สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำไหล ท่ามกลางความกระหายใคร่รู้และความตื่นเต้นที่ก่อตัวขึ้นในใจของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ทั้งสี่ หลิวเหมยได้จัดงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆ ขึ้นในสวนส่วนตัวของจวน เพื่อสานต่อบทสนทนาที่ค้างคาจากวันก่อน บรรยากาศในสวนยามบ่ายนั้นร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ใหญ่และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยที่กำลังผลิบาน เสียงน้ำไหลรินจากลำธารจำลองช่วยขับกล่อมให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ในใจของสตรีทั้งสี่กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังและความลับที่พวกนางกำลังจะร่วมกันค้นหา
ตลอดสามวันที่ผ่านมา พลพรรคบุปผาทั้งสี่ต่างใช้เวลาในการครุ่นคิดถึงภาพวาดในตำราลับ แต่ละคนต่างมีความคิดเห็นและคำถามที่อยากจะแบ่งปันกับเพื่อนๆ ซูหลินได้ใช้เวลาวิเคราะห์ท่าทางต่างๆ ในตำราอย่างละเอียด หวังฟางพยายามจินตนาการถึงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นเมื่อถูกััเช่นนั้น ส่วนจางซินนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความกระตือรือร้นที่จะได้ลอง "ฝึกฝน" สิ่งที่เรียนรู้มา
ซูหลิน หวังฟาง และจางซิน มาถึงจวนของหลิวเหมยพร้อมกับรอยยิ้มและแววตาที่เปล่งประกาย จางซินไม่รอช้า นางรีบตรงเข้าไปกอดหลิวเหมยอย่างสนิทสนม "หลิวเหมย! ข้าแทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้คุยเื่ 'ตำรา' กับพวกเ้าอีกครั้ง" นางกระซิบข้างหูหลิวเหมย ดวงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น "สามวันนี้ข้านอนไม่หลับเลย! นึกแต่เื่ภาพวาดเ่าั้ ข้าลองจินตนาการดูแล้วว่าถ้าคู่หมั้นของข้าทำแบบในภาพ ข้าจะรู้สึกยังไง อ้าย! แค่คิดก็ใจสั่นแล้ว!"
หวังฟางเดินตามมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเล็กน้อย "ข้าก็เช่นกัน" นางยอมรับอย่างเขินอาย "ข้าไม่เคยคิดว่าการเป็สตรีจะมีเื่น่าตื่นเต้นเช่นนี้ ตำราเล่มนั้นทำให้ข้าเห็นโลกในมุมมองใหม่ ข้าเริ่มสังเกตแม้แต่ท่าทางของคู่หมั้นตอนที่เขามาเยี่ยมข้า ดูว่าเขาจะมีกล้ามเนื้อแบบในภาพหรือเปล่า"
ซูหลินพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าได้ใช้เวลาวิเคราะห์ภาพวาดแต่ละภาพอย่างละเอียด" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจ "แต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า... บุรุษจริงๆ จะมีรูปร่างเหมือนในภาพจริงหรือ? ข้าหมายถึง... ขนาดและรูปทรงต่างๆ น่ะ" นางหัวเราะเบาๆ "ข้าเลยไปสังเกตคนสวนในจวนของข้าดู แต่พวกเขาใส่เสื้อผ้าเต็มตัว เลยดูอะไรไม่ออกเลย"
เมื่อพวกนางนั่งลงที่ศาลาไม้สักที่ตั้งอยู่กลางสวน หลิวเหมยก็รินชาหอมกรุ่นให้เพื่อนๆ "วันนี้ข้าเตรียมชาดอกเหมยที่ท่านแม่เพิ่งส่งมาให้เป็พิเศษ หวังว่าพวกเ้าจะชอบ"
"ชาหอมยิ่งนัก" ซูหลินกล่าวพลางจิบชาอย่างละเมียดละไม "แต่ข้าคิดว่าสิ่งที่พวกเรากำลังจะคุยกันในวันนี้คงจะหวานใจยิ่งกว่าชาถ้วยนี้เสียอีก ข้ามีคำถามเพียบเลย!"
จางซินหัวเราะคิกคัก "ซูหลิน เ้าช่างพูดได้ตรงใจข้ายิ่งนัก! หลิวเหมย เ้าได้ศึกษาตำราเล่มนั้นเพิ่มเติมบ้างหรือไม่? ข้าแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้รู้ว่ามีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง" นางเอนตัวเข้าไปใกล้ ดวงตาเป็ประกายด้วยความซุกซน "และข้าก็อยากรู้ว่า... เ้าได้ลอง 'สังเกต' แบบอย่างที่มีชีวิตจริงๆ บ้างหรือยัง? อย่างเช่น... คนสวนของเ้าน่ะ?"
หลิวเหมยพยักหน้าช้าๆ "ข้าได้ลองอ่านดูอีกครั้ง และพบว่าตำราเล่มนี้มิได้มีเพียงแค่ภาพวาดเท่านั้น แต่ยังมีคำอธิบายถึงความรู้สึกและเทคนิคต่างๆ ที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก"
ขณะที่พวกนางกำลังสนทนากันอย่างออกรสอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นมาจากทางเดินในสวน ไม่นานนัก ร่างสูงใหญ่ของลุงชางก็ปรากฏขึ้น เขาเดินนำชายร่างกำยำอีกคนหนึ่งเข้ามาในสวน ชายผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าลุงชางเสียอีก กล้ามเนื้อเป็มัดๆ ดูแข็งแกร่งราวกับสลักจากหิน ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาฉายแววดุดัน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความซื่อสัตย์ ทั้งคู่เปลือยท่อนบน เผยให้เห็นแผ่นหลังและแผงอกที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการทำงานกลางแดดจ้า กลิ่นกายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นดินและเหงื่อคละคลุ้งมาตามลม ทำให้เหล่าคุณหนูรู้สึกวาบหวามอย่างประหลาด
"ขออภัยที่รบกวนคุณหนูหลิวเหมยและสหาย" ลุงชางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม "ข้าขอแนะนำนี่คือลุงกัว ผู้ช่วยคนใหม่ของข้า เขาเพิ่งเดินทางมาจากหมู่บ้านทางเหนือ และจะมาช่วยงานในสวนั้แ่วันนี้เป็ต้นไป"
ลุงกัวโค้งคำนับเล็กน้อย แต่สายตาของเขากลับกวาดมองเหล่าคุณหนูทั้งสี่อย่างเปิดเผย ทำให้พวกนางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
"ยินดีที่ได้รู้จักลุงกัว" หลิวเหมยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่พยายามเก็บซ่อนความรู้สึก "หวังว่าท่านจะมีความสุขกับการทำงานที่นี่"
"ขอบคุณคุณหนู" ลุงกัวตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ข้าจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด"
ลุงชางและลุงกัวขอตัวไปทำงานในสวน ไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มลงมือทำงาน ลุงกัวเดินไปที่กองหินขนาดใหญ่ที่วางอยู่ริมสวน และเริ่มยกหินเ่าั้ขึ้นอย่างง่ายดายราวกับว่ามันเป็เพียงก้อนกรวดเล็กๆ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาบนแผ่นหลังของลุงกัวที่เปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวตามจังหวะการยกหินใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น กล้ามเนื้อแขน ขา และหน้าอกของเขาก็ดูใหญ่โตกำยำราวกับเทพบุตรที่สลักจากหินผา รอยแผลเป็ขนาดใหญ่ที่พาดผ่านแผ่นหลังของเขานั้นดูเถื่อนดิบและน่าเกรงขาม ราวกับเป็เครื่องยืนยันถึงประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนและพลังอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
และสิ่งที่ทำให้เหล่าคุณหนูต้องเบิกตากว้างและกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากคือ บริเวณเป้ากางเกงผ้าฝ้ายเนื้อหยาบของเขามีบางสิ่งบางอย่างที่นูนและตุงเป็ลำเขื่องยาวจนเห็นได้ชัดเจน ทุกจังหวะที่เขาก้าวเดินหรือออกแรงยกหิน ลำเขื่องนั้นก็ขยับไหวตามราวกับมีชีวิต สายตาของเหล่าคุณหนูทั้งสี่ถูกตรึงอยู่ที่จุดนั้นอย่างไม่อาจละสายตาได้
จางซินถึงกับอ้าปากค้าง นางจ้องมองแผ่นหลังและทุกสัดส่วนของลุงกัวอย่างไม่กระพริบตา "์! รอยแผลเป็นั่น... และร่างกายของเขานั่น... ช่างเหมือนกับภาพในตำราเป๊ะเลย!" นางกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหลงใหล "ดูสิ! กล้ามเนื้อแขนของเขาใหญ่โตแค่ไหน และ... และ... ที่เป้ากางเกงนั่น!" นางแอบเลียริมฝีปากพลางจ้องมองอย่างไม่อาจละสายตา "ข้าไม่เคยเห็นอะไรใหญ่โตขนาดนั้นมาก่อนเลย! มันจะเป็แบบในตำราจริงๆ หรือเปล่านะ?"
