“เ้าให้ซิวเอ๋อร์กินอะไร?” ลู่ซื่อระแวงขึ้นมาทันที
“ยาบำรุงชี่และเืข้าให้หม่าซิงช่วยเอามาให้เ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ตอบอย่างเป็ธรรมชาติ
ถึงอย่างไรทุกคนก็รับรู้แล้วว่านางซื้อตัวหม่าซิงเื่ใดที่นางไม่อาจอธิบายได้ย่อมโยนไปที่เขา
ลู่ซื่อโล่งอก แม้นางจะรู้สึกว่าเื่นี้ออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อยแต่นอกจากคำตอบนี้แล้ว นางก็หาคำอธิบายไม่ได้เช่นกัน
ขอเพียงดีต่อซิวเอ๋อร์นางย่อมสามารถหลับตาข้างหนึ่งได้
แววตาของหลินเสวี่ยจู๋ลุ่มลึก “ท่านน้าวางใจเถิดเ้าค่ะหลายวันมานี้ข้าดูแลสามีตลอด ตอนนี้อยู่ในเมือง ย่อมไม่เหมาะที่จะกระทำการอย่างโจ่งแจ้งรอออกจากเมืองเสียก่อน หากหาสมุนไพรพบ ท่านอาของข้าย่อมต้องรักษาสามีแน่นอนเ้าค่ะ”
ลู่ซื่อได้ฟังคำพูดนี้ก็ใจชื้นเพียงแต่...
“เสวี่ยจู๋เราเดินทางมาครึ่งวันแล้ว เหตุใดซิวเอ๋อร์ถึงยังไม่ตื่นเลยเล่า?” ลู่ซื่อถามอย่างเป็กังวลเล็กน้อย
การเคลื่อนไหวใหญ่โตเมื่อครู่ยังไม่ทำให้หยวนซิวตื่นนี่ทำให้ลู่ซื่อสงสัยว่าอาการาเ็ของเขาอาจแย่ลง
หลินเสวี่ยจู๋คิด‘คงเป็เพราะสรรพคุณของยาสลบแรงเกินไปกระมัง’
ทว่าปากกลับพูดว่า “เมื่อคนเราได้รับาเ็ร่างกายจะอยู่ในภาวะฟื้นฟูเ้าค่ะ ทำให้สิ้นเปลืองกำลังกายไม่น้อยสามีนอนหลับได้ก็ถือเป็เื่ดีไม่ใช่หรือเ้าคะ? จะได้ไม่ต้องพบเจอสถานการณ์วุ่นวายโดยไม่จำเป็”
ลู่ซื่อครุ่นคิด นางเห็นว่าคำกล่าวของหลินเสวี่ยจู๋มีเหตุผลจึงพยักหน้าเห็นด้วย
เวลานี้เหล่าผู้คุมกินข้าวกลางวันเสร็จแล้วขบวนแห่จึงเริ่มออกเดินทางอีกครา
หลินเสวี่ยจู๋ถูกล่ามโซ่ไว้ท้ายขบวน นางจึงลอบส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วนำเอกสารลับของศาลต้าหลี่มาอ่าน
นาง้าหาช่องโหว่และอุดมัน
นางจะพยายามไม่กระทำการโจ่งแจ้ง ทว่าก็ตั้งใจที่จะกวาดล้างทรัพย์สินของเหล่าสุนัขรับใช้ให้เกลี้ยง
ขณะที่กำลังจดจำรายชื่อขุนนางที่มีส่วนเกี่ยวข้องนางก็ได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังแว่วมาจากข้างหน้า
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกสนใจขึ้นมาจึงเขย่งปลายเท้าแล้วมองไปยังทิศทางดังกล่าว ก่อนจะพบว่ากัวซื่อกับเว่ยหงเอ๋อร์กำลังตบตีกัน
นางเห็นว่ากัวซื่อตบหน้าเว่ยหงเอ๋อร์หลายทีปากก็ก่นด่าไปด้วย “เ้ามันนางคณิกาไร้มโนธรรมคิดจะกินอาหารเพียงผู้เดียว ดูสิว่าข้าจะทุบตีเ้าจนตายหรือไม่!”
