
คู่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธต่างจากไป ทิ้งลานประลองไว้ในความเงียบสงบ ขุนพลสิงหลอดส่ายหน้าถอนหายใจยาวออกมามิได้
พลันพระสุรเสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมบนทางด้านหลัง
“ท่านกังวลสิ่งใดอยู่หรือ”
ขุนพลใหญ่หันกายไป เห็นจอมาาทรงยืนอยู่บนเชิงเทินพร้อมทหารราชองครักษ์สองคนซ้ายขวาจึงรีบสาวเท้าเข้าไปคุกเข่าถวายบังคมต่อเบื้องพระพักตร์
“ขอเดชะ ข้าพระองค์มิได้รู้เลยว่าพระองค์จะเสด็จมาที่ลานประลองจึงมิได้เตรียมสิ่งใดไว้ถวายการต้อนรับ ขอทรงอภัยโทษให้ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเ้าค่ะ”
“ท่านลุกขึ้นเถิดมิจำเป็ต้องมากพิธีรีตรอง” ตรัสพลางทรงโบกพระหัตถ์เร่งให้ลุกขึ้นยืน “เรามาซ่อนตัวดูพวกเขาสองคนฝึกซ้อมกันได้สักครู่หนึ่งแล้วท่านขุนพลเห็นว่าฝีมือพวกเขาเป็เช่นไร”
ขุนพลสิงหลลุกขึ้นยืนอยู่ยังลานประลองเบื้องล่างกราบทูลแจกแจงว่า
“ฝีมือขององค์ชายกล้าแข็งกระบวนเพลงดาบ เพลงทวนและเพลงง้าวต่างฝึกฝนได้คล่องแคล่วกล่าวได้ว่าองค์ประกอบของจังหวะการรุกรบเกือบสมบูรณ์แล้ว ส่วนความเร็วนั้นกำหนดตามหลักวิชา..”
“เดี๋ยว.. ท่านอย่าได้รวบรัดเลยค่อยๆ อธิบายให้เราฟังอย่างละเอียด เื่จังหวะที่ว่าเกือบสมบูรณ์นั้นหมายความว่าอย่างไร”ตรัสทักท้วงขึ้น
ขุนพลก้มศีรษะน้อมรับพร้อมอธิบายเพิ่มเติม
“ขอเดชะ การฝึกวิชาอาวุธตามแนวคัมภีร์ของ“พระมหาเถรศรีศรัทธา” แบ่งออกเป็ ๓ หมวดคือหมวดจังหวะ หมวดความเร็ว และหมวดความแข็งแกร่ง..
หมวดจังหวะคือกระบวนเพลงอาวุธมีทั้งหมด ๙ กระบวนเพลง แต่ละกระบวนเพลงประกอบด้วย ๙ ท่าจู่โจมรุกไล่ต่อเนื่องกันรวมเป็ทั้งหมด ๘๑ พลิกแพลงของท่าจู่โจม ทั้งเก้ากระบวนเพลงสามารถเปลี่ยนแปรไปมาระหว่างกันในท่าจู่โจมลำดับที่๓ ลำดับที่ ๖ และลำดับที่ ๙..
ความหมายคือเมื่อใช้เริ่มต้นใช้กระบวนเพลงใดพอผ่านท่าจู่โจมลำดับที่ ๒ แล้ว สามารถเลือกใช้ท่าจู่โจมลำดับที่ ๓ของกระบวนเพลงใดก็ได้.. เมื่อสลับกระบวนเพลงไปแล้ว พอผ่านท่าจู่โจมลำดับที่ ๕ก็สามารถเลือกใช้ท่าจู่โจมลำดับที่ ๖ ของกระบวนเพลงใดอีกได้เช่นกัน และเป็ดังนี้อีกครั้งในท่าจู่โจมลำดับที่๘ สู่ลำดับที่ ๙ พระเ้าค่ะ”
พระเ้าปตานีทรงพยักพระพักตร์รับสั่งขึ้น
“อืม..นี่คือความพิสดารล้ำของเพลงอาวุธพระมหาเถรศรีศรัทธามิเหมือนเพลงอาวุธทั่วไปที่ตายตัวไม่พลิกแพลง”
“พระเ้าค่ะ.. นอกจากท่าจู่โจมลำดับที่๙ ซึ่งหายสาบสูญไป องค์ชายล้วนทรงฝึกฝนจนชำนาญหมดสิ้น.. หากแต่..”
“หากอันใด.. ท่านรีบกล่าวมาเถิด”
“ขอเดชะ แม้องค์ชายจะทรงชำนาญทุกท่าจู่โจมแต่ยังทรงไร้จินตนาการในการพลิกแพลงระหว่างท่าจู่โจม ในการสู้รบกันจริงนั้นยอดขุนพลที่เก่งกาจอาศัย“ภวังค์สำนึก” ในการควบคุมการเปลี่ยนแปรกระบวนท่าพระเ้าค่ะ”
“แต่เราเห็นองค์ชายต่อสู้ได้คล่องแคล่วว่องไวปฏิกิริยาในการตีโต้รุกรับก็เป็ธรรมชาติดี”
“ข้าพระองค์เพียงจำกัดให้คนทั้งสองคือองค์ชายและสิงขรต่อสู้กันโดยเรียงลำดับจากท่าจู่โจมที่๑ ไปยังท่าจู่โจมที่ ๘ มิให้แปรเปลี่ยนข้ามกระบวนเพลงดังนั้นทั้งสองต่างรู้ท่าจู่โจมต่อไปของคู่ต่อสู้ สามารถที่จะปิดป้องหรือเลือกจู่โจมกลับในจังหวะใดก็ได้หากจู่โจมกลับก็ตั้งต้นจากท่าจู่โจมลำดับที่ ๑ ของกระบวนเพลงใหม่แล้ววนต่อไป พระเ้าค่ะ”
“เราเข้าใจแล้ว..” พระพักตร์นิ่งดุจทรงครุ่นคิดตรัสต่อว่า “แสดงว่าฝีมือขององค์ชายยังอยู่ในระดับจดจำกระบวนท่า ใช่หรือไม่”
“พระเ้าค่ะ.. หรือที่เรียกกันว่า“ระดับกายสำนึก” พระเ้าค่ะ”
“แล้วตัวสิงขรล่ะ”
“บุตรของข้าพระองค์แม้มีทักษะในการหยิบฉวยกระบวนยุทธต่างๆ มาดัดแปลงพลิกแพลงใช้ แต่ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าถึงระดับขั้น “ภวังค์สำนึก”พระเ้าค่ะ”
“ยังคงใช้สำนึกของจิตควบคุมการตอบโต้อยู่สินะ”
“พระเ้าค่ะ..ในตำราฝึกอาวุธเรียกกันว่าระดับ “จิตสำนึก” พระเ้าค่ะ”
“อืม เราและท่านต่างหวังในตัวสิงขรที่จะให้ครองตำแหน่งาาสิบสองนักษัตรเพื่อสิทธิ์ในการค้นหาและ“องค์ตุมพะทะนานทอง” ให้กับนครปตานี.. ส่วนองค์ชายนั้นเท่านี้ก็คงเพียงพอสำหรับให้ “พระเ้าศรีมหาราช” พระเ้าเมืองนครฯ พอพระราชหฤทัย”
เมื่อกราบทูลอธิบายหมวดจังหวะจบแล้วขุนพลใหญ่จึงกราบทูลในหมวดถัดไป
“ส่วนหมวดความเร็วตามคัมภีร์ให้ฝึกฌานจนสามารถบังคับมิติของจิตัั ทุกอนูที่เคลื่อนไหวรอบกายจะเชื่องช้าลงหรือเท่ากับการเคลื่อนไหวของร่างกายจะรวดเร็วขึ้น..ซึ่งต้องบรรลุเข้าสู่ระดับ “ภวังค์สำนึก” ก่อน พระเ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น สิงขรก็ยังคงใช้ความเร็วตามขีดจำกัดของสภาพร่างกายอยู่หรือ”
“พระเ้าค่ะแต่ก็เป็ระดับความเร็วสูงสุดของคนธรรมดาที่ยังมิบรรลุสู่ระดับภวังค์สำนึก..ยกเว้นเพียงพวกโจฬะทมิฬ..”
เมื่อเอ่ยถึงโจฬะทมิฬสีพระพักตร์พระเ้าปตานีพลันเปลี่ยนไปรับสั่งขึ้นด้วยพระอารมณ์พลุ่งพล่าน
“อย่างไรเสียวิชาคัมภีร์ของพระมหาเถรศรีศรัทธาก็เป็หนึ่งในแผ่นดิน แม้แต่พวกโจฬะทมิฬก็ปรารถนาจะได้ไปศึกษา”
“ถูกต้องพระเ้าค่ะ”
“เราจะกลับตำหนักล่ะขอให้ท่านดูแลเื่ราวการประลองให้เรียบร้อยด้วย” ตรัสขึ้นคล้ายไม่ทรงสบพระอารมณ์เื่โจฬะทมิฬและมิโปรดจะสนทนาต่อ
“ข้าพระองค์ขอน้อมรับพระบัญชา พระเ้าค่ะ”ขุนพลใหญ่รีบนั่งลงถวายบังคม
--------------------------------------------------
ในลานวัดใหญ่ริมบึงกลางเมืองเก่าเ้าทิพและพระราชธิดาต่างเดินและทรงพระดำเนินชมเทวรูปและสถูปใหญ่ ส่วนนางสุชีราเมื่อเห็นมีเ้าทิพคอยถวายการปรนนิบัติจึงแยกตัวมาดูแลจัดเตรียมพระกระยาหารมื้อเที่ยงถวาย มีเ้าพนักงานปรุงอาหารอยู่ที่โรงครัวชั่วคราวบริเวณศาลาใหญ่ภายในวัด
ขณะที่นางสุชีรากำลังวุ่นอยู่ในโรงครัวนั้นพลันได้ยินเสียงม้าห้อตะบึงเข้ามาภายในวัดไม่นานเสียงเอะอะวุ่นวายก็เกิดขึ้น ก่อนจะมีนางข้าหลวงวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน
“เกิดเื่ใหญ่แล้วเ้าค่ะ..องค์..องค์ชายใหญ่ขี่ม้าเข้ามา กำลังทำร้ายเ้าทิพอยู่” นางข้าหลวงละล่ำละลักรายงาน
“ทหารตามเรามา” นางสุชีราร้องสั่ง รีบรุดไปยังลานอีกฟากฝั่งของพระวิหาร
เมื่อโผล่พ้นมุมพระวิหารจึงเห็นองค์ชายอัศวเมฆทรงถือฝักดาบกระหน่ำตีเ้าทิพที่นอนเสือกกายหงายร่างดิ้นรนอยู่กับพื้นเืชุ่มสองแขนกระเซ็นเปื้อนไปทั่วบริเวณ ส่วนองค์หญิงวิสาณีนั้นทรงพยายามยื้อยุดวรองค์ขององค์ชายอยู่ด้านหลังนางสุชีราจึงส่งเสียงร้องออกไปทันที
“พระองค์ทรงหยุดเดี๋ยวนี้นะ.. ทหารช่วยกันห้ามองค์ชายเร็ว”
แม้จะมีทหารวิ่งติดตามนางมานับสิบคนแต่หาได้มีสักคนกล้าเข้าไปกระทำการใดไม่ ต่างพากันคุกเข่านิ่งลงกับพื้น
นางเห็นขัดใจจึงฉวยทวนสั้นจากทหารนายหนึ่งแล้วรุดเข้าไปได้จังหวะจึงพุ่งเสียบขวางระหว่างองค์ชายอัศวเมฆและร่างเ้าทิพ ครั้นองค์ชายซึ่งเปี่ยมด้วยเพลิงโทสะทอดพระเนตรเห็นทวนปัดขวางเข้ามาจึงทรงสลัดเหวี่ยงฝักดาบไล่ย้อนเข้าใส่ตัวคนแทงทวนด้วยความรวดเร็วจะทันได้ทรงสังเกตว่าเป็ผู้ใดก็หาไม่
พริบตาที่ปลายฝักดาบจะกระทบโดนใบหน้านางสุชีราพลันมีดาบพร้อมฝักฟาดปะทะเข้ามากันไว้แล้วเกี่ยวสะบัดจนฝักดาบปลิวร่วงไปองค์ชายอัศวเมฆจึงได้ทรงหยุดชะงักและหันพักตร์มา
“องค์ชายทรงหยุดเถอะพระเ้าค่ะก่อนที่เื่จะลุกลามไปกว่านี้”สิงขรผู้ปราดเข้ามาป้องกันน้องสาวของตนไว้ทันท่วงทีทูลด้วยเสียงเครียด
องค์ชายเห็นใบหน้านางสุชีราซีดเผือดและสีหน้าขึงขังของสิงขรจึงรู้ว่าตนผิดพลาดไปแล้วทรงเสียววาบไปทั้งทรวงที่เกือบจะทำร้ายนางสุชีราอย่างสาหัสนางมีศักดิ์เป็พระสนมรอพระบรมราชโองการแต่งตั้งจากพระเ้ากรุงอโยธยาผู้ยิ่งใหญ่ หากมีเหตุการณ์ร้ายจนมิอาจส่งตัวไปถวายได้จะเป็เช่นไร..ทรงดำริแล้วทั้งทรงเสียพระทัยและโล่งพระทัยระคนกัน
“เป็เพราะเ้ากาลกิณีนี้ทีเดียว เป็ตัวต้นเหตุ”รับสั่งพลางทรงหันไปชี้เ้าทิพที่นั่งอยู่บนพื้น บัดนี้มีองค์หญิงวิสาณีทรงช่วยประคอง
“ต้นเหตุคือท่าน มาถึงก็พูดจาหยาบคายทำร้ายคนไม่ว่าอย่างไรเื่นี้เราจะกราบทูลให้พระบิดาตัดสิน” พระองค์หญิงรับสั่งตอบโต้ด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือพระนางทั้งทรงสงสารและห่วงเ้าทิพ.. สิ่งเดียวที่ทรงระลึกถึงในตอนนี้คือพระเ้าศรีมหาราชพระราชบิดาซึ่งจะเสด็จมาถึงในวันพรุ่งนี้
“พระเ้าเมืองนครฯ จะทรงตัดสินได้อย่างไรในเมื่อตัวมันเป็คนปตานี เราจะเฆี่ยนจะตีอย่างไรก็ได้.. หึ ส่วนพระบิดาเราก็ทรงหาได้ใส่พระทัยถ้ามันตายลงอาจจะทรงดีพระทัยเสียด้วยซ้ำ” องค์ชายแห่งปตานีรับสั่ง ทั้งทรงยิ้มเย้ยหยันในที
“เ้าทิพฝากตัวอยู่ในราชสำนักเมืองนครฯแม้มิมียศศักดิ์ใด พระบิดาเราก็โปรดปรานชุบเลี้ยงเหมือนลูกหลาน.. รอพระบิดาเรามาเราจะกราบทูล” ตรัสแล้วไม่สนพระทัยสิ่งใด ทรงปลดชายสไบที่คาดออกจากรัดพระองค์แล้วทรงเช็ดเืเช็ดแผลตามแขนให้เ้าทิพ
ชายหนุ่มแสนเ็ปใจ คิดถึงคราใดที่กลับมาปตานีแล้วถูกทำร้ายพระเ้าปตานีไม่เคยทรงถามไถ่สนพระทัย หรือจะเป็ดังที่องค์ชายใหญ่รับสั่งมาพระบิดาทรงอยากให้เราตายจากไป...
พลันรู้สึกคล้ายเบ้าตาจะมีน้ำคลออยู่..ก่อนที่ทุกอย่างจะดูพร่าเลือน ก่อนจะถูกเย้ยหยันไปมากกว่านี้ เ้าทิพรีบยันกายลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
พระสุรเสียงก่นสาปแช่งขององค์ชายยังคงดังอยู่ด้านหลัง
เ้าทิพไม่สนใจและไม่้ารับรู้สิ่งใด
เพียงรู้สึกถึงััอบอุ่นของพระหัตถ์นุ่มที่เข้ามาประคองต้นแขนตนและพากันหลบไปเสียให้พ้นจากที่แห่งนี้...
--------------------------------------------------