ซูหลินและหวังฟางเองก็รู้สึกทึ่งไม่แพ้กัน แม้พวกนางจะไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผยเท่าจางซิน แต่ดวงตาของพวกนางก็ฉายแววสนใจอย่างเห็นได้ชัด และบางครั้งก็แอบเหลือบมองไปยังบริเวณเป้ากางเกงของลุงกัวที่นูนเด่นเป็สง่า ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นไปทั่วใบหน้าของพวกนาง ทำให้ต้องยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เกิดขึ้น
"รอยแผลเป็นั้น... ดูเหมือนจะเป็รอยแผลจากการต่อสู้" ซูหลินวิเคราะห์ แต่สายตายังคงจ้องมองร่างกายของลุงกัว "บุรุษผู้นี้คงจะผ่านเื่ราวมามากมาย และดูสิ... ขนาดของเขา... มันใหญ่กว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก"
"ข้าว่าเขาดูน่ากลัวมากกว่าน่าสนใจนะซูหลิน" หวังฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ร่างกายของเขา "ข้าไม่เคยเห็นบุรุษที่มีท่าทางดุดันเช่นนี้มาก่อน แต่... แต่ข้าก็อยากรู้ว่าถ้าเขาโอบกอดใครสักคน จะรู้สึกอย่างไร กล้ามเนื้อแขนใหญ่ๆ นั่นจะแข็งแกร่งแค่ไหนนะ?"
"แต่ข้าว่าเขาน่าสนใจยิ่งนัก!" จางซินแย้ง "บุรุษที่ผ่านการต่อสู้มามากมายย่อมมีความแข็งแกร่งและประสบการณ์ที่บุรุษทั่วไปไม่มี" นางหันไปมองหลิวเหมย "หลิวเหมย เ้าว่าไหม? ลุงกัวผู้นี้ช่างเป็ 'แบบอย่าง' ที่สมบูรณ์แบบยิ่งนักสำหรับตำราของเรา! ดูสิ ทุกอย่างของเขาใหญ่โตและแข็งแกร่งเหมือนกับภาพวาดเป๊ะเลย!"
หลิวเหมยรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าอีกครั้ง นางพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ในใจ นางรู้ดีว่าจางซินกำลังพูดถึงเื่ "แบบอย่าง" ในตำราลับ และนางก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงลุงกัวในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของหลิวเหมยยังคงเป็เงาตามติดนางไปทุกที่ และนางก็รู้ดีว่า... เื่ราวที่ซับซ้อนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ขณะที่ลุงกัวกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ลุงชางก็เดินไปช่วยยกหินอีกก้อนหนึ่ง แสงแดดสาดส่องลงมาบนแผ่นหลังของลุงชางที่เปลือยเปล่าเช่นกัน เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่กระชับและแข็งแรง แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าลุงกัว แต่ก็ดูสมส่วนและเต็มไปด้วยพละกำลัง และเช่นเดียวกับลุงกัว บริเวณเป้ากางเกงของลุงชางก็มีบางสิ่งบางอย่างที่นูนเด่นออกมาอย่างชัดเจน ทำให้เหล่าคุณหนูต้องกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง
สายตาของเหล่าคุณหนูทั้งสี่จับจ้องไปยังบุรุษทั้งสองที่กำลังทำงานอยู่กลางแดดจ้า บทสนทนาเื่ตำราลับถูกละทิ้งไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความเงียบที่เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้และความปรารถนาที่ซ่อนเร้น พวกนางจิบชาอย่างคอแห้งผาก พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน แต่ในใจของแต่ละนางกลับเต็มไปด้วยจินตนาการที่วาบหวิว ภาพจากตำราลับผุดขึ้นมาในห้วงความคิด สลับกับภาพของลุงชางและลุงกัวที่กำลังทำงานอยู่ตรงหน้า
จางซินเป็คนแรกที่ทนไม่ไหว นางกระซิบกับหลิวเหมย "หลิวเหมย เ้าคิดว่า... ขนาดของบุรุษทั้งสองจะแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด?" นางเหลือบมองไปที่เป้ากางเกงของทั้งสองคน "ดูจากภายนอกแล้ว ลุงกัวดูจะใหญ่กว่าลุงชางมากเลยนะ! ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าถ้าเปรียบเทียบกับภาพในตำรา พวกเขาจะเป็แบบไหน"
หลิวเหมยหน้าแดงก่ำ นางไม่คิดว่าจางซินจะกล้าถามคำถามเช่นนี้ "จางซิน! เ้า... เ้าพูดอะไรน่ะ!"
"ข้าก็แค่สงสัย" จางซินยิ้มเ้าเล่ห์ "ดูจากรูปร่างภายนอกแล้ว ลุงกัวดูจะใหญ่โตกว่าลุงชางมากนัก แต่บางครั้ง... สิ่งที่อยู่ภายในก็อาจจะแตกต่างออกไป ข้าเคยได้ยินแม่บ้านแก่ๆ พูดว่า บางคนดูเล็กแต่ข้างในใหญ่ บางคนดูใหญ่แต่ข้างในกลับธรรมดา"
ซูหลินและหวังฟางได้ยินดังนั้นก็แอบหัวเราะคิกคัก พวกนางเองก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่จางซินกำลังพูดถึง
"ข้าว่าลุงกัวน่าจะใหญ่จริงๆ นะ" หวังฟางกระซิบเบาๆ "ดูจากท่าทางและรูปร่างของเขา ทุกอย่างดูใหญ่โตและแข็งแกร่ง คงจะเป็แบบในตำราที่เราเห็นจริงๆ"
"แต่ลุงชางก็ดูน่าสนใจไม่แพ้กัน" ซูหลินเสริม "เขาดูอ่อนโยนกว่า แต่ก็มีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ ข้าว่าเขาน่าจะเป็แบบที่รู้จักวิธีทำให้สตรีมีความสุข"
"พวกเราควรจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาตำราเล่มนั้นก่อนมิใช่หรือ?" หลิวเหมยพยายามเปลี่ยนเื่ แต่สายตาของนางก็ยังคงเหลือบไปมองลุงกัวและลุงชางอยู่เรื่อยๆ
"แต่การได้เห็น 'แบบอย่าง' ที่มีชีวิตจริงๆ จะช่วยให้พวกเราเข้าใจตำราเล่มนั้นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นมิใช่หรือ?" จางซินแย้ง "ดูสิ กล้ามเนื้อของเขาเคลื่อนไหวอย่างเป็ธรรมชาติราวกับกำลังเต้นรำ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าหากได้ัักล้ามเนื้อเ่าั้จะเป็อย่างไร จะแข็งและอุ่นเหมือนที่ตำราบรรยายไว้หรือเปล่า"
คำพูดของจางซินทำให้หลิวเหมยรู้สึกใจสั่น นางพยายามหันเหความสนใจไปที่ชาในถ้วย แต่สายตาของนางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังลุงกัวและลุงชางที่กำลังทำงานอยู่ในสวน
ลุงชางเหลือบมองมาทางศาลาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดคุยกับลุงกัวด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ราวกับกำลังเตือนให้เขาระมัดระวังตัว
"ดูเหมือนลุงชางจะหวงลูกน้องของเขานะ" จางซินกระซิบ "หรือว่าเขากลัวว่าพวกเราจะไปแย่งลูกน้องของเขามา? หึๆ ข้าว่าเขาไม่ต้องกังวลหรอก เพราะข้าสนใจลูกน้องของเขามากกว่าตัวเขาเสียอีก!"
