บทที่ 21 : น้ำอาบ!?
แอริท ฮาเลย์ในฐานผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมาุโเขาสามารถบอกได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้เคราะห์ร้าย เขาสวมถุงมือและเปิดกล่องที่เขาถือด้วยมาตลอดทางเขาหยิบขวดที่มีของเหลวสีใสออกมาแล้วยื่นให้ดรูว์
“นำมันไปหยดลงที่มีคราบเืต่างๆ ส่วนเื่ศพปล่อยให้ฉัน”
“เข้าใจแล้ว”
ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเรียกตำรวจมาอีกสองคนช่วยกันขวดแก้วที่มีของเหลวนั้นมีปริมาณไม่มากนัก พวกเขาต้องเทลงอย่างระมัดระวัง
เมื่อของเหลวนั่นัักับเืก็เกิดเสียงซู่เบาๆมีควันสีเทาหม่นลอยออกมาแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่ในสายตาของลูซีฟเขามองเห็นว่าออร่าสีเหลืองที่อยู่ในเืหายไปพร้อมกับควันม่านตาของเขาหดลงในทันที
น้ำนั่นล้างผลของคำสาปได้แต่เขามองไม่เห็นพลังที่แผ่ออกมาจากน้ำเลย
มันเหมือนน้ำเปล่า
‘ไม่ใช่น้ำเปล่า มันคือน้ำมนต์’
เสียงของแซมดังขึ้นราวกับรู้ความคิดของลูซีฟ เขาหัวเราะเบาๆอย่างขบขันและเย้ยหยันอยู่ในที
‘เรียกให้ถูกคือน้ำอาบของศิลานักปราชญ์ สรรพคุณของมันคือการชำระล้างสิ่งสกปรกที่เกิดจากพลังพิเศษหรือความประสงค์ที่มีอยู่ในพลังพิเศษ’
“แค่ก!” ลูซีฟถึงกับสำลักน้ำลายเมื่อฟังความจริงเกี่ยวกับน้ำมนต์นั่น
น้ำอาบ... ชำระสิ่งสกปรก...
นี่... นี่นับเป็น้ำมนต์ก็ได้ใช่ไหม
ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์เสียหายเมื่อมันออกจากปากของแซมในทันทีลูซีฟพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้แสดงอาการว่าเขาอยากจะหัวเราะแค่ไหน แต่ตัวลั่นไหวเบาๆอย่างคุมไม่อยู่แล้วนี่สิ
‘น้ำมนต์นี่ไม่ใช่สิ่งที่เทพร่ายมนต์เพื่อให้มันบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์เหรอทำไมเป็น้ำอาบไปได้ แล้วศิลานักปราชญ์นี่คือ...?’
‘บนโลกนี้ ‘เทพ’ เป็คำยกย่องผู้ที่มีพลังพิเศษมากพอที่จะอยู่เหนือกฎสังสารวัฏสำหรับคนธรรมดาทั่วไปแต่ในโลกผู้วิเศษจะแบ่งออกเป็ยศ ยศทองแดงคือผู้เริ่มต้นระดับ 1-3 ยศเงินคือระดับกลาง4-6 ยศทองสูงระดับ 7-9 ยศแพลทินัมระดับ 10-11 และยศไดมอนด์ซึ่งมีแค่ศิลานักปราชญ์เท่านั้นที่ถือครอบระดับสูงสุดระดับ 12 ซึ่งเหมาะจะเรียกได้ว่าเป็เทพ
‘ส่วนที่เรียกว่าน้ำอาบก็เพราะมันคือน้ำที่ได้ัักับออร่าของผู้วิเศษยิ่งระดับสูงอย่างใกล้ชิดไงล่ะและการััที่ใกล้ชิดที่สุดคือการอาบ แต่ถ้าจะให้ทรงคุณค่าต้องเป็ของเหลวที่กลั่นจากร่างกายของผู้วิเศษเอง’
ฟังคำพูดแซมถึงตรงนี้ลูซีฟก็มุมปากกระตุกอย่างคิดดีไม่ได้แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัด แซมยังคงอธิบายต่อไป
‘ที่คนทั่วไปเรียกว่าเทพก็อาจเป็ผู้วิเศษยศแพลทินัมระดับ 10-11 ก็ได้ แต่ในโลกผู้วิเศษถ้าเหนือกว่าระดับ9 แล้วก็จะเรียกว่าผู้วิเศษคนนั้นว่าราชันน่ะไม่ใช่เทพน้ำอาบของเหล่าราชันเอามาใช้ก็คุณสมบัติคล้ายกันแต่ไม่บริสุทธิ์เท่าน้ำอาบของศิลานักปราชญ์แน่นอน
‘เทพแท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว คือพระผู้สร้างซึ่งเหนือกว่าระดับ 12 บนโลกใบนี้จะไม่มีใครไปถึงระดับนั้นจนกว่าวันที่โลกใบนี้แตกสลาย’
...จนกว่าวันที่โลกใบนี้แตกสลายเหรอ?
