระตำหนักซุนจี้ต่างพากันหลบหนีจ้าละหวั่น เมื่อเห็นเช่นนั้น พระสนมกุ้ยเฟยยิ่งแค้นเคืองะโบริภาษเหล่าข้ารับใช้อย่างแค้นเคือง
“ไสหัวไปให้หมด พวกทาสชั้นต่ำ” ครั้นได้ยินคำนี้นางกำนัลและขันที ที่ยังตกค้างอยู่ภายในพระตำหนักเห็นเป็โอกาสจึงพากันวิ่งออกจากห้องไปทันที โถ ใครจะกล้าหาญอยู่พวกที่หลบหนีทันั้แ่แจกันลายครามชิ้นแรกแตก ล้วนหนีตายไปกันนานแล้ว ส่วนพวกตนเพียงทำหน้าที่ยกถาดน้ำชามาต้อนรับเสนาบดีหวังไฉจึงหลบหนีไปไม่ทันชีวิตของขันทีและนางกำนัลรับใช้ตำหนักซุนจี้ ขอเพียงเท้าไว ก็ไม่ต้องเจ็บตัวหนัก...เป็เช่นนี้เสมอ
“เ้าน่ะ ใจเย็นลงหน่อยเถอะ” เสนาบดีหวังไฉผู้เป็บิดาพระสนมหวังกุ้ยเฟย ปรามธิดาของตน
“ท่านพ่อจะให้ใจเย็นได้อย่างไร ฝ่าาทรงแต่งตั้งเหยียนชิว พระโอรสฮองเฮาขึ้นเป็รัชทายาท”
“ท่านตา ข้าเองก็ไม่ยอม ไม่เห็นด้วยที่เสด็จพ่อแต่งตั้งเหยียนชิวขึ้นเป็รัชทายาท ข้าต่างหากที่เป็ลูกคนโตต้องได้ตำแหน่งนี้สิ” องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วก็อยู่ในตำหนักด้วย นั่งหน้าบี้งตึงใช้กำปั้นทุบโต๊ะระบายอารมณ์เช่นเดียวกับพระมารดา “นี่เป็รับสั่งของฝ่าาพ่อจะคัดค้านได้อย่างไร”
“ทำไมไม่ได้ เหตุผลมีตั้งมากมายที่จะบอกว่า จ้าวเหยียนชิว ไม่เหมาะ” กุ้ยเฟยยังคงระบายอารมณ์ต่อไป
“เห่ย... เ้าก้ออารมณ์เย็นลงหน่อยได้ไหม” สีหน้าเสนาบดีหวังไคเครียดไม่แพ้กัน “ใจเย็นลงแล้วค่อยมาปรึกษากันดีไหม” พระสนมหวังกุ้ยเฟยกระแทกกายลงนั่งสูดลมหายใจแล้วค่อยๆผ่อนลมออกมา เริ่มสงบลงบ้าง หลังจากเกรี้ยวกราดอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม บัดนี้เริ่มเปลี่ยนมาเป็ร่ำไห้
“ฝ่าา นะฝ่าา ทรงไม่เห็นหม่อมฉันและเหยียนจั๋วอยู่ในสายตา” จากนั้นพระสนมหวังเริ่มพรั่งพรูความหลังในอดีตออกมา
“เราชอบพอแต่งงานกันั้แ่ฝาบาทยังเป็รองแม่ทัพผู้คุมเมืองหน้าด่านครั้นขึ้นเป็พระอนุชา องค์ไท่จู่ กลับทรงพระราชทานสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับพระธิดาอดีตฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ ข้ามาก่อนแท้ๆ กลับได้เป็แค่ชายารอง ครั้นทรงครองราชย์นางมาทีหลังข้ากลับได้ขึ้นเป็ฮองเฮา ส่วนข้าเป็เพียงกุ้ยเฟย ข้าล่ะแค้นใจนัก ทั้งๆ ที่คนสมควรได้เป็ฮองเฮาคือตัวข้านี่”ว่าแล้วยิ่งตีอกร่ำไห้หนักอีกครั้ง
เสนาบดีหวังเองคับแค้นใจไม่แพ้บุตรีแต่โชคชะตาฟ้าลิขิตทำให้ตนเอง บุตรีและหลานๆ ต้องตกเป็รองเสมอมาที่สำคัญต้องแพ้ให้แก่สตรีต่างแคว้นผู้มาทีหลังบุตรีของตน ความคับแค้นนี้ระบายออกมาด้วยการกำมือแน่นทุบโต๊ะข้างกาย “สักวันหนึ่งเถิด ขอเพียงฟ้าเปิดโอกาสข้าจะไม่ละเว้นพวกนางแน่นอน” เสนาบดีหวังขบกรามแน่น
ด้านข้างของพระตำหนักซุนจี้ องค์ชายรองเหยียนชี่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะตำรา สีหน้าบ่งบอกถึงความสลดหดหู่ใจยิ่งนักเขามิได้ตั้งใจแอบฟังพระมารดากับท่านตาสนทนากัน เขาเองนั่งอ่านตำราอยู่ตรงนี้ก่อนที่ท่านตาจะมาแจ้งข่าวการแต่งตั้งองค์รัชทายาทให้กับเสด็จแม่ทราบ
ถึงเขาเองจะรู้เื่ราวในอดีตระหว่างเสด็จพ่อฮองเฮา และเสด็จแม่ มาบ้างจากคนเก่าแก่แต่ไม่ทันคิดว่าเสด็จแม่กลับจะกอดรัดความคับแค้นใจนี้แน่นยิ่งขึ้นทุกวันองค์ชายเหยียนชี่ส่ายหน้า ถอนหายใจเบาๆ ก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะเดินไปทางด้านหลังออกจากพระตำหนักไปอย่างเงียบๆ ใบหน้าและแววตาขององค์ชายเหยียนชี่หม่นหมอง เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของพระมารดาดังแว่วอยู่ด้านหลังของเขา
วันพระราชพิธีแต่งตั้งรัชทายาทอาณาจักรต้าซ่ง
ทั่วบริเวณพระราชวังถูกตกแต่งด้วยธงเกียรติยศโคมแพรสีแดงสด บนเส้นทางขึ้นสู่พระราชวังปูด้วยพรมสีแดงยาวไปถึงท้องพระโรงองค์ชายสามจ้าวเหยียนชิว สวมชุดคลุมคอกลมตัดจากผ้าไหมสีแดง ปักรูปสิงโตและสัญลักษณ์มงคลด้วยเส้นทองคำ คาดเอวด้วยผ้าไหมสีแดงเดินเส้นลวดลายทำจากทองคำสวมมาลาไหมสีดำคลุมศีรษะ รองพระบาทปักด้วยเส้นทองคำ ห้อยหยกสองชิ้นประดับภู่สีแดง
องค์ชายสามจ้าวเหยียนชิว เดินจากลานประตูหน้าพระราชวังชั้นใน ศีรษะตรง หลังตรงผึ่งผายก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคงั้แ่ลานหน้าพระราชวัง ก้าวขึ้นบันไดพระราชวัง มีเหล่าขุนนางทหารพระราชวังยืนน้อมรับเสด็จตลอดเส้นทางภายในท้องพระโรงเหล่าบรรดาขุนนางสวมชุดขุนนางยืนต้อนรับ
เสียงแตรสังข์ เป่าประโคมต้อนรับผู้ได้รับการแต่งตั้งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงดนตรีบรรเลงตลอดเวลา
จักรพรรดิซ่งไท่จงบัดนี้พระชนม์ 51 พรรษา ทรงฉลองพระองค์ผาวซานเป็เสื้อคอกลมแขนใหญ่สีทอง รัดพระองค์หยกสีแดงทรงมาลาจานซื่อฝูโถว ปีกยาว ประทับบนบัลลังก์ัมองพระโอรสที่ก้าวเท้าเข้ามาแล้วคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ พระองค์ฝ่าาพระพักตร์นิ่งสงบท่าเกรงขามยิ่งนัก ยามนี้ได้เวลาแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อสืบทอดราชวงศ์อย่างต่อเนื่องหลังจากที่พระองค์ไตร่ตรองดูอย่างรอบคอบแล้ว ในจำนวนพระโอรสทั้ง 8 องค์ พระโอรสที่พระชนม์เหมาะสมมีอยู่สี่พระองค์ องค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋วองค์ชายรองเหยียนชี่ องค์ชายสามเหยียนชิว องค์ชายสี่เหยียนจั๋วองค์ชายทั้งสี่อายุใกล้เคียงกัน แม้พระองค์จะมอบหมายงานราชการในกรมต่างๆให้แต่ละองค์ดูแล ทรงพิจารณาผลงานและไหวพริบต่างๆ ของเหล่าองค์ชาย