หลิวเหมยส่ายหน้า "จางซิน เ้าคิดมากเกินไปแล้ว"
แต่ในใจของหลิวเหมยกลับรู้สึกถึงความว้าวุ่น นางรู้ดีว่าการปรากฏตัวของลุงกัวได้สร้างความปั่นป่วนให้กับเหล่าคุณหนูทั้งสี่ และนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่กำลังจะเกิดขึ้น
งานเลี้ยงน้ำชาในสวนดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความลับและความปรารถนาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ เหล่าสตรีสูงศักดิ์ทั้งสี่กำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและความท้าทาย และพวกนางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
ความตื่นเต้นที่แผ่ซ่านไปทั่วกลุ่มสตรีทั้งสี่มิได้จางหายไปง่ายๆ แม้ลุงกัวและลุงชางจะกลับไปทำงานต่อแล้วก็ตาม ภาพแผ่นหลังกว้างใหญ่ รอยแผลเป็ และความนูนเด่นบริเวณเป้ากางเกงของบุรุษทั้งสองยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของจางซินอย่างชัดเจน
"ข้าบอกแล้วใช่ไหมหลิวเหมย" จางซินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "บุรุษเช่นนี้สิถึงจะเรียกว่าบุรุษที่แท้จริง มิใช่บัณฑิตหน้าขาวที่วันๆ เอาแต่ท่องตำรา ดูสิ! แค่ยกหินก้อนใหญ่ๆ ก็ทำได้อย่างง่ายดาย กล้ามเนื้อทั้งตัวเคลื่อนไหวสวยงามจริงๆ"
ซูหลินยิ้มบางๆ "จางซิน เ้าก็ช่างพูดเกินไป" นางกล่าว "แต่ข้าก็ยอมรับว่าลุงกัวผู้นั้นมีเสน่ห์บางอย่างที่น่าค้นหา รอยแผลเป็บนแผ่นหลังของเขาบ่งบอกถึงเื่ราวมากมายที่พวกเรามิอาจล่วงรู้ และ... สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าผืนนั้นก็ช่างน่าค้นหายิ่งนัก ข้าเดาว่าคงจะใหญ่โตและแข็งแกร่งเหมือนกับส่วนอื่นๆ ของเขา"
หวังฟางยังคงดูวิตกกังวล "แต่ข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี" นางกล่าว "บุรุษที่มีท่าทางดุดันเช่นนั้น... ข้าเกรงว่าเขาอาจจะเป็อันตรายได้ แต่... แต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าถ้าเขาโอบกอดใครสักคน จะรู้สึกอย่างไร จะปลอดภัยและอบอุ่นเหมือนที่ตำราบรรยายไว้หรือเปล่า"
"อันตรายอะไรกันหวังฟาง!" จางซินแย้ง "ข้าว่าเขาน่าตื่นเต้นมากกว่าอันตรายเสียอีก ดูท่าทางเขาสิ แข็งแกร่งแต่ก็มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ข้าเดาว่าเขาคงจะรู้จักวิธีทำให้สตรีมีความสุข" นางหันไปมองหลิวเหมย "หลิวเหมย เ้าว่าไหม? ลุงกัวผู้นี้ช่างเป็ 'แบบอย่าง' ที่สมบูรณ์แบบยิ่งนักสำหรับตำราของเรา!"