นั่นฟังดูเหมือนถ้าไม่ทำลายโลกใบนี้ก็ไม่มีวันได้เป็เทพแท้จริงอย่างนั้นแหละหรืออาจจะหมายถึงการกลืนกินโลกใบนี้และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดด้วย
ลูซีฟครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วส่ายหัว นั่นไม่ใช่เื่ที่เขาควรจะสนใจในตอนนี้สายตาของเขากลับไปมองที่แอริทซึ่งกำลังนั่งสำรวจศพอลันอยู่ เืไม่เป็กรดอีกต่อไปแล้ว
หลักการใช้น้ำ แค่ก! น้ำอาบศักดิ์สิทธิ์ล้างเืเขาพอเข้าใจแล้วแต่การตรวจสอบอื่นๆ จะเป็แบบไหนกันนะ ในฐานะผู้วิเศษมือสมัครเล่นลูซีฟมองอย่างใจจดใจจ่อทีเดียว
เืเนื้อที่เป็กรดถูกเก็บใส่ขวดก่อนหนึ่งชุดและเืที่ชำระแล้วหนึ่งชุดลุงแอริทไล่สายตามองั้แ่หัวจรดปลายเท้า จุดที่เปิดบวมและะเินั่นเป็แผลเหวอะหวะชิ้นส่วนร่างกายไม่ได้ะเิเป็เศษเนื้อ แต่หลุดเป็ชิ้นๆ เหมือนคนบิดตามข้อต่อกระดูกจุดใหญ่ๆของเขาจนขาดออกจากกัน
อย่างข้อมือ ข้อศอก หัวไหล่ ต้นคอ ข้อเท้า หัวเข่าและต้นขาส่วนของลำตัวยังสมบูรณ์ จึงไม่มีอวัยะภายในไหลออกมาให้ผู้คนสยองขวัญมากไปกว่านี้แต่สำหรับครอบครัวแล้วไม่ว่าจะอย่างไหนก้เป็ฉากะเืใจทั้งสิ้น
ลูซีฟไม่ได้ออกอาการะเืใจมากนัก แม้แต่ศพก็ยังมองด้วยสีหน้านิ่งเฉยคงมีเพียงแววตาเท่านั้นที่แสดงออกถึงความหดหู่และโศกเศร้า
กล่าวว่าเขาเป็ผู้ที่เก็บความรู้สึกได้อย่างดีและสงบนิ่งในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมควรค่าแก่การชวนเข้ามาอยู่หน่วยของพวกเขาจริงๆ เทจ โคเลอร์ที่แอบมองอยู่พยักหน้ากับตัวเองในใจเงียบๆ
“เป็ยังไงบ้างลุงแอริท” เทจถามอย่างเคร่งขรึม
“อย่างที่คาดไว้ เกิดจากพลังพิเศษประเภทิญญาแต่เป็สองสาย” แอริทยืดตัวขึ้นแล้วเก็บตัวอย่างเืเนื้อเข้ากระเป๋า “แต่การชันสูตรศพอย่างละเอียดควรส่งให้แพทย์เพื่อแจ้งเหตุผลที่เหมาะสมแก่ญาติของผู้ตาย”
“...” ลูซีฟเหลือบตามองแอริทอย่างเอือมระอา
พูดต่อหน้าเขาที่เป็ลูกชายของผู้ชายแบบนี้ ไม่เท่ากับกำลังแฉตัวเองเหรอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็เื่เหนือธรรมชาติที่คนธรรมดาไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องน่ะปกปิดกันเป็ไหมเนี่ย
อ้อใช่ เขาควรแสดงเป็คนธรรมดาเพื่อโวยวายกับข้อสันนิษฐานของมิสเตอร์ผู้เชี่ยวชาญหน่อยไหมนะ
