หลังจากถูกขังอยู่นานถึงสองชั่วโมง ในที่สุดเหนือโรงจอดรถขึ้นไปก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ไม่นานเชือกเส้นหนึ่งก็ถูกโยนลงมาจากหน้าต่างบานที่เปิดอยู่ โดยมี หมิงจวงไต่เชือกลงมาข้างในอย่างรวดเร็ว เขาพยักหน้าให้กับเฉินอันหลานเพื่อเป็นการทักทาย จากนั้นก็รีบเดินมาโค้งคำนับต่อหน้าลานเซลอต
“นายน้อยครับ”
“นายมาช้านะ” ลานเซลอตลูบไปบนแหวนที่อยู่บนนิ้วมือของตัวเองพร้อมกับเอ่ยเชิงตำหนิ
“ขอโทษครับนายน้อย พอดีมีอุปสรรคนิดหน่อย”
“ไปกันเถอะ”
“ครับ”
“เดี๋ยวก่อน” เฉินอันหลานเรียกทั้งสองคนไว้ จากนั้นก็เดินไปตรงหน้า หมิงจวงก่อนเอ่ยถาม “นายรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่?”
หมิงจวงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยตอบ
“นายน้อยติดตั้งอุปกรณ์สะกดรอยตามเอาไว้บนตัวครับ”
เฉินอันหลานขมวดคิ้วก่อนจะปรายตามองไปทางผู้ชายที่อยู่กับเขาทั้งคืน
ดวงตาสีดำทมิฬเปล่งประกายวิบวับทันที เพียงชั่วพริบตาลานเซลอตก็กระโดดขึ้นไปบนหลังคารถที่อยู่ใต้หน้าต่างด้านบนบานนั้นอย่างรวดเร็ว เขาอาศัยแรงกระโดดส่งตัวขึ้นไปบนบานหน้าต่าง พลังของอัลฟ่าชั้นสูงช่างน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ลานเซลอตแค่กระโดดโดยไม่ได้ใช้เชือกเพื่อปีนขึ้นไปข้างบนแต่อย่างใด เขาใช้มือข้างหนึ่งค้ำอยู่กับหน้าต่างแล้วหันมองเฉินอันหลานก่อนจะหายตัวไปจากตรงนั้นในทันที
เฉินอันหลานกำหมัดข้างลำตัวเอาไว้แน่น
“คุณชายเฉิน ผมขอตัวก่อนนะครับ” เมื่อหมิงจวงพูดจบ ก็ใช้วิธีการเดียวกับลานเซลอตเพื่อออกจากโรงจอดรถไป ส่วนเชือกที่ยังห้อยลงมานั้นเดิมทีไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับพวกเขาอยู่แล้ว
หลังจากจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่พวกเขาสองคนหายตัวไปอยู่หลายวินาที เฉินอันหลานก็ละสายตาแล้วมองไปยังหลังคารถที่ถูกใช้เป็นที่รองรับน้ำหนักของอัลฟ่าสองคนเมื่อสักครู่ นั่นเป็นรถคันเก่งที่ถูกเขาดัดแปลงไปเมื่อปีกลาย หลังจากที่การวิจัยโทบี้สำเร็จ เขาก็เปลี่ยนคันและจอดรถคันนั้นทิ้งไว้ในโรงจอดรถแห่งนี้ นึกไม่ถึงว่ามาวันนี้มันจะถูกอัลฟ่าสองคนเหยียบย่ำจนเละเทะแบบนี้ ...เฉินอันหลานข่มความโกรธเอาไว้ในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปสำรวจร่องรอยที่พวกเขาสองคนหลงเหลือทิ้งเอาไว้บนหลังคารถใกล้ ๆ และได้พบว่าบนหลังคาที่ทำจากวัสดุแข็งแรงและทนทานยุบลึกลงไปเป็นรอยรองเท้ามนุษย์ พลังอัลฟ่าของสองคนนั้นช่างน่าทึ่งอย่างยิ่ง ซึ่งความแข็งแกร่งแบบนี้ เฉินอันหลานเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อสำรวจร่องรอยความเสียหายบนหลังคารถเสร็จแล้ว