“ท่านแม่ ท่านแม่ ร้านนั้นคือร้านขายอะไรหรือขอรับ”
“ท่านแม่ ตรงโน้นมีขายถังหูลู่ด้วยขอรับ”
“ท่านแม่ บัณฑิตเ่าั้คือบัณฑิตจากสำนักศึกษาหยวนฉือใช่หรือไม่ขอรับ ข้าได้ยินว่าสำนักศึกษาหยวนฉือเป็สำนักศึกษาที่ดีที่สุดในอำเภอฉางของเรา แม้แต่หลิ่วซานกั๋วยังสอบเข้าเรียนไม่ได้เลย”
“ท่านแม่...”
“ท่านแม่...”
“ท่านแม่...”
เด็กชายทั้งสามเรียกมารดาแล้วถามสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นอยู่ตลอดเวลา กู้หยูม่านก็ตอบคำถามลูกๆ อย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย กลับกันนางยังรู้สึกสงสารที่พวกเขาไม่เคยออกมาดูโลกภายนอกเลยสักครั้ง
“แม่ดีใจที่พวกเ้ามีความสุข” กู้หยูม่านพูดกับลูกๆ “ต่อไปแม่จะพาพวกเ้ามาเดินเล่นในตลาดให้บ่อยกว่านี้”
“ครั้งหน้าท่านแม่ซื้อถังหูลู่ให้เราด้วยได้หรือไม่ขอรับ”
กู้เฟิงเฉิงถามอย่างระวัง ถังหูลู่ไม้หนึ่งราคาห้าอีแปะ หากท่านแม่ซื้อให้เขากับพี่ชายคนละหนึ่งไม้จะเป็เงินมากมายเท่าไหร่กัน แต่ถังหูลู่สีแดงสดที่เคลือบด้วยน้ำตาลใสก็ยั่วน้ำลายไม่น้อย
กู้เฟิงอวี่กับกู้เฟิงิกำลังจะปฏิเสธ
“ทำไมต้องรอวันหน้าด้วยเล่า แม่ซื้อให้พวกเ้าวันนี้เลย แม่ซื้อให้พวกเ้าคนละหนึ่งไม้เลยดีหรือไม่”
“ดีขอรับ!” กู้เฟิงเฉิงตอบอย่างดีใจ “พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านแม่จะซื้อถังหูลู่ให้เราคนละหนึ่งไม้ พวกท่านดีใจหรือไม่”
“ท่านแม่ซื้อให้น้องๆ เถิดขอรับ ข้าไม่ชอบกินขนมหวาน” กู้เฟิงอวี่รีบบอก เขาไม่อยากให้ท่านแม่ต้องสิ้นเปลือง
“ข้าก็ไม่เอาเหมือนกันขอรับ เมื่อเช้าข้ากินข้าวไปเยอะมากแล้ว ตอนนี้ยังกินอะไรไม่ลงหรอกขอรับ” กู้เฟิงิพูดเสริม
“ถ้าเช่นนั้นข้า...ข้า...” กู้เฟิงเฉิงพูดไม่ออกเพราะรู้สึกเสียดาย แต่เขาเข้าใจเจตนาของพี่ชายทั้งสองเป็อย่างดี พี่ชายคงกลัวว่ามันจะสิ้นเปลือง “เช่นนั้นข้าก็ไม่เอาเหมือนกันขอรับ”
“พวกเ้าไม่กินก็ไม่เป็ไร แต่แม่จะซื้อ”
กู้หยูม่านเดินไปหาพ่อค้าแล้วซื้อถังหูลู่มาสามไม้ “ถ้าพวกเ้าไม่กิน แม่จะเอาไปให้เด็กคนอื่นกินแทน”
เด็กชายทั้งสามคนรีบรับถังหูลู่มาถือไว้อย่างเร็ว เป็กู้เฟิงเฉิงที่กัดกินก่อนใคร
“อร่อย!” กู้เฟิงเฉิงหันไปเร่งพี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านรีบกินเร็วเข้า ถังหูลู่ทั้งหวานทั้งเปรี้ยว อร่อยอย่าบอกใครเลย”
กู้เฟิงอวี่กับกู้เฟิงิกัดถังหูลู่แล้วก็ต้องตาโต พวกเขาไม่เคยกินของที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