ระหว่างที่ลูซีฟกำลังคิดอะไรเพลินๆเ้าหน้าที่ก็ขนย้ายศพออกไปแล้ว
“อยากจะฟังคำพูดผู้เชี่ยวชาญแล้วหรือยังพ่อหนุ่ม”แอริทหันมาสนใจลูซีฟต่อทันที ราวกับว่าตัวเขาน่าสนใจกว่าศพเยอะนัก
ช่วยอย่าทำหน้าระรื่นต่อหน้าลูกชายที่เพิ่งเสียพ่อไปได้ไหมครับลุงมันไม่โอเค
“ไปหาที่คุยเถอะ ตรงนี้คงไม่เหมาะ” ลูซีฟพูดเสียงแข็ง
“จะไปที่สถานีตำรวจหรือไปที่บริษัททิวลิปของพวกเราดีล่ะ”
“ตามใจพวกคุณ”
“งั้นไปที่บริษัททิวลิปเหมันต์กันเถอะ!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ให้คนเรียกรถม้าทันทีมีตำรวจจำนวนหนึ่งเฝ้าสถานที่ไว้ และเนื่องจากลูซีฟไม่สามารถทิ้งน้องชายไว้คนเดียวได้จึงพาเขาไปด้วยโดยมีแคชอยู่เคียงข้างเสมอ
ดูเหมือนตำรวจอายุน้อยคนนี้จะปลอบใจมาร์ชได้ดีเขาถึงดึงเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่นแทนที่จะเป็พี่ชาย หรืออาจเพราะยังคุมสติของตัวเองไม่ให้ตื่นตระหนักไม่ได้เลยยังไม่รู้ตัวว่าคนที่จับอยู่นั้นไม่ใช่พี่ชาย
อย่างไรก็ตามมันไม่ได้สำคัญ ขอแค่มีผู้วิเศษอยู่ติดกับมาร์ชในเวลานี้จึงจะสามารถทำให้เขาวางใจลงได้
เมื่อมาถึงบริษัททิวลิปเหมันต์แคชและลินดาได้พามาร์ชไปพักผ่อนพร้อมกับนำชาร้อนมาให้เขาดื่มเพื่อผ่อนคลายส่วนลูซีฟและพวกเทจขึ้นมาชั้นสองเพื่อพูดคุยในส่วนของรายละเอียด
แน่นอนว่าต้องเป็ตำรวจที่สืบสวนเขาก่อนที่จะพูดข้อสันนิษฐานออกมาได้การได้รับข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายเป็สิ่งที่จำเป็อันดับแรก
ลูซีฟเล่าั้แ่ที่พวกเขาออกจากบ้านและเข้าโบสถ์จนกระทั่งมาถึงฉากที่เห็นอลันะเิตัวเองที่หน้าทางเข้าบ้าน เหตุการส่วนนี้สามารถยืนยันได้เมื่อส่งคนไปสอบถามที่โบสถ์และถามจากแคชกลาดี้ที่เฝ้าสังเกตการณ์เขาอยู่ในระยะไกล
“สรุปได้ว่าคนร้ายลงมือกลางฝูงชนที่หน้าโบสถ์เลยสินะนับว่าเป็การกระทำที่อุกอาจมาก” ดูรว์ถอนหายใจยาวอย่างคาดไม่ถึงคนร้ายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
“ก็คงคิดได้แต่อย่างนั้น” ลูซีฟหรี่ตาลง “แล้วไม่มีตำรวจคนไหนติดตามคุ้มครองพี่ของผมอยู่ใกล้ๆเลยหรือไง”
“ใน่เข้าโบสถ์ผู้คนจำนวนมาก และพวกคุณก็รวมอยู่ในที่เดียวกันก็เลย...”