เฉินอันหลานก็ ปรายตามองไปทางเชือกที่ถูกโยนลงมาจากหน้าต่างเหนือรถ ลานเซลอตและ หมิงจวงต่างก็ไม่ได้ใช้ นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาตั้งใจทิ้งไว้ให้เขา ตั้งแต่ลานเซลอต จงใจแสร้งว่าตัวเองถูกขัง จนกระทั่งหมิงจวงมาเจอเขาที่นี่... ความจริงมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ‘ลานเซลอตคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงได้วางแผนเตรียมการกับหมิงจวงไว้แบบนี้’
ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าติดตั้งอุปกรณ์สะกดรอยตามไว้บนร่างกายของตัวเอง นั่น ——
‘หึ... เชื่อก็โง่ละ’
เฉินอันหลานยื่นมือออกไปจับเชือกเส้นยาว เมื่อแน่ใจว่ามันสามารถรับน้ำหนักของเขาได้ เขาจึงได้เอื้อมมือไปจัดเสื้อเชิ้ตของตัวเอง ถึงแม้ว่ามันจะค่อนข้างยับและยังมีกลิ่นแปลก ๆ ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังปกปิดร่องรอยบนตัวของเขาได้ เขาติดกระดุมไปจนถึงคอ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปจับเชือกเส้นนั้นก่อนจะออกแรงแล้วไต่เชือกขึ้นไปบนหน้าต่างด้านบนโรงจอดรถอย่างรวดเร็วทันที
“คุณชายสามตื่นหรือยัง?”
“ตื่นบ้าอะไรล่ะ เมื่อคืนคุณชายสามไม่ได้กลับบ้าน”
“เป็นไปไม่ได้ เมื่อคืนฉันยังเห็นรถของคุณชายสามเลี้ยวเข้าไปจอดในโรงจอดรถอยู่เลย”
“ฉันจะพูดเรื่องนี้กับนายพอดี เมื่อคืนฉันไปเข้าห้องน้ำมา พอกลับมาก็เห็นนายนอนกรนโครกครากละ กะอีแค่เฝ้ายามแปป ๆ นายก็ทนไม่ไหวซะแล้ว ยังมีหน้ามาบอกว่าเห็นรถคุณชายสามขับเข้าไปในโรงจอดรถ ฉันว่านายคงเห็นคุณชายสามในความฝันมากกว่า!”
“ไม่ ไม่ใช่นะ ฉันเห็นแสงไฟจริง ๆ นะ”
“นายคงเห็นทูตสวรรค์ล่ะมั้ง?”
เสียงของลูกน้องทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ในบริเวณนั้นดังออกมาให้ได้ยิน เฉินอันหลานจึงตัดสินใจปีนขึ้นบนระเบียงชั้นสองทันที ในตอนที่กระโดดขึ้นไปนั้น ก็เห็นว่าเหลยจินกำลังพาลูกน้องขึ้นบันไดมาพอดิบพอดี ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่กระโดดขึ้นจับขอบประตูกระจกที่กั้นระเบียง มือและเท้าปีนขึ้นไปเหนือขอบประตูอย่างว่องไว จากนั้นก็เหยียดแขนขาออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองนั้นร่วงหล่นลงมา
“พี่จิน เราโทรศัพท์ไปหาคุณชายรองดีไหม”
“โทรไปแล้วจะพูดว่าไง?”
“บอกว่าคุณชายสามหายตัวไป”
“แล้วถ้าคุณชายรองตอกกลับมาว่า ทำไมนายไม่เอาชีวิตของตัวเองหายไปด้วยบ้างล่ะ…” เหลยจินยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาแล้วเตะไปบนก้นของลูกน้องคนนั้น “รีบออกไปตามหาเดี๋ยวนี้ นายไปหาข้างล่าง ส่วนฉันจะไปหาในห้องคุณชายสาม!”
ลูกน้องของเหลยจินลูบก้นของตัวเองก่อนจะวิ่งลงไปหาเฉินอันหลานข้างล่าง
เมื่อเห็นลูกน้องที่ไม่เอาไหนออกไปแล้ว เหลยจินก็เปิดประตูกระจกแล้ว เดินออกมานอกระเบียง ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินอันหลานเก็บมือและพิงร่างแนบชิดกับผนังด้านบนได้ทันล่ะก็ ประตูกระจกนั้นก็คงได้กระแทกมือของเขาจนร่วงหล่นลงมาแล้ว
“รถก็กลับมาแล้ว แล้วคนไปไหน?”
เหลยจินยืนพึมพำกับตัวเองอยู่บนระเบียงพักใหญ่ เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่า มีคนห้อยโหนอยู่เหนือศีรษะแต่อย่างใด หลังจากที่พึมพำกับตัวเองเสร็จก็เกาหัว จากนั้นก็กลับเข้าไปหาเฉินอันหลานในบ้านต่อไป
เมื่อเหลยจินไปแล้วเฉินอันหลานก็รีบกระโดดลงมาทันที เขาสะบัดมือและเท้า ที่เกร็งจนแทบจะเป็นตะคริวจากนั้นก็ออกไปจากระเบียง ก่อนจะรีบปีนขึ้นบนหน้าต่างห้องนอนแล้วผลักบานหน้าต่างเข้าไปก่อนที่เหลยจินจะมาถึง
“คุณ คุณชายสาม?”
เมื่อเหลยจินผลักประตูเข้ามาก็เห็นเฉินอันหลานยืนอยู่ตรงหน้าต่างพอดี บนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาเต็มไปด้วยคราบสีดำ ใบหน้าเปรอะเปื้อนมอมแมม แม้แต่เส้นผมก็ยังเต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่น… ปกติแล้วเฉินอันหลานรักความสะอาดเสียยิ่งกว่าอะไรดี เหลยจินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อึ้งงันไปเมื่อในเวลานี้คุณชายสามของเขาอยู่ในสภาพที่ดูมอมแมมเหมือนลูกหมา
เฉินอันหลานนึกไม่ถึงว่าเหลยจินจะมาถึงห้องของเขาเร็วขนาดนี้ ในขณะที่เขากำลังจะปิดหน้าต่างทำลายหลักฐาน เหลยจินก็ผลักประตูเข้ามาอย่างพอดิบพอดี อีกทั้งยังมองเขาด้วยความตกใจปนประหลาดใจอย่างหนักอีกด้วย เฉินอันหลานคาดเดาได้ในทันทีว่าสภาพของตัวเองในตอนนี้มันแย่ขนาดไหน นั่นส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องเริ่มอึดอัดขึ้นมาทันใด
“ทำไมนายถึงไม่เคาะประตูก่อนเข้ามา?” เฉินอันหลานเลือกที่จะด่าทอออกไปก่อน เขาอาศัยอำนาจข่มขวัญคนดูแล
และก็เป็นอย่างที่คาดคิดไว้จริง ๆ เมื่อเหลยจินถูกเฉินอันหลานตะคอกใส่ แม้แต่โค้งคำนับก็ยังไม่ทันได้ทำ ด้วยความที่คิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง จึงได้ ถอยหลังออกไปเพื่อทำการเคาะประตูขออนุญาตก่อนเดินเข้ามาใหม่อีกครั้ง ทว่าในตอนที่เอื้อมมือไปเคาะประตูนั้น เหลยจินก็เริ่มตระหนักได้เลยรีบผลักประตูเข้าไป อีกหน
“คุณชายสาม ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีผมยังไม่เห็นคุณชายอยู่ในห้องเลยนะครับ ทำไมคุณชายสามถึงได้…”
เมื่อถูกเฉินอันหลานหรี่ตามองด้วยสายตาข่มขวัญ เหลยจินก็รีบหุบปากฉับ
“ฉันทำไม?” เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปยังเหลยจิน “ทำไมถึงไม่พูดล่ะ?”
เหลยจินไม่กล้าเปิดปาก
สีหน้าของเฉินอันหลานมืดมนลงทันใด
“ไสหัวออกไป!”
“ครับ!”