กู้หยูม่านยิ้มให้ลูกทั้งสามคนก่อนจะกำชับพวกเขา “เดี๋ยวแม่จะพาพวกเ้าเข้าไปที่โรงรับจำนำ ระหว่างที่แม่ทำธุระ พวกเ้าห้ามเดินไปซนที่ไหนเป็อันขาด พวกเ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ” เด็กชายทั้งสามรีบขานรับก่อนจะเดินตามมารดาเข้าไปในโรงรับจำนำ
“แม่นางมาติดต่อเื่ใดขอรับ” เถ้าแก่โรงรับจำนำถาม
“ข้ามาไถ่กำไลหยกคืนเ้าค่ะ” กู้หยูม่านบอก
“แม่นางนำหลักฐานการรับจำนำมาด้วยหรือไม่”
“อืม...” กู้หยูม่านพยายามเค้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิม “ตอนที่ข้านำกำไลหยกมาจำนำ ข้าเลือกวิธีที่ต้องจ่ายค่าฝากหนังสือการจำนำและลงชื่อไว้เป็หลักฐานเท่านั้นเ้าค่ะ”
โรงรับจำนำที่นี่มีความพิเศษกว่าโรงรับจำนำแห่งอื่นตรงที่พวกเขาจะให้สิทธิ์ในการเลือกวิธีจำนำ วิธีที่หนึ่งคือนำสิ่งของมาวางแล้วรับเงินกับหลักฐานการจำนำกลับไป และวิธีที่สองคือนำสิ่งของมาวางแล้วลงลายมือไว้เป็หลักฐาน โดยหนังสือหลักฐานการจำนำ โรงรับจำนำจะเป็คนเก็บไว้ให้ แต่วิธีที่สองนี้จะผู้จำนำจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝากเอกสารด้วย
“เช่นนั้นแม่นางโปรดแจ้งชื่อและลงชื่อในกระดาษแผ่นนี้เพื่อที่ข้าจะได้นำลายมือของท่านไปเปรียบเทียบกับเอกสารต้นฉบับ” เถ้าแก่โรงรับจำนำยื่นกระดาษเปล่ากับพู่กันให้กู้หยูม่าน
กู้หยูม่านเขียนชื่อของตนเองลงไปบนกระดาษเปล่า ต้องบอกว่าลายมือของเ้าของร่างเดิมมีเอกลักษณ์และสวยงามมาก แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่เถ้าแก่โรงรับจำนำยังจำลายมือของนางได้
“ตัวอักษรพลิ้วไหวราวกับหงส์บิน ข้าจำลายมือของแม่นางได้” เถ้าแก่ยิ้มเมื่อเห็นลายมือของกู้หยูม่าน “แม่นางโปรดรอสักครู่ ข้าจะเข้าไปเอาของมาให้เดี๋ยวนี้”
“ท่านแม่ ลายมือของท่านสวยงามมากเลยหรือขอรับ” กู้เฟิงอวี่ถามอย่างสนใจ “ข้าอยากเห็นลายมือของท่านขอรับ”
“เฟิงอวี่อยากเรียนหนังสือหรือ” กู้หยูม่านถามลูกชาย
กู้เฟิงอวี่ส่ายหน้า “ข้าไม่อยากเรียนขอรับ หากข้าเรียน ท่านแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยหาเงิน ข้าจำได้ว่าตอนที่หลิ่วซานกั๋วไปเรียน ท่านแม่ต้องหาเงินอย่างหนัก นายท่านผู้เฒ่าหลิ่ว นายหญิงชราหลิ่ว และพวกเราสามคนพี่น้องต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อส่งเงินค่าเล่าเรียนไปให้เขา ข้าไม่ยอมให้ท่านแม่ต้องลำบากแบบนั้นอีกแล้วขอรับ”