หลิวเหมยพยักหน้าช้าๆ "ข้า... ข้าก็คิดเช่นนั้น" นางตอบด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา ในใจของนางกำลังสับสนระหว่างความรู้สึกผิดต่อลุงชางและความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อลุงกัว
"ถ้าเช่นนั้น พวกเราจะเริ่มต้นอย่างไรดี?" จางซินเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น "ข้าอยากจะลอง 'ศึกษา' ลุงกัวผู้นั้นอย่างใกล้ชิด อยากรู้ว่าเขาจะมีกลิ่นอย่างไร ััอย่างไร และ... และสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในจะเป็อย่างไร"
ซูหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเริ่มต้นจากการสังเกตการณ์" นางกล่าว "พวกเราจะสังเกตการณ์การทำงานของลุงกัว สังเกตท่าทาง การเคลื่อนไหว และปฏิกิริยาของเขาในสถานการณ์ต่างๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้พวกเราเข้าใจถึงธรรมชาติของบุรุษที่แข็งแกร่งเช่นเขาได้ดียิ่งขึ้น"
หวังฟางพยักหน้าเห็นด้วย "เป็ความคิดที่ดีมากซูหลิน! การสังเกตการณ์จะช่วยให้พวกเราสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกจับได้ และเราจะได้เปรียบเทียบกับภาพในตำราด้วย"
หลิวเหมยเองก็รู้สึกโล่งใจ "ใช่แล้ว การสังเกตการณ์เป็วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้" นางกล่าว "แต่ข้าคิดว่า... พวกเราอาจจะต้องหาโอกาสที่จะได้ 'ใกล้ชิด' กับลุงกัวผู้นั้นในอนาคต เพื่อที่จะได้ศึกษาอย่างละเอียดยิ่งขึ้น"
คำพูดของหลิวเหมยทำให้เพื่อนทั้งสามมองหน้ากันอีกครั้ง ความคิดที่จะได้ "ใกล้ชิด" กับลุงกัวนั้นเป็เื่ที่น่าตื่นเต้นและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน พวกนางรู้ดีว่าการทำเช่นนั้นเป็เื่ที่ผิดจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ยังคงครอบงำจิตใจของพวกนางอย่างรุนแรง
จางซินยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้าคิดว่า... ข้าอาจจะรู้ว่าใครจะเป็ผู้ที่ได้ 'ใกล้ชิด' กับลุงกัวผู้นั้นก่อนใคร" นางกล่าวพลางเหลือบมองไปที่หลิวเหมย "เ้าของจวนผู้นี้... ย่อมมีโอกาสมากกว่าใครเพื่อนมิใช่หรือ? และดูท่าทางลุงชางก็ดูจะเอาใจใส่เ้าเป็พิเศษด้วย"
คำพูดของจางซินทำให้หลิวเหมยรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของนางแดงก่ำ นางพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ในใจ นางรู้ดีว่าถ้าหากเพื่อนๆ ของนางรู้ว่านางมีความสัมพันธ์กับลุงชาง พวกนางจะต้องใและผิดหวังในตัวนางเป็แน่ และหากนางต้องเข้าไปพัวพันกับลุงกัวอีกคน... เื่ราวคงจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
"จางซิน! เ้ายังไม่เลิกพูดเื่นี้อีกหรือ!" หวังฟางเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ข้าบอกเ้าแล้วว่าเื่เช่นนี้มิใช่เื่ที่จะนำมาล้อเล่นได้"
"ข้าเพียงแค่พูดตามความจริงเท่านั้นเอง" จางซินกล่าว "ข้าเห็นว่าลุงกัวมีรูปร่างกำยำล่ำสัน และดูแข็งแรงกว่าชายหนุ่มในเมืองหลวงหลายคนเสียอีก และที่สำคัญ... เขาดูจะมี 'ของ' ที่ใหญ่โตมากด้วย!"