เว่ยหงเอ๋อร์ใช้มือซ้ายดันร่างของกัวซื่อเอาไว้ส่วนมือขวาก็ยัดสิ่งของสีดำชิ้นหนึ่งเข้าปากสุดชีวิต
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจเื่ราวทั้งหมดในทันทีเป็ขนมปังสีดำที่คนสกุลหลินผู้สูงศักดิ์ไม่ยอมกิน เว่ยหงเอ๋อร์เก็บมันไว้แล้วนำออกมากินในตอนนี้
ตอนนี้ทุกคนกำลังหิวเว่ยหงเอ๋อร์จึงลอบกินขนมปังสีดำเพื่อเติมพลัง ทว่ากลับถูกกัวซื่อเห็นเข้า จึงเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น
หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจความตั้งใจที่จะเอาชีวิตรอดของเว่ยหงเอ๋อร์นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก
ตอนเป็อนุมีชีวิตที่ดีตอนนี้ตกอับก็ยังสามารถกินขนมปังสีดำได้
การตบตีกันดึงดูดความสนใจจากผู้คุมอย่างรวดเร็ว
ผู้คุมคนหนึ่งก้าวไปกระชากผมของกัวซื่อก่อนจะทุบตีนางยกใหญ่
กัวซื่อถูกทุบตีจนมึนงงไปหมดทำได้เพียงหมอบอยู่บนพื้น
“พวกเ้าเอะอะอันใดกัน?” ผู้คุมถาม
เว่ยหงเอ๋อร์น้ำตาคลอ พลางเอ่ยด้วยความน้อยอกน้อยใจ “ขนมปังที่ท่านให้เมื่อวานนายหญิงรังเกียจ ไม่ยอมกิน ข้าจึงเก็บไว้แล้วนำออกมากินตอนนี้ ทว่านายหญิงกลับทุบตีข้าบอกว่าข้ากินอยู่คนเดียวเ้าค่ะ”
หลายวันมานี้ผู้คุมถูกความไร้เหตุผลของกัวซื่อทำให้หงุดหงิดเมื่อได้ฟังเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่านางขัดหูขัดตา
ผู้คุมเดินไปเตะกัวซื่ออีกทีพลางเอ่ยตักเตือนนาง “หากให้บิดาเห็นเ้าทำตัวไม่สงบเสงี่ยมอีกอย่าโทษว่าบิดาไม่เกรงใจ!”
พูดจบก็ไม่รอให้กัวซื่อได้สติเขาหิ้วร่างนางขึ้นมาแล้วพานางกลับเข้าไปในขบวนแห่
รถแห่นักโทษค่อยๆเคลื่อนตัว คนที่ถูกโซ่ลากต้องเดินตามให้ทัน
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าหลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีประคองกัวซื่อคนละข้างส่วนคนอื่นๆ รวมถึงหลินเฉิงคุนล้วนไม่สนใจว่านางจะอยู่หรือตาย
เฮอะ จิตใจผู้คน...
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะคิกไม่สนใจคนพวกนั้นอีก
ตกเย็น ขบวนแห่ก็มาถึงประตูเมืองในที่สุดชาวบ้านที่มามุงดูก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ผู้คุมถูกเปลี่ยนเป็ชุดใหม่โซ่ตรวนของหลินเสวี่ยจู๋และคนอื่นๆ ถูกตรวจสอบอีกรอบ
เมื่อไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ ก็เท่ากับว่าเหล่านักโทษได้มอบตัวอย่างเป็ทางการแล้วขบวนแห่นักโทษจึงเปลี่ยนเป็ขบวนเนรเทศ
เมื่อเดินออกจากประตูเมืองหลินเสวี่ยจู๋ก็เห็นรถม้าลากสัมภาระประมาณสองสามคันจอดอยู่ค่อนข้างห่างออกไป
บริเวณรถม้า มีนักโทษกลุ่มหนึ่งยืนอยู่จำนวนคนมากกว่ากลุ่มของหลินเสวี่ยจู๋ถึงสามเท่า
คาดว่าคงเป็นักโทษที่ต้องเดินทางร่วมกัน
เดิมทีหลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้สนใจมากนักแต่เมื่อมองดูดีๆ ก็เห็นนักโทษสามคนในกลุ่มนั้นโบกไม้โบกมือมาทางตนเองด้วยสีหน้าตื่นเต้น
นางจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นมาพวกเขาคือผู้ใด? เหตุใดถึงได้ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจและเป็มิตรถึงเพียงนี้? หรือจะเป็คนต่างแคว้น?
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินหลินเฉิงจางเอ่ยด้วยความสงสัย “เหยียนต้า?”
เหวินซิ่วชิงเองก็เอ่ย “แม่นมหม่า? ชุ่ยเอ๋อร์?”