กู้หยูม่านได้ยินก็น้ำตาคลอ นางเดินไปลูบศีรษะลูกชายทั้งสามคน “เมื่ออายุของพวกเ้าถึงเกณฑ์ที่ต้องเข้าเรียน แม่จะให้พวกเ้าได้เรียนทุกคน แต่ตอนนี้ถ้าพวกเ้าอยากฝึกเขียน แม่จะสอนให้พวกเ้าเอง”
“แต่ค่ากระดาษ พู่กัน แล้วก็ค่าหมึกมีราคาแพงมากนะขอรับ” กู้เฟิงอวี่รีบบอก “ข้าว่าเราเก็บเงินไว้ซื้อที่ดินกับสร้างบ้านก่อนดีกว่า”
กู้หยูม่านมองเด็กทั้งสามคน ‘ช่างเป็เด็กรู้ความกันเสียจริง ในเมื่อตอนนี้ข้าเป็ท่านแม่ของพวกเ้า ข้าก็จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้พวกเ้า และจะสนับสนุนพวกเ้าให้เดินไปตามเส้นทางที่พวกเ้าชอบ’
“แม่นาง ค่าไถ่กำไลหยกวงนี้รวมกับดอกเบี้ยอยู่ที่ราคาสิบห้าตำลึง ส่วนค่าฝากเอกสารสองตำลึงข้าไม่ได้คิด แต่ข้าอยากรบกวนแม่นางสักเื่จะได้หรือไม่” เถ้าแก่โรงรับจำนำบอก
กู้หยูม่านผละจากลูกชายแล้วเดินกลับมาหาเถ้าแก่ “เถ้าแก่้าให้ข้าช่วยเื่ใดหรือเ้าคะ หากไม่เป็เื่ยากจนเกินไปข้ายินดีช่วย”
“ข้ากำลังจะส่งภาพวาดไปเป็ของขวัญวันเกิดให้บุคคลสำคัญ แต่ข้ายังหาคนที่มีลายมืองดงามเช่นแม่นางไม่ได้ ข้าจึงอยากรบกวนให้แม่นางช่วยเขียนกลอนลงบนภาพวาดให้ข้าจะได้หรือไม่ แม่นางไม่ต้องห่วงนะ หากแม่นางเขียนอักษรได้ถูกใจ ข้ายังจะเพิ่มค่าจ้างให้เ้าอีกจำนวนหนึ่ง”
“เถ้าแก่ไม่ต้องเกรงใจข้าถึงเพียงนั้น หากท่านไม่กลัวว่าลายมือของข้าจะทำให้ท่านขายหน้าข้าก็ยินดีช่วยเ้าค่ะ” กู้หยูม่านตอบรับอย่างยินดี แค่เขียนกลอนไม่กี่บรรทัดก็ประหยัดเงินไปได้ตั้งสองตำลึง “เถ้าแก่จะให้ข้าเขียนกลอนให้เมื่อไหร่หรือเ้าคะ”
“หากเ้าสะดวกก็เริ่มได้เลย เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปที่ห้องหนังสือ” เถ้าแก่โรงรับจำนำหันไปยิ้มให้เด็กแฝดทั้งสาม “พาลูกๆ ของเ้าไปด้วยก็ได้ ที่ห้องหนังสือของข้ามีที่ให้พวกเขานั่งรอ”
“ขอบคุณขอรับ ท่านลุงนอกจากจะรูปงามแล้วยังใจดีกับพวกเราอีกด้วย” กู้เฟิงเฉิงรีบบอก “ในเมื่อท่านใจดีกับพวกเรา เช่นนั้นข้าก็จะแบ่งถังหูลู่ให้ท่านชิ้นหนึ่ง”
เถ้าแก่โรงรับจำนำถึงกับหัวเราะเสียงดัง “เ้าเด็กคนนี้นอกจากจะปากหวานแล้วยังมีน้ำใจ ไม่เป็ไร ลุงไม่แย่งขนมของเ้าหรอก เอาไว้ขากลับลุงจะห่อขนมของลุงให้เ้าด้วย”
“ขอบคุณขอรับ” กู้เฟิงเฉิงยิ้มกว้างอย่างดีใจ
กู้เฟิงอวี่กับกู้เฟิงิได้แต่แอบเอามือปิดหน้า น้องชายของพวกเขานอกจากจะพูดเก่งแล้ว เื่กินของเ้าน้องชายก็ไม่เป็สองรองใครเลยจริงๆ
กู้หยูม่านนั่งมองลายมือของตนเองก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ นางรับรู้ถึงความทรงจำของเ้าของร่างเดิมมาเกือบทุกอย่าง ยกเว้นเื่ราวของครอบครัวเดิมที่เ้าของร่างเดิมไม่ยอมถ่ายทอดมาให้ ‘ครอบครัวเดิมของเ้าเป็ยังไงกันแน่ ทำไมเ้าถึงไม่ถ่ายทอดเื่ราวของพวกเขาให้ข้ารู้ แต่ดูจากลายมือและความรู้ที่เ้ามี รวมถึงกำไลหยกมันแพะชิ้นนี้ ครอบครัวเดิมของเ้าคงมีฐานะไม่ธรรมดากระมัง’
กู้หยูม่านสลัดความคิด ในเมื่อเ้าของร่างเดิมไม่อยากให้นางรับรู้ นางก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับลูกชายต่อไป แต่หากเมื่อไหร่ที่เ้าของร่างเดิม้าให้นางกลับไปหาครอบครัวเดิม นางค่อยทำตามความ้าของเ้าของร่างเดิมก็แล้วกัน
“เถ้าแก่ ข้าเขียนกลอนเสร็จแล้วเ้าค่ะ”
เถ้าแก่โรงรับจำนำยืนมองลายมืออันงดงามที่ถูกเขียนไว้บนภาพวาด เขายิ้มกว้างด้วยความพอใจ “สองตำลึงยังถือว่าน้อยไป ข้าจะเพิ่มเงินให้เ้าอีกห้าตำลึง เ้าอย่าได้ปฏิเสธ เพราะหากข้าไปว่าจ้างบัณฑิตที่สำนักศึกษา พวกเขาต้องคิดเงินข้าแพงกว่านี้มากโข”
“เช่นนั้นข้าจะรับเงินก้อนนี้ไว้ หากคราวหน้าเถ้าแก่้าเรียกใช้ข้า ข้าจะไม่ปฏิเสธเลยเ้าค่ะ” กู้หยูม่านรับเงินมาอย่างดีใจ นางเคยอ่านเจอในนิยายว่าบัณฑิตที่คัดตำราขายจะได้เงินแค่ไม่กี่อีแปะ แต่นางคัดกลอนไม่กี่บทก็ได้เงินมาเกือบสิบตำลึง ‘ไม่แปลกใจที่คนยุคนี้ยอมอดทนแล้วส่งลูกหลานให้ได้เข้าเรียน เฟิงอวี่ เฟิงิ เฟิงเฉิง แม่ก็จะส่งพวกเ้าให้เรียนสูงๆ พวกเ้าสามคนต้องเอาตำแหน่งจอหงวน ปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวามาให้แม่ได้ภูมิใจ หากพวกเ้าคว้าทั้งสามอันดับมาได้ในปีเดียวกัน ถึงตอนนั้นแม่คงจะดังะเิไปเลย’
“ท่านแม่ ท่านดีใจเื่อะไรอยู่หรือขอรับ” กู้เฟิงเฉิงมองมารดาอยู่นานก็เห็นมารดาเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“แม่ดีใจที่แม่หาเงินได้เกือบสิบตำลึงในวันเดียวน่ะสิ” กู้หยูม่านตอบลูกชายอย่างดีใจ “บอกลาท่านลุงเถ้าแก่ก่อนสิ เดี๋ยวแม่จะพาพวกเ้าไปทำธุระที่อื่นต่อ”
“ท่านลุง พวกเรากลับก่อนนะขอรับ” กู้เฟิงอวี่เป็ตัวแทน
เถ้าแก่โรงรับจำนำเดินออกมาส่งสี่คนแม่ลูกด้วยตัวเอง และเขายังไม่ลืมที่จะให้บ่าวรับใช้ห่อขนมให้กับเด็กชายทั้งสาม “แม่นางกู้ หากเ้าซื้อบ้านได้แล้วเ้าช่วยส่งคนมาแจ้งข้าที หากข้ามีงานคัดบทกลอนอีก ข้าจะได้เรียกใช้เ้าได้”
“ได้เลยเ้าค่ะ” กู้หยูม่านรับปากก่อนจะกล่าวลา “เช่นนั้นข้าต้องขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
หลังจากกู้หยูม่านเดินออกไปได้ไม่นาน เถ้าแก่โรงรับจำนำก็สั่งให้ผู้คุ้มกันนำภาพวาดพร้อมบทกลอนแผ่นนั้นไปส่งที่เมืองหลวง