พบว่าองค์ชายจ้าวเหยียนชิวพระโอรสของฮองเฮาต้วน แม้พระชันษาน้อย แต่เห็นว่าอุปนิสัยซื่อตรง มีความรู้ความชำนาญทั้งบุ๋นและบู๊ ทรงเห็นว่าคุณลักษณะขององค์ชายสามนับว่าเป็ผู้เหมาะสมที่สุด แม้พระองค์จะรู้ว่าพระวินิจฉัยของพระองค์ทำให้พระสนมหวังกุ้ยเฟยเสียพระทัย แต่ทรงเห็นแก่อนาคตของบ้านเมือง พระองค์จึงทำได้เพียงนิ่งเงียบกับเสียงตัดพ้อของพระสนมที่ทรงรักมากที่สุด
องค์จักรพรรดิประทับบนบัลลังก์ มองตรงไปยังองค์ชายเหยียนชิวในเครื่องแต่งกายองค์รัชทายาท ที่กำลังก้าวเดินขึ้นบันไดพระราชวังตรงเข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์
แม่ทัพเสวี่ยิยืนอารักขาด้านขวาองค์จักรพรรดิ ซื่อกงขันที เป็ผู้อ่านพระราชโองการแต่งตั้งต่อหน้าเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางทั้งหมด ถ้อยความดังนี้
“องค์ชายสาม จ้าวเหยียนชิว อุปนิสัยซื่อตรง เชี่ยวชาญทั้งด้านบู๊และด้านศิลปวิทยาเป็ผู้ที่ชะตาฟ้าลิขิตจึงโปรดให้แต่งตั้งเป็องค์รัชทายาท พร้อมตราประจำตำแหน่งและตำหนักบูรพา เพื่อการสืบราชวงศ์ให้ถาวรมั่นคงให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็สุขสืบไป รับราชโองการ”
“หม่อมฉันขอบพระทัยเสด็จพ่อ” องค์ชายจ้าวเหยียนชิวก้มคำนับกับพื้น
ภายหลังองค์ชายเหยียนชิวตอบรับพระราชโองการ เสียงแตร สังข์ เป่าประโคมแสดงความยินดีอัครเสนาบดีเฉินเสี่ยง และเ้ากรมขุนนาง ถือถาดตราหยกและเครื่องประดับยศมามอบให้องค์ชายจ้าวเหยียนชิวองค์ชายใช้สองมือน้อมรับถาดนั้นมาน้อมทำความเคารพ จักรพรรดิซ่งไท่จง มองดูพระโอรสตรงหน้าที่บัดนี้ถูกแต่งตั้งเป็องค์รัชทายาทแล้วทรงตรัสว่า “นับจากนี้ไปเ้าจงเร่งทำนุบำรุงบ้านเมือง ปกป้องแผ่นดินต้าซ่งให้เข้มแข็ง รุ่งเรือง ยั่งยืนราษฎรอยู่อย่างร่มเย็นเป็สุขเถิด”
“กระหม่อมรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทถือถาดยกขึ้นสูงก้มศีรษะขานรับ แล้วเหล่าขุนนางทุกคนในท้องพระโรงกล่าวพร้อมกัน
“ขอองค์รัชทายาททรงพระเจริญแผ่นดินต้าซ่งยั่งยืน”
“ขอองค์รัชทายาททรงพระเจริญแผ่นดินต้าซ่งยั่งยืน”
พิธีการในท้องพระโรงเสร็จสิ้นแล้วองค์รัชทายาทจ้าวเหยียนชิว เสด็จมาเข้าเฝ้าพระมารดาที่พระตำหนักฮุ่ยหลิง ที่นั่นฮองเฮาต้วนเยว่ซิน ฉลองพระองค์ทรงเครื่องประดับอย่างเป็ทางการ ประทับที่แท่นในพระตำหนักมีองค์หญิงจ้าวเหออันพระธิดา ยืนข้างพระมารดา บัดนี้องค์หญิงอายุ 20 ชันษา ใบหน้าละม้ายพระมารดาและพี่ชาย น้องสาวยิ้มรับพี่ชายที่เวลานี้เป็ถึงองค์รัชทายาทแห่งต้าซ่งไปแล้ว
“ลูกถวายพระพรเสด็จแม่” องค์รัชทายาทคุกเข่าทำความเคารพพระมารดาอย่างเป็ทางการ
“ลุกขึ้นเถิดลูกแม่ วันนี้พิธีการมากมายแล้ว เ้าคงเหนื่อยมากใช่ไหม?”
“ขอบพระทัยเสด็จแม่ ลูกไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ภูมิใจตัวลูกนะ ที่ได้รับความไว้วางพระทัยจากเสด็จพ่อ อย่าทำให้พระองค์ผิดหวังนับจากนี้ความรับผิดชอบปกป้องแผ่นดินให้สงบสุข ปกป้องประชาชนให้ผาสุก เป็ของเ้าแล้ว” องค์รัชทายาทน้อมกายรับฟังนิ่งตามอุปนิสัยที่นิ่งเงียบพูดน้อยมาั้แ่เยาว์แล้ว
“เสียดายที่อี้อันน้องสาวเ้า ไม่ได้อยู่แสดงความยินดีกับเ้าในวันนี้”ตรัสเองแล้วน้ำพระเนตรเริ่มเอ่อขึ้นมา องค์หญิงเหออันรีบเข้าประคองพระมารดา “เอาละๆ แม่ไม่เป็ไร ว่าแต่พวกเ้าสองพี่น้องไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมานานแล้ววันนี้อยู่กินข้าวเที่ยงกับแม่นะ” สองพี่น้องรับคำพระมารดาอย่างว่าง่าย
บนโต๊ะอาหารพระตำหนักฮุ่ยหลิง องค์รัชทายาท มองดูพระมารดา พลางคิดในใจ เสด็จแม่เอ่ยถึงน้องสาวอีกคนที่อยู่แดนใต้ห่างออกไปกว่าห้าพันหลี่ ถึงแม้แม่นมเฉินจะส่งข่าวเล่าความเป็ไปของอี้อันมาให้เสด็จแม่ทุกสามเดือนเล่าว่านางเติบโตแข็งแรงขึ้น เรียนวิชายุทธ์ ดูแลตนเองได้แล้ว แต่ตนยังอดกังวลใจไม่ได้ว่าที่แม่นมเฉินเขียนมาอาจเพียงเพื่อประโลมใจฝ่าาและเสด็จแม่เท่านั้น เพราะยังมีข่าวลือว่าองค์หญิงอี้อันเป็โรคโง่ไร้สติ เล่าขานกันอยู่ไม่เลิก และมักมีข่าวลือเพิ่มเติมอีกว่า องค์หญิงอี้อันได้กลายเป็เด็กป่วยขี้โรคใกล้จะสิ้นใจอีกครั้งแล้วซึ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่า ..ข่าวลือพวกนี้เป็ฝีมือของใคร!
เชื่อว่าป่านนี้อี้อันคงมีชีวิตที่เป็สุขดีเพราะมีเสด็จลุง เสด็จป้า แล้วยังมีพี่ชายอีกสามคอยคนดูแล กล่าวกับตนเองดังนี้แล้วองค์รัชทายาทผงกศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะดึงความคิดกลับมาอยู่ตรงหน้าที่มีพระมารดาและน้องสาวคนโต กำลังร่วมโต๊ะเลี้ยงฉลองตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งต้าซ่งของตน
ห้องทรงพระอักษร
ที่ห้องทรงพระอักษรฝ่าาประทับที่โต๊ะทรงพระอักษร เสียงของขันทีหน้าห้องดังขึ้น “องค์รัชทายาทและองครักษ์ทั้งสองขอเข้าเฝ้า”
ซื่อกงขันทีแม่ทัพเสวี่ยิ ทำความเคารพองค์รัชทายาทที่ก้าวเข้ามาในห้องตามด้วยองครักษ์สองนาย เสวี่ยซิง และจางเหยา ฝ่าาเงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกาเบื้องหน้าพระพักตร์ “มาแล้วหรือ?”
“ขอถวายพระพรฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” ทั้งสามคุกเข่าทำความเคารพเบื้องหน้าพระพักตร์
“ลุกขึ้นเถอะ” แล้วฝ่าาตรัสขึ้นพร้อมกับยื่นแผ่นฎีกาส่งให้องค์รัชทายาท “ผู้บัญชาการค่ายซานตงแม่ทัพเฉาเหยียน เวลานี้อายุ 71 ปีขอลาเกษียณกลับเมืองฝูหนานบ้านเกิดเราเองได้รั้งให้แม่ทัพเฉาอยู่รักษาค่ายมา 1 ปีเวลานี้เราเองสุดจะทัดทานแล้ว แม่ทัพเฒ่าเฉาเหยียนลากลับบ้านไปได้ 3 เดือนแล้ว เรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะให้ใครมาดูแลค่ายนี้แทน เ้าเองก็รู้ว่าข้าสนับสนุนขุนนางฝ่ายบุ๋นมาช่วยบริหารบ้านเมือง หากต้องหาแม่ทัพคนใด หรือองค์ชายอื่นๆ มาคุมค่ายทหารข้างเมืองหลวงเช่นนี้ พ่อไม่ไว้ใจผู้อื่น”
ฮ่องเต้นิ่งไปชั่วครู่จึงหยิบม้วนผ้าไหมสีทองยื่นให้องค์รัชทายาทตรัสขึ้นว่า “ค่ายซานตง มีทหารฝึกหัดในสังกัด800 นาย ที่ต้องเข้ามาทำหน้าที่รักษาเมืองหลวง เรามอบหมายให้เ้าทั้งสามคนช่วยดูแลค่ายนี้ พวกเ้าทำได้หรือไม่?” ม้วนผ้าไหมสีทองนั้นคือพระราชโองการนั่นเอง
องค์รัชทายาทเสวี่ยซิง และจางเหยา คุกเข่าลงประสานมือรับราชโองการ “น้อมรับพระราชโองการ ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
ตำหนักบูรพา
ในห้องรับรองตำหนักบูรพาอันเป็ตำหนักประจำตำแหน่งรัชทายาท ภายในตกแต่งและประดับด้วยเครื่องเรือนเครื่องใช้สอยครบตามฐานะในห้องมีโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ตั้งอยู่ องค์รัชทายาทนั่งหัวโต๊ะพระสหายนั่งด้านซ้ายและขวา บนโต๊ะมีหนังสือเกี่ยวกับค่ายซานตงตั้งอยู่จำนวนหนึ่ง ทั้งสามนั่งพลิกหนังสือเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภารกิจที่ฝ่าามอบหมายให้
เสวี่ยซิง เล่าข่าวที่ได้รับฟังมาจากแม่ทัพเสวี่ยิผู้เป็บิดาว่า “ค่ายซานตงอยู่นอกเมืองหลวงไปทางทิศตะวันออก ติดเนินเขาลูกใหญ่ ท่านแม่ทัพเฉาเหยียนผู้เฒ่าวัย 71 ปี เป็ผู้บัญชาการฝึกทหารใหม่ในค่ายเพื่อส่งเข้าไปเป็ทหารรักษาเมืองหลวง ท่านแม่ทัพผู้เฒ่านี้มีความจงรักภักดีต่อฝ่าา รับใช้ราชวงศ์มาั้แ่ครั้งองค์ไท่จู่ แต่หลังจากภรรยาท่านแม่ทัพเฉาล้มป่วยและเสียชีวิตลงเมื่อ3 ปีก่อน ท่านแม่ทัพเฉาเสียใจมากคิดจะกลับไปบ้านเกิดที่เมืองฝูหนานเพื่ออยู่กับลูกหลาน แต่ฝ่าายังไม่ทรงอนุญาตเพราะยังหาผู้ที่ทรงไว้วางพระทัยมาแทนเขาไม่ได้ ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าจึงหมดอาลัยไม่เข้มงวดกับการฝึกทหารในค่ายอีก”
“สุดท้ายท่านแม่ทัพเฉาเหยียนเข้าไปร่ำไห้หน้าพระพักตร์อยู่นานจนฝ่าาพระทัยอ่อนยอมให้ท่านผู้เฒ่ากลับบ้าน”
จางเหยาจึงถามขึ้น “เช่นนี้ใครดูแลค่ายแทน?”
“รองผู้บัญชาการ หลี่กัง แต่ดูเหมือนว่าเขาสนิทสนมกับเสนาบดีหวังไฉ เ้ากรมกลาโหมมาก” เสวี่ยซิง ตอบกับสหาย องค์รัชทายาทและจางเหยามองสบตากันโดยมิได้นัดหมาย แม้จะสบตากับจางเหยา แต่พระองค์มิได้แสดงความวิตกกังวลแต่อย่างใดส่วนจางเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่มิได้กล่าวอะไรเช่นกัน
เช้าวันต่อมาองค์รัชทายาทประทับรถม้าแล่นไปบนถนนเดินทางออกจากพระราชวังตรงไปค่ายซานตงนอกประตูเมือง มีทหารสองนายถือธงประจำองค์รัชทายาท และธงค่ายซานตง เสวี่ยซิงสวมเครื่องแบบรองผู้บัญชาการองครักษ์หน่วยอวี่หลิน ขี่ม้าขนาบไปกับรถ ดูสง่างามยิ่งนัก สาวๆที่ยืนริมท้องถนนเมืองเปี้ยนจิง พากันชี้ชวนกันให้ชมบุรุษรูปงามบนหลังม้า “ท่านผู้นี้คือองครักษ์เสวี่ยซิงหรือ "คุณชายหิมะผู้เ็า" อย่างไรเล่า” สาวๆ ต่างมองเสวี่ยซิงแล้วพากันเขินอายเสียเอง แอบหลบหน้าคุณชายหิมะพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
ส่วนจางเหยา สวมเครื่องแบบหน่วยผู้ตรวจการ ขี่ม้าขนาบอีกด้านถึงไม่มีสาวน้อยสาวใหญ่ชื่นชมเขาเฉกเช่นเสวี่ยซิง แต่เขาก็มิได้ร้อนใจที่ตนมีเสน่ห์ต่อสตรีเพศสู้สหายสนิทไม่ได้ ด้านหลังรถม้าที่ประทับมีทหารเดินเท้าอารักขาจำนวน 30 นาย
ขณะขบวนเสด็จองค์รัชทายาทเคลื่อนไปตามท้องถนน พลันปรากฏมีบุรุษสวมชุดดำปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิดราว20 คน เห็นแต่เพียงสองลูกตา โดดออกมาจากทุกทิศทุกทางบุรุษชุดดำคนหนึ่งเข้าจู่โจมรถม้าองค์รัชทายาทโดยเฉพาะนอกนั้นทะยานเข้าโจมตีองครักษ์ทั้งสองเพื่อกันให้ออกห่างจากองค์รัชทายาท ส่วนพลทหารที่ติดตามมาก็ถูกโจมตีด้วย องค์รัชทายาทโดดออกจากรถม้าพุ่งทะยานเข้าสู้กับคนร้ายที่พุ่งเข้ามา หลังจากนั้นการต่อสู้แบบนองเืก็บังเกิดขึ้น
ชาวเมืองกรีดร้องวิ่งหลบหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิตที่หลบหนีทันก็เร่งเข้าบ้านปิดประตูลั่นดาน องค์รัชทายาทหลบพ้นคมดาบและทะยานเข้าต่อสู้
ด้านเสวี่ยซิง และจางเหยา โดดออกจากหลังม้าถลันเข้าฟาดฟันบุรุษชุดดำที่กำลังรุมทำร้ายองค์รัชทายาท มีชาวเมืองที่รับเคราะห์จากคนร้ายกลุ่มนี้เล็กน้อยที่เสียหายหนักก็คือสินค้าที่พวกเขาตั้งขายอยู่ เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปการต่อสู้นั้นจบลง บุรุษชุดดำนอนตายเกือบทั้งหมด มีาเ็หนีรอดไปได้ 1 คนแต่พลทหารเดินเท้าที่ติดตามเสียชีวิต 24 คนนอกนั้นล้วนาเ็หนักทั้งสิ้น นับเป็การสูญเสียที่น่าอับอายนัก
องค์รัชทายาทเสวี่ยซิง จางเหยา เดินสำรวจศพบุรุษชุดดำ ปรากฏว่าไม่มีสัญลักษณ์หรือหลักฐานใดๆบนร่างกาย อาวุธมีเพียงดาบที่พบเห็นใช้ในต้าซ่ง สร้างความประหลาดใจยิ่งนัก เสวี่ยซิงสั่งการ
“ทหารหนึ่งคนไปแจ้งเสนาบดีเหวินเจ๋อที่กรมอาญาให้มานำศพคนร้ายชุดดำทั้งหมดไปกรมอาญา ทหาร 5 นายที่เหลือพวกเ้าช่วยจัดการศพทหารที่เสียชีวิตไปส่งที่กรมอาญาแล้วไปแจ้งแม่ทัพเหวินเป่า”
หลังจากนั้นองค์รัชทายาทกับพระสหายเดินทางต่อไปยังค่ายซานตงพร้อมกับถือธงประจำองค์รัชทายาทและธงค่ายซานตง ขี่ม้าตามรถม้าที่ประทับขององค์รัชทายาทไป
ภายในรถม้าองค์รัชทายาทนั่งครุ่นคิดในใจ โจรชุดดำทั้งหมดล้วนถูกตนและพระสหายสังหารส่วนทหารที่ติดตามทำได้เพียงใช้อาวุธปัดป้องตน ไม่สามารถสู้คนร้ายได้เลย หมายความว่าทหารที่ถูกฝึกมาจากค่ายซานตงเพื่อมาทำหน้าที่รักษาเมือง ถือว่าไร้ประสิทธิภาพยิ่งนัก