“ประมาท?”
“...ครับ”
“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอจะแก้ตัวได้ผมคิดว่าเพราะมันเกี่ยวข้องกับโบสถ์ด้วยพวกคุณถึงได้มีความประมาทมากกว่าปกติ”
“เป็เช่นนั้น”
“ขอบคุณที่ตอบอย่างซื่อสัตย์”ดวงตาคมกริบกวาดมองพวกเขาแวบหนึ่งแล้วพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างที่คาดไว้ผู้วิเศษกลุ่มนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวกับข้องกับโบสถ์ด้วย
อาจจะเป็พันธมิตรผู้วิเศษหรืออาจจะสังกัดหน่วยผู้วิเศษเดียวกันก็เป็ไปได้ทั้งสิ้น
“แล้วตอนนี้พอจะสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อผมได้หรือยังมิสเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ”ลูซีฟหันไปทางแอริท ฮาเลย์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่เอาคำวินิจฉัยอย่างขอไปทีของแพทย์แต่ผม้า ‘ความจริง’ จะพูดไม่ได้ก็ไม่ได้ เพราะผมไม่ถือสาในความไม่รู้ของคุณ”
“...” สายตาของคนในห้องหันไปมองลูซีฟเป็ตาเดียว
คำพูดของเขาช่างเต็มไปด้วยความยั่วยุให้ลุกขึ้นไปเหวี่ยงหมัดใส่อย่างไรอย่างนั้น
แต่การพูดของเขาอย่างนี้ก็เหมือนเปิดโอกาสให้พูดได้อย่างเต็มที่แม้ว่าสิ่งที่พูดนั้นจะดูมหัศจรรย์แค่ไหนก็ตาม
เป็โอกาสอันดีที่จะได้ชักชวนชายหนุ่มคนนี้เข้าสู่โลกของผู้วิเศษ
“อะแฮ่ม เื่นี้ก็อาจจะต้องพูดกันยาวถ้าคุณอยากได้ความจริงทั้งหมดนะ”เทจ โคเลอร์กระแอมไอดึงความสนใจ “ก่อนอื่นผมต้องถามคุณก่อนนะลูซีฟ...คุณเชื่อในเื่พลังพิเศษไหม?”