เมื่อถูกตวาดใส่แบบนั้น ผู้ดูแลชั่วคราวของเฉินอันหลานจึงรีบหมุนตัวแล้วเดินออกไปจากห้องทันที
ประตูห้องถูกเฉินอันหลานกดล็อกทันทีที่คนที่ไม่ต้องการออกไปแล้ว จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปส่องกระจกในห้องน้ำ โอเมก้าหนุ่มถึงได้รู้แจ้งว่าทำไมเมื่อสักครู่ เหลยจินจึงจ้องเขาเขม็งแบบนั้น… เฉินอันหลานกัดฟันกรอด มือบางหยิบใยแมงมุมที่อยู่บนศีรษะออก แต่เมื่อจัดการเสร็จเขาก็ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแห้งกรังอยู่บนผมจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องอาบน้ำ จากนั้นก็เปิดฝักบัวด้วยแรงดันน้ำสูงสุดราดชโลมลงบนศีรษะของตัวเองทันที ทว่าแม้จะเอาฝักบัวรดหัวมาได้สักพักใหญ่ก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองสะอาดขึ้นอยู่ดี เฉินอันหลานจึงคว้างฝักบัวทิ้งด้วยความโมโห
“ลานเซลอต!”
หลังจากที่ตะโกนออกไปเฉินอันหลานก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที ฝักบัวยังคงทำงาน น้ำไหลนองไปตามพื้นและผนังห้องน้ำ ส่งผลให้กางเกงและรองเท้าของเขาเปียกชุ่ม… ไม่นาน โอเมก้าที่นั่งทรุดอยู่กับพื้นก็ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายสั่นสะท้าน
ตั้งแต่จำความได้ เฉินอันหลานก็รับรู้มาตลอดว่าตัวเองนั้นเป็นลูกชายที่ ถูกพ่อลืมมาโดยตลอด... ไม่ได้รับความสนใจ... ถูกด่าทอสารพัด... แต่เขาก็พร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าเดี๋ยวก็ชิน... หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พึ่งยาระงับ ปลอมแปลงตัวเองให้กลายเป็นอัลฟ่าเพื่อเข้าเรียนโรงเรียนตำรวจ ทนแบกรับการฝึกฝนสารพัดอย่าง ระหว่างที่รับหน้าที่เป็นสายลับก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดตั้งหลายครั้ง ทว่าเท่าที่ผ่านมาเฉินอันหลานไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองล้มเหลวเหมือนกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้มาก่อน ——
‘สามครั้ง’
สามครั้งที่เขาไม่สามารถอดทนต่อความความดิบเถื่อนเบื้องลึกในใจ ไม่อาจทนทานความเย้ายวนที่น่าละอายและน่ารังเกียจ จนกระทั่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายคนนั้น…
เฉินอันหลานเริ่มสงสัย ร่างกายของเขาไม่เคยมั่วโลกีย์หรือใคร่ในกามตัณหาแบบนั้นมาก่อน แต่ทำไมเมื่อถูกผู้ชายคนนั้นยั่วยวนอีกครั้งและอีกครั้ง เขากลับ ไม่สามารถควบคุมตัวเองจนถึงกับต้อง... อ้อนวอนเขา?
‘ติ๊ด ติ๊ด——’
เสียงเตือนบนนาฬิกาดังขึ้น
เฉินอันหลานยังคงนั่งอยู่ในห้องน้ำด้วยร่างที่เปียกชุ่ม จนกระทั่งเสียงเตือนนั้นดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม เขาถึงได้เอื้อมมือไปลูบบริเวณกระเป๋ากางเกง เมื่อไม่พบหูฟังที่ใช้ประจำก็เกาะกำแพงประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มถอดเสื้อเชิ้ตที่สกปรกทิ้งไปบนพื้น จากนั้นก็กดปุ่มรับสาย ภาพหน้าจอโฮโลแกรมฉายขึ้นมา และใบหน้าของเฉินหยินชิงก็ปรากฏขึ้น
“พี่รอง”
(ทำไมถึงได้รับช้านัก?)
