ไป๋จงกลับมายังค่ายทหาร สิ่งแรกที่เขาทำคือตรวจดูแขนที่าเ็หนักที่สุด
าแไม่มีเืไหลและไม่รู้สึกเจ็บแล้ว ทั้งยังเริ่มตกสะเก็ดและสมานตัว ส่วนาแอื่น ๆ ที่เบากว่า ระดับการสมานตัวก็แตกต่างกันไปตามความรุนแรงของแผล โดยรวมแล้วร่างกายไม่มีปัญหาใด ๆ
"ผลของระบบฟื้นฟูร่างกาย 5% ถือว่าไม่เลวเลย!"
ไป๋จงหาเศษผ้ามาพันรอบแขนไว้ลวก ๆ โดยไม่ต้องทายาใด ๆ จากนั้นจึงเปิดแผงคุณสมบัติขึ้นมา
[โฮสต์ : ไป๋จง]
[ระดับ : 2]
[ความสำเร็จ : ปู้เกิง | นายกองหมวด]
[แต้มผลงาน : 123]
[ความสามารถพิเศษ : คลั่ง (ระดับกลาง) | คลั่งศึก (ระดับต้น 30%) | เกราะแสงจันทร์ (ระดับต้น)]
"ระบบ เพิ่มแต้มให้ 'คลั่ง' หนึ่งร้อยแต้ม"
ตอนนี้ไป๋จงคาดหวังเป็อย่างมากว่า หาก 'คลั่ง' เลื่อนเป็ระดับสูง จะมีความสามารถใหม่ ๆ สิ่งใดเพิ่มขึ้นมาบ้าง
[เพิ่มแต้มสำเร็จ ระดับ 'คลั่ง' ไม่เปลี่ยนแปลง ผลของระบบฟื้นฟูร่างกายเพิ่มขึ้นเป็ 25%]
"ครั้งนี้เลื่อนระดับไม่ได้หรือ?"
ไป๋จงมองดูการเปลี่ยนแปลงบนแผงคุณสมบัติ หลังคำว่าระดับกลางนั้นเป็ 100% แล้ว
ไม่นานเขาก็เข้าใจว่าการจะเลื่อนจากระดับกลางขึ้นไปนั้นต้องใช้แต้มมากกว่าหนึ่งร้อย แต่เนื่องจากระบบไม่มีแถบความคืบหน้า เขาจึงไม่รู้ว่าต้องเพิ่มแต้มไปถึงเมื่อไหร่จึงจะเลื่อนระดับครั้งต่อไปได้
"ที่เหลือทั้งหมด เพิ่มแต้มให้ ‘คลั่งศึก’!" ไป๋จงนึกในใจอีกครั้ง
[เพิ่มแต้มสำเร็จ ขอบเขตของเจตจำนงการต่อสู้เพิ่มขึ้น สามารถเสริมสร้างขวัญกำลังใจและพลังการต่อสู้ให้กับพลทหารทุกคนในรัศมีห้าเมตรรอบตัวโฮสต์]
"ห้าเมตร ขอบเขตกว้างขึ้นอีกแล้ว"
ไป๋จงพอใจกับสิ่งนี้มาก เพราะรัศมีห้าเมตรนี้มีตัวเขาเป็จุดศูนย์กลาง ทันทีที่เพิ่มแต้มเสร็จ จางหานและคนอื่น ๆ ก็กลับมาจากค่ายทหาราเ็ แม้จะมีเจตจำนงการต่อสู้คอยหนุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับาเ็เลย
"นายกองหมวด แผลของท่านไม่เป็ไรจริง ๆ หรือขอรับ?"
เถียนเจิ้นมองไปที่แขนของไป๋จงแล้วถามด้วยความกังวล
ไป๋จงส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ไม่มีปัญหาอะไร อีกสองวันก็หายแล้ว"
โหวเหวินซานกล่าวว่า "ั้แ่นี้เป็ต้นไป นายกองหมวดจะไม่ใช่นายกองหมวดอีกต่อไป แต่ควรเรียกว่านายกองร้อยไป๋"
ในฐานะทหารเก่า เขาค่อนข้างเข้าใจกฎการเลื่อนตำแหน่งในกองทัพ หลังจากศึกนี้ ไป๋จงจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นายกองร้อยเป็อย่างน้อย
เข้ากองทัพได้เพียงสามเดือนก็สามารถเลื่อนเป็นายกองร้อยได้ ต่อให้เป็หลี่ซิ่นที่โดดเด่นที่สุดก่อนหน้านี้ก็ยังเทียบไม่ได้
"อย่าพูดไปเรื่อย รอผลประกาศก่อนถึงจะรู้"
ในใจของไป๋จงมั่นใจอยู่แล้ว แต่ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็ทางการ เขาไม่สะดวกที่จะทำตัวโดดเด่นเกินไป พวกเขาทุกคนเข้าใจดี จึงได้แต่ยิ้มให้
เช้าวันรุ่งขึ้น
เหล่าทหารจำนวนมากมารวมตัวกันที่ลานฝึก เพื่อรอฟังการประกาศผลงานการรบ เมื่อประกาศถึงกองย่อย ข.8 จำนวนศัตรูที่ไป๋จงสังหารได้หนึ่งร้อยเก้าคน สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนอีกครั้ง
"ครั้งก่อนห้าสิบสอง ครั้งนี้ถึงกับหนึ่งร้อยเก้า!"
"เขานี่มันเก่งเกินไปแล้ว!"
"ข้าได้ยินมาว่าใต้บังคับบัญชาของนายกองหมวดไป๋จงมีสามสิบห้าคน ไม่มีใครเสียชีวิตเลย แถมเฉลี่ยแล้วแต่ละคนยังสังหารศัตรูได้อีกสองคนด้วย"
"เื่จริงหรือนี่?"
"จริงแน่นอน เื่นี้เลื่องลือไปทั่วกองทัพแล้ว ตอนนี้ใต้บังคับบัญชาของนายกองหมวดไป๋ยังไม่เต็มจำนวน หากข้าถูกย้ายไปที่นั่นได้ก็คงดี"
...
เหล่าทหารในลานฝึกต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ และสุดท้ายสายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่กลุ่มของไป๋จง
ต่อมาเมื่อตุลาการทหารประกาศผลงานของลูกน้องไป๋จง ปรากฏว่าไม่มีใครเสียชีวิตจริง ๆ และทุกคนล้วนสังหารศัตรูได้ สายตาที่มองมาจึงเปลี่ยนเป็ความอิจฉาอย่างรุนแรงในทันที
ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสงสัย เพราะพวกเขาเห็นกับตาว่าไป๋จงสังหารศัตรูอย่างไร อีกทั้งยังมีคนจำนวนมากที่ติดตามไป๋จง เพื่อหวังจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
ผลงานการสังหารศัตรูหนึ่งