วันเวลาผันผ่านราวกระแสน้ำไหล เพียงพริบตาเดียวก็ล่วงเลยไปหนึ่งปีเต็ม บัดนี้เหยาเหยาย่างเข้าสู่วัยสิบหกปีบริบูรณ์ อันเป็นวัยออกเรือนตามจารีตประเพณี ทางตระกูลซ่งและจวนเป่ยกุยอ๋องจึงเริ่มตระเตรียมพิธีมงคลสมรสอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ
ทว่าก่อนจะถึงวันวิวาห์อันแสนหวาน มีเรื่องสำคัญยิ่งยวดเรื่องหนึ่งที่คนในตระกูลซ่งต้องตัดสินใจร่วมกัน นั่นคือการเปิดเผยความลับเรื่อง ‘การได้ยินเสียงในใจ’ ให้เป้ยจิ้งหานได้รับรู้ ในฐานะที่เขากำลังจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
ในค่ำคืนอันเงียบสงบ ตระกูลซ่งได้เชิญเป้ยจิ้งหานมายังห้องลับ ซ่งจงอี้ผู้เป็นประมุขของบ้านเริ่มเอ่ยปากเล่าความจริงทั้งหมดอย่างไม่มีปิดบัง... ทั้งเรื่องที่เหตุใดตระกูลซ่งจึงสามารถล่วงรู้และหลบเลี่ยงภัยพิบัติต่างๆ ได้ล่วงหน้าเสมอมา เหตุใดเหยาเหยาจึงราวกับมีตาทิพย์พยากรณ์ชะตาฟ้าดินได้ และความลับอันน่าเหลือเชื่อที่สุด... นั่นคือคนในครอบครัวล้วนสามารถได้ยินเสียงในใจของเหยาเหยา
เป้ยจิ้งหานฟังข้อมูลนี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนที่ความสับสนจะค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในทุกสิ่ง... มิน่าเล่า เหยาเหยาถึงได้เตือนเขาเรื่องคนทรยศในกองทัพได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังล่วงรู้ความลับเรื่องชาติกำเนิดของเขา จนทุกคนจึงรอดพ้นจากวิกฤตได้เสมอ
"ที่แท้... ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหยาเหยา..." ชายหนุ่มค่อยๆ หันใบหน้าหล่อเหลากลับมามองเด็กสาวที่นั่งหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขินอยู่ข้างกาย
——————
'แย่แล้ว พี่หานจะคิดอย่างไรกับข้านะ' เหยาเหยากระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติด 'เขาจะกลัวข้าไหม? จะมองว่าข้าเป็นตัวประหลาดหรือเปล่า... อันที่จริงข้าก็ไม่ได้มีความสามารถในการอ่านใจคนอื่นเสียหน่อย ข้าก็แค่จำเนื้อเรื่องในนิยายได้ แล้วก็มีระบบร้านค้าบุญกุศลคอยช่วยเหลือ แต่การที่ทุกคนในครอบครัวได้ยินเสียงในหัวของข้าแบบนี้ มันก็ฟังดูพิสดารเกินกว่าคนธรรมดาจะยอมรับได้จริงๆ'
'หากพี่หานรับเรื่องนี้ไม่ได้... หากเขาหวาดกลัวจนอยากจะถอยหนีไป' นางขบเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพลันร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม 'ไม่นะ... ข้าไม่อยากสูญเสียพี่หานไปเลยจริงๆ'
เป้ยจิ้งหานทอดสายตามองสีหน้าอันซีดเผือดและแววตาสั่นระริกของเหยาเหยา เขาก็เข้าใจความหวาดกลัวในส่วนลึกของหัวใจนางได้ทันที ชายหนุ่มขยับกายเข้าไปใกล้ ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้านางอย่างไม่ถือตัว มือหนาเอื้อมไปกุมมือน้อยๆ ที่กำลังสั่นเทาของนางไว้อย่างทะนุถนอม
"เหยาเหยา" น้ำเสียงของเขาช่างทุ้มนุ่มทว่าเปี่ยมด้วยความหนักแน่นมั่นคง "ไม่ว่าเจ้าจะมีความพิเศษอย่างไร หรือกุมความลับที่น่าเหลือเชื่อเพียงใด เจ้าก็ยังคงเป็นเหยาเหยาที่ข้ารักสุดหัวใจ... เป็นเด็กหญิงผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและรักใคร่ครอบครัว เป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า และเป็นผู้นำทางแสงสว่างให้ข้าในยามที่มืดแปดด้านเสมอมา"
"ความสามารถของเจ้าหาใช่สิ่งน่ากลัวที่ทำให้เจ้ากลายเป็นตัวประหลาด แต่มันคือของขวัญอันล้ำค่าที่สวรรค์ประทานลงมาต่างหาก" รอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงตะวันในฤดูหนาวปรากฏบนใบหน้าคมคาย "และข้า... รู้สึกเป็นเกียรติเหนือสิ่งอื่นใด ที่จะได้เป็นผู้ร่วมปกป้องความลับนี้ และได้ดูแลปกป้องเจ้าไปชั่วชีวิตของข้า"
เมื่อได้ยินคำมั่นสัญญาอันซาบซึ้ง หยาดน้ำตาใสๆ ก็เอ่อล้นและร่วงเผาะลงมากระทบหลังมือ ความกังวลและหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้นราวกระแสน้ำพัดพา
'พี่หานไม่กลัวข้าเลยสักนิด... เขายอมรับในตัวตนของข้าทุกอย่าง' เด็กสาวร่ำไห้ด้วยความตื้นตันใจในอก 'ข้าช่างเป็นคนที่โชคดีที่สุดในใต้หล้าจริงๆ'
——————
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งเฝ้ามองภาพนั้นอยู่ไม่ไกล ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันพลางคลี่ยิ้มบาง ขณะที่พี่รองอย่างซ่งติ้งหย่วนแกล้งกระแอมไอเสียงดังเพื่อทำลายความซาบซึ้ง "เสี่ยวหานเอ๊ย! เอ่ยวาจาหวานหูถึงเพียงนี้ ระวังน้องเล็กของข้าจะใจละลายไปเสียก่อนเล่า!" คำหยอกเย้าของเขาเรียกเสียงหัวเราะครืนจากทุกคนในห้อง ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศในพริบตา
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เป้ยจิ้งหานก็ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกคนสำคัญที่ร่วมรับรู้ความลับสูงสุดของตระกูลซ่งอย่างเต็มตัว และเขาก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับความไว้วางใจนั้น ชายหนุ่มคอยปกป้องเหยาเหยาและรักษาความลับนี้ไว้อย่างสุดความสามารถของตนเอง
"มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากรู้นัก..." เมื่ออยู่กันตามลำพังสองคน เป้ยจิ้งหานจึงเอ่ยถามเหยาเหยาด้วยความสงสัย "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เจ้าเตือนข้าเรื่องอันตราย เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรกัน... เจ้าไม่ได้เพียงแค่เฉลียวฉลาดธรรมดา แต่ราวกับว่าเจ้ารู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าอย่างแม่นยำ"
เหยาเหยานิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่นางจะตัดสินใจเปิดเผยความลับขั้นสุดยอดอีกเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง...
“ข้า… ไม่ใช่คนที่นี่เจ้าค่ะ จึงมีความทรงจำจากโลกที่จากมา” เสียงแผ่วเบาเอ่ย ดวงตากลมโตจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาหวาดหวั่น “ทั้งจุดจบของตระกูลซ่ง และตัวตนของท่าน ข้าล้วนรับรู้ทั้งหมด…”
ถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากเด็กสาว ทำเอาเป้ยจิ้งหานนิ่งอึ้งไป ก่อนที่ความซาบซึ้งและเวทนาในตัวเด็กสาวตรงหน้าจะเอ่อล้นในใจเขาอย่างเหลือประมาณ...
ที่แท้ เด็กสาวตัวเล็กๆ คนนี้กลับต้องแบกรับความลับเกี่ยวกับชะตากรรมอันแสนโหดเหี้ยมเอาไว้เพียงลำพัง และใช้มันเพื่อพลิกผันโชคชะตา ช่วยเหลือชีวิตของทุกคนให้รอดพ้นจากความตาย โดยที่นางไม่เคยเอ่ยปากเรียกร้องสิ่งใดตอบแทนเลยแม้แต่ครึ่งคำ
"ที่ผ่านมา เจ้าต้องแบกรับเรื่องราวที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้ไว้เพียงลำพังตลอดเลยหรือ..." ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามากระชับกอดไว้ในอ้อมอกอันอบอุ่นอย่างทะนุถนอม "นับจากนี้ไป... ให้ข้าได้เป็นคนช่วยเจ้าแบกรับมันเถิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราสองคนจะเผชิญหน้ากับมันไปด้วยกัน"
‘พี่หานยอมรับในตัวข้าทั้งหมดแล้วจริงๆ...’ เหยาเหยาคิดในใจพลางซบใบหน้าลงกับอกอุ่นของเขา น้ำตาแห่งความปีติรินไหลอาบแก้ม ‘ทั้งเรื่องความทรงจำจากโลกโน้น... เขาไม่มีความหวาดกลัวหรือนึกรังเกียจข้าเลยแม้แต่น้อย ข้าช่างเป็นสตรีที่โชคดีที่สุดเลย’
——————
ในเวลาเดียวกัน คดีกบฏครั้งใหญ่ของอ๋องรองก็ดำเนินมาถึงบทสรุป
หลังผ่านการคุมขังและสอบสวนอย่างเข้มงวด เซียวจิ่งหรงก็ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาลในข้อหากบฏล้มล้างราชบัลลังก์และทรยศต่อแผ่นดิน ทว่าฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ระลึกถึงความผูกพันที่ทรงชุบเลี้ยงอ๋องรองมานานกว่ายี่สิบปี จึงทรงลดหย่อนโทษจากประหารชีวิตเป็นคุมขังตลอดชีวิตในคุกหลวงแทน
ภายในเรือนจำอันมืดมิดและหนาวเหน็บ อ๋องรองมักจะนั่งเหม่อมองออกไปนอกช่องหน้าต่างบานเล็ก ครุ่นคิดถึงวันเวลาที่ล่วงเลย... ชีวิตที่เขาเอาแต่ไขว่คว้าช่วงชิงบัลลังก์ทองอันไม่ใช่ของตน จนสุดท้ายต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป
ในขณะที่อัครมหาเสนาบดีหลี่และพรรคพวกผู้ร่วมขบวนการกบฏ ต่างถูกลงทัณฑ์สถานหนัก จนขุนนางกังฉินทั้งหมดในราชสำนักถูกกวาดล้างสิ้น และก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองและขาวสะอาดอย่างแท้จริง
เมื่อเหยาเหยาได้ทราบข่าวคราวบทสรุปของอ๋องรอง นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
‘ในที่สุด ทุกอย่างก็จบสิ้นลงเสียที’ นางรำพึง ‘อ๋องรองผู้ที่ในนิยายเดิมเคยเข่นฆ่าล้างตระกูลซ่ง บัดนี้กลับต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุกหลวง ส่วนตระกูลซ่งที่ควรจะพินาศย่อยยับ กลับรุ่งเรืองและเปี่ยมสุข... ชะตากรรมถูกพลิกผันไปโดยสิ้นเชิงแล้วจริงๆ’
‘ถึงอ๋องรองจะเป็นตัวร้ายผู้น่าชัง แต่หากมองอีกมุม เขาก็น่าเวทนาไม่น้อย’ นางคิดด้วยความเวทนา ‘เขาเกิดมาในชาติตระกูลที่ไม่สามารถเลือกได้ ต้องแบกรับความแค้นและความทะเยอทะยานจนสูญเสียตัวตนไป... นี่คงเป็นบทเรียนราคาแพงว่า การดึงดันไขว่คว้าในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา มีแต่จะนำพาความพินาศมาสู่ตนเอง’
——————
วันเวลาแห่งการตระเตรียมงานมงคลสมรสเต็มไปด้วยความอบอุ่น ละมุนละไม และความวุ่นวายอันแสนสุข
เสิ่นว่านอวี๋คอยประคองเคียงข้างเหยาเหยา เลือกชุดเจ้าสาว เครื่องประดับระยิบระยับ และสินสอดทองหมั้นอย่างพิถีพิถัน ราวกับต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้าให้แก่บุตรสาวสุดที่รัก ส่วนซ่งจงอี้ผู้เป็นบิดา ก็จัดเตรียมสินเดิมให้บุตรสาวอย่างยิ่งใหญ่อลังการ จนกลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองเซิ่งจิง
ซ่งติ้งหย่วน พี่รองผู้หวงน้องสาวเป็นชีวิตจิตใจ แม้ปากจะบ่นพึมพำว่า "เสียดายน้องเล็กเหลือเกิน" แต่เบื้องหลังกลับแอบตระเตรียมของขวัญวิวาห์ล้ำค่าให้นางอย่างสุดฝีมือ ขณะที่ซ่งจิ้งอัน พี่ใหญ่ผู้สุขุม ก็คอยจัดการดูแลพิธีการทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ เพื่อให้สมเกียรติยศของทั้งตระกูลซ่งและจวนเป่ยกุยอ๋อง
เจิ้นกั๋วกง ท่านตาของเด็กๆ แม้สังขารจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาทว่าร่างกายยังคงแข็งแรงดี เมื่อได้เห็นหลานสาวตัวน้อยกำลังจะออกเรือนยามนี้ ความยินดีก็เปี่ยมล้นอก จนน้ำตาคลอเบ้าทุกครั้งที่เอ่ยถึง
‘ดูสิ... ทุกคนยังอยู่กันครบหน้า’ เหยาเหยาคิดพลางทอดสายตามองภาพครอบครัวที่กำลังง่วนกับการเตรียมงานด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข ‘ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านตา... ในเนื้อเรื่องเดิม ป่านนี้ทุกคนคงกลายเป็นเพียงเถ้ากระดูกไปแล้ว แต่ในชาตินี้ ทุกคนยังอยู่ตรงนี้ ยังมีความสุข และกำลังจะร่วมยินดีในงานแต่งงานของข้า’
‘ขอบคุณนะทุกคน... ขอบคุณที่พวกเราร่วมมือกันฉีกกระชากบทนิยายเดิมทิ้งไป แล้วร่วมกันเขียนชะตาชีวิตใหม่อันแสนงดงามนี้ขึ้นมาด้วยกัน’ นางคิดพลางปาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ
ซ่งฮูหยินผู้ได้ยินเสียงความคิดในใจของบุตรสาว ก้าวเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แนบอก หัวใจของนางเอิบอิ่มไปด้วยความสุขล้น... อีกไม่กี่วันข้างหน้า บุตรสาวที่นางเคยอุ้มชูฟูมฟัก เด็กน้อยที่เคยถูกลิขิตให้ต้องจบชีวิตลงตั้งแต่อายุเพียงสามขวบ กำลังจะเติบโตเป็นเจ้าสาวที่งดงามและเพียบพร้อมที่สุดในเซิ่งจิงแล้ว!