ซูหลินมองดูจางซินด้วยรอยยิ้ม "จางซิน เ้าช่างเป็คนตรงไปตรงมาจริงๆ" นางกล่าวพลางหันไปมองหลิวเหมย "แต่ข้าคิดว่า... พวกเราควรจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาตำราเล่มนี้ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน ส่วนเื่ 'ใกล้ชิด' นั้น... ค่อยว่ากันในภายหลัง"
หลิวเหมยพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว พวกเราควรจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาตำราเล่มนี้ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน" นางกล่าว "ส่วนเื่ 'ใกล้ชิด' นั้น... ข้าจะลองคิดดูอีกที"
การสนทนาดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ ก่อนที่เพื่อนทั้งสามจะขอตัวกลับไป หลิวเหมยเดินไปส่งเพื่อนๆ ที่ประตูจวน นางโบกมือลาเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
นางกลับเข้ามาในห้องรับรองอีกครั้ง และหยิบตำราลับขึ้นมาเปิดดู ภาพวาดในตำราดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในสายตาของนาง นางจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่ในท่าทางเ่าั้กับลุงชาง และบางครั้งก็มีภาพของลุงกัวเข้ามาแทรก ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นไปทั่วร่างกายของนาง
นางรู้ดีว่าการเดินทางในเส้นทางนี้เป็เื่ที่อันตรายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นและความปรารถนาที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ นางพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของหลิวเหมยยังคงเป็เงาตามติดนางไปทุกที่ และนางก็รู้ดีว่า... เื่ราวที่ซับซ้อนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น การเดินทางของพลพรรคบุปผาทั้งสี่ในการค้นหาความสุขและความปรารถนาที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ และไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของเส้นทางนี้จะนำพาพวกนางไปสู่สิ่งใด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ชีวิตของพวกนางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และพวกนางจะต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่ามันจะนำพาความสุขหรือความทุกข์มาให้พวกนางก็ตาม พวกนางพร้อมที่จะรับมือกับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้
งานเลี้ยงน้ำชาในสวนได้จบลงแล้ว แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนาและความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกหว่านลงไปในใจของเหล่าสตรีทั้งสี่กลับเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกนางต่างกลับไปยังจวนของตนเองพร้อมกับความคิดคำนึงถึงตำราลับและบุรุษผู้แข็งแกร่งนามว่าลุงกัว
หลิวเหมยกลับมาที่ห้องนอนของนาง นางยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ จ้องมองเงาสะท้อนของตนเอง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสนและความปรารถนาที่ยากจะอธิบาย นางรู้ดีว่านางกำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางที่อันตราย แต่ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกถึงอิสระที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางหยิบตำราลับขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง ภาพวาดในตำราดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในสายตาของนาง นางจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่ในท่าทางเ่าั้กับลุงชาง และบางครั้งก็มีภาพของลุงกัวเข้ามาแทรก ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นไปทั่วร่างกายของนาง
นางรู้ดีว่าความลับเื่ลุงชางยังคงเป็เงาตามติดนางไปทุกที่ และนางก็รู้ดีว่า... เื่ราวที่ซับซ้อนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น การเดินทางของพลพรรคบุปผาทั้งสี่ในการค้นหาความสุขและความปรารถนาที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ และไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของเส้นทางนี้จะนำพาพวกนางไปสู่สิ่งใด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ชีวิตของพวกนางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และพวกนางจะต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่ามันจะนำพาความสุขหรือความทุกข์มาให้พวกนางก็ตาม พวกนางพร้อมที่จะรับมือกับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้
ในคืนนั้น หลิวเหมยนอนไม่หลับ นางพลิกตัวไปมาบนเตียง ภาพของลุงชางและลุงกัวสลับกันไปมาในห้วงความคิดของนาง นางรู้สึกถึงความปรารถนาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นางรู้ดีว่านางไม่สามารถต้านทานความรู้สึกนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
นางลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังสวนที่มืดมิด แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนต้นไม้และดอกไม้ ทำให้เกิดเงาตะคุ่มๆ นางจินตนาการถึงลุงชางและลุงกัวที่กำลังทำงานอยู่ในสวน ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นไปทั่วร่างกายของนาง
นางรู้ดีว่านางจะต้องทำอะไรบางอย่าง นางไม่สามารถปล่อยให้ความปรารถนานี้กัดกินจิตใจของนางได้อีกต่อไปแล้ว นางจะต้องหาทางออกให้กับความรู้สึกนี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
และในคืนนั้นเอง หลิวเหมยก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง นางจะยอมปล่อยให้ความปรารถนาของนางนำทางไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม นางพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น