“พลังพิเศษ?” ลูซีฟเลิกคิ้วข้างหนึ่งแกล้งทำเป็ประหลาดใจ
“ใช่ พลังที่ทำให้ร่างกายคนแข็งเหมือนเหล็ก เสกไฟจากความว่างเปล่าหรือแม้กระทั่งเรียกิญญาคุณเชื่ออะไรแบบนี้ไหม”
“เชื่อหรือไม่เชื่อมันเกี่ยวข้องยังไงกัน”
“มันเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนครับเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณนี้ล้วนแต่เกี่ยวกับกับพลังพิเศษที่เหนือธรรมชาติทั้งสิ้นมิสเตอร์และพวกเราทั้งหมดที่นี่ยกเว้นคุณล้วนแต่เป็ผู้มีพลังพิเศษ”
ทันทีที่เทจ โคเลอร์พูดจบ โคมแก๊สก็มีแสงเบาบางลงตรงหน้าของรองสารวัตรหนุ่มมีลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าอย่างอัศจรรย์บรรยากาศภายในห้องดูลึกลับและอันตรายขึ้นมาหลายส่วน
หากเป็คนธรรมดาทั่วไปอาจจะมีอาการหวาดกลัวและตื่นใกับเื่ตรงหน้าคนธรรมดาอาจจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูดในทันที สำหรับมนุษย์สิ่งที่ไม่รู้จักย่อมเป็สิ่งที่น่าหวาดกลัว
แต่ขออภัยเป็อย่างยิ่ง ลูซีฟยังคงเฉยชาต่อสถานการณ์ยากอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ตรงหน้าเขากวาดตามองไปรอบสถานทีก่อนจะมองหน้าพวกเขาทีละคนอย่างใจเย็น
“ดูไปก็เหมือนมายากลอยู่บ้าง ถ้าให้เวลาเตรียมอุปกรณ์ผมก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกัน”
“นี่ไม่ใช่มายากล แต่เป็เวทมนต์” เทจพูดพลางขมวดคิ้ว ปฏิกิริยาของชายคนนี้ยังคงแตกต่างจากที่พวกเขาคิดไว้เหมือนเคย
“ไม่ค่อยเชื่อถือ ช่วยอธิบายให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหมผมเชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่า พวกคุณก็รู้นี่”
ลูซีฟยังคงทำตัวเป็ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อเื่เหนือธรรมชาติง่ายๆอย่างน้อยท่าทางแบบนี้ก็ไม่ได้ดูแปลกประหลาดเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าไปในโลกของผู้วิเศษอย่างแท้จริง
แต่คนประหลาดต่อให้ทำตัวปกติแค่ไหนก็ยังดูประหลาดอยู่ดี
“ถ้าให้พูดละเอียดทั้งวันก็คงไม่หมด อีกทั้งเื่พลังพิเศษค่อนข้างเป็ความลับที่ผมพอจะบอกได้ก็คือบนโลกนี้มีพลังพิเศษอยู่จริง พ่อมด หมอผี ซอมบี้หรือแม้แต่พิธีกรรมสาปแช่งที่คนเคยได้เป็เหยื่อสังเวยด้วยตัวเองนั้นก็เป็ของจริงเช่นกันหากอยากรู้มากกว่านี้คุณต้องมาเป็ส่วนหนึ่งของพวกเรา... โลกของผู้วิเศษ”
“โลกของผู้วิเศษ?”
“ใช่ รู้สึกสนใจไหมล่ะ มิสเตอร์ลูซีฟ ฮิลเกรม”
“...”
“สำหรับตอนนี้จะได้รับพิจารณาเป็พิเศษสำหรับการเป็ผู้วิเศษเลยเชียวนะ”
“...ไม่ล่ะ ขอบคุณ” ลูซีฟปฏิเสธด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ
ฟังแล้วเหมือนกำลังฟังการเสนอขายสินค้ายังไงไม่รู้ไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด กลัวหลอกขายความเป็ผู้วิเศษปลอมให้จริงๆ
แต่ประเด็นของพวกเราไม่ได้อยู่ที่เื่ผู้มีพลังพิเศษไหมเนี่ย
“ถ้าเื่ผู้วิเศษอะไรนั่นไม่สำคัญก็ข้ามไปก่อนเลยผมอยากรู้แค่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของผมเท่านั้น ไม่ได้อยากรู้เื่ผู้วิเศษ”เล่นพูดกันมาขนาดนี้เขาก็เข้าใจเจตนาหมดแล้ว ลูซีฟเกือบจะกลอกตาใส่พวกเขาด้วยซ้ำ
ต้องให้ย้ำไหมว่าเื่ของพ่อสำคัญกว่าเื่ผู้วิเศษอีกนะเว้ยหยุดพาหลงประเด็นเดี๋ยวนี้!