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะนึกได้ว่าทั้งสามคนนี้คือบ่าวรับใช้ในจวนสกุลหลิน
“พวกเ้ามาได้อย่างไร?” หลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงถามเป็เสียงเดียวกัน
เหยียนต้าเป็บุรุษอกสามศอกเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกเราติดสินบนผู้คุมเล็กน้อย จึงมาที่นี่ได้ขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋ประทับใจยิ่งนักบ่าวรับใช้พวกนี้ต่อให้ถูกขายออกไปก็แค่เปลี่ยนไปทำงานที่จวนอื่นเท่านั้น เรียกได้ว่าชีวิตมั่นคงกว่าการถูกเนรเทศอยู่มากโขทว่าพวกเขากลับยอมควักกระเป๋าเพื่อติดสินบนให้ตนเองรับโทษพร้อมกับสกุลหลิน
ในอดีตพวกเขาสามคนคงได้รับการช่วยเหลือมากมายจากบิดามารดาของนางถึงได้ยอมทำเื่พรรค์นี้!
หลินเฉิงจางเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันเขาถอนหายใจด้วยความเสียดาย “พวกเ้าเลอะเลือนแล้ว”
เหยียนต้าเกาศีรษะไม่รู้จะตอบอย่างไร
แม่นมหม่ารีบเอ่ย “นายท่านไม่ต้องพูดให้มากความหรอกเ้าค่ะครอบครัวของบ่าวรับใช้นายท่านกับฮูหยินจนชินแล้ว หากต้องเปลี่ยนไปทำงานที่จวนอื่นคงไม่มีความสุขเป็แน่มิสู้ติดตามนายท่านกับฮูหยินไปจะสบายใจกว่า”
แม่นมหม่าผู้นี้เป็สาวใช้ที่นายท่านหลินมอบให้มารดาของหลินเฉิงจางตอนที่นางถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกต่อมาแม่นมหม่าก็แต่งกับเหยียนต้าแล้วให้กำเนิดเหยียนชุ่ยเอ๋อร์ ซึ่งต่อมาก็เป็สาวใช้คนสนิทของเหวินซิ่วชิงอีกเรียกได้ว่าทั้งครอบครัวล้วนทำงานที่สกุลหลิน
หลินเฉิงจางรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนักเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ทำได้เพียงยอมรับการตัดสินใจของพวกเขา
ทางด้านสกุลลู่ก็ได้ ‘พบ’เด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มผู้นี้อายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปีใบหน้ารูปไข่ดูเยาว์วัย แต่แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
ลู่ซื่อเห็นเขาก็ใอย่างยิ่ง “ลู่โม่ซิวเอ๋อร์ให้เ้ากลับบ้านเดิมไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
ลู่โม่เอื้อมมือไปเกาท้ายทอยเขารู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อย ทว่ากลับเอ่ยออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าติดตามท่านอ๋องั้แ่แปดขวบตอนนี้ท่านอ๋องลำบาก ถึงอย่างนั้นกลับไม่้าทำให้ข้าเดือดร้อน แล้วข้าจะไม่สนใจท่านอ๋องได้อย่างไร? ข้าจึงเดินทางทั้งวันคืนเพื่อมามอบตัวที่เมืองหลวงขอรับ”
ขณะที่พูด เด็กหนุ่มก็มองหยวนซิวที่ยังคงสลบไสลอยู่บนรถแห่นักโทษเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำให้เขาปวดใจจนเบ้าตาแดงเรื่อ
“เด็กโง่!” ลู่ซื่อเช็ดน้ำตาที่หางตา “ช่างเถิดในเมื่อเ้ามีใจ ก็มาลำบากรับโทษไปกับพวกเราเสียเพียงแต่ตอนนี้ไม่มีท่านอ๋องอะไรนั่นแล้ว เ้าเรียกซิวเอ๋อร์ว่าญาติผู้พี่ก็ได้”
ลู่โม่ได้ฟังเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างแรง
หลินเสวี่ยจู๋มองฉากนี้พลางคลี่ยิ้มบางๆ
เด็กหนุ่มลู่โม่ ญาติผู้น้องตัวน้อยสายรองจากสกุลมารดาของหยวนซิวทั้งยังเป็ผู้สนับสนุนเดนตายของหยวนซิวได้ปรากฏตัวแล้ว
การถูกเนรเทศครั้งนี้เริ่มครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆ
.............................