“ผมกำลังอาบน้ำอยู่ครับ”
เฉินหยินชิงที่อยู่ในหน้าจอมองสำรวจร่างกายท่อนบนที่ถูกน้ำชโลมจนเปียกชุ่มของเฉินอันหลาน จนกระทั่งเห็นรอยฟกช้ำบนไหล่ของอีกฝ่าย ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก คนเป็นพี่หรี่ตาลงแล้วพูดขึ้นเสียงเย็นชา
(ฝีมือพ่อใช่ไหม?)
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” เฉินอันหลานเอื้อมมือไปแตะรอยช้ำบนไหล่นั้น “พี่รอง โทรหาผมมีเรื่องอะไรรึเปล่า?”
(ไม่มีอะไร แค่อยากโทรหานายดู ถ้านายอาบน้ำอยู่ งั้นก็แค่นี้แหละ)
เมื่อเฉินหยินชิงพูดจบ ภาพวิดีโอก็ถูกตัดไปทันที
เฉินอันหลานปล่อยมือที่สัมผัสไหล่ลง จากนั้นก็เอี้ยวตัวมองดูรอยฟกช้ำบนไหล่และหลังก่อนจะหยิบฝักบัวขึ้นมาชโลมน้ำไปบนไหล่อยู่อย่างนั้นไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
※※※※※※※※※※
บ้านตรงข้าม
“นายน้อยครับ ผมรวบรวมหลักฐานกระทำความผิดของหรงอันชิ่งมาให้ทั้งหมดแล้ว ความผิดที่มีหนักหนาพอที่จะทำให้มันติดคุกได้ครับ” หมิงจวงยื่นผ้าขนหนูให้กับลานเซลอตที่เดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จ “แต่นายน้อย ก่อนที่ผมจะไปตรวจสอบ มีคนเข้าไปค้นหาหลักฐานกระทำความผิดของหรงอันชิ่งก่อนแล้วครับ”
ลานเซลอตรับผ้าขนหนูมาซับเส้นผมที่ชุ่มน้ำ “ใคร?”
“คุณชายเฉินครับ” หมิงจวงรายงานตามความจริง
ดวงตาสีดำทมิฬมีแววแห่งความสงสัยพาดผ่าน ลานเซลอตจ้องมองตัวเองในกระจกอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นพลางเช็ดผมต่อ
“ปล่อยเรื่องนี้ไว้ก่อน”
“ครับ นายน้อย”
“นายไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเฉินเจิ้นถิงมา”
“พ่อของคุณชายเฉินเหรอครับ?” หมิงจวงแปลกใจไม่น้อย ก่อนจะถามออกไป “นายน้อยสงสัยว่าอาการบาดเจ็บบนร่างกายของคุณชายเฉินเป็นฝีมือของเฉินเจิ้นถิงเหรอครับ?”
ลานเซลอตหรี่ตาลงเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
“ถึงเสือจะร้ายแต่ก็ไม่กินลูกตัวเอง เขาคงไม่ทำหรอกมั้งครับ?” หมิงจวงนึกถึงอาการบาดเจ็บบนหลังคอของเฉินอันหลานที่แอบเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อเช้าขึ้นมาได้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “นายน้อยวางใจได้เลยครับ ผมจะไปตรวจสอบมาให้ครับ”
“เชียนเฉินล่ะ?”
“หลังจากไปส่งของให้นายน้อยเมื่อคืนแล้ว ก็ยังไม่เห็นกลับมาเลยครับ บางทีอาจจะมัวเล่นซนที่ไหนอยู่ก็ได้”
“เรียกตัวมา”
“ครับ นายน้อย”
หมิงจวงโค้งตัวคำนับผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนตัวไปจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามที่ ลานเซลอตสั่งทันที
เมื่อหมิงจวงออกไปแล้ว มือที่กำลังเช็ดผมอยู่ก็หยุดชะงักลง ผู้นำตระกูลเอสเต มองดูตัวเองในกระจก ชั่ววูบหนึ่งแววตานั้นหนาวสะท้าน แต่เพียงพริบตาเดียวก็เคร่งขรึมลงอย่างรวดเร็ว
ขอเลื่อนการจำหน่ายเล่ม 6 ไปเป็นวันที่ 11 มิ.ย. 66 นะคะ ขออภัยนักอ่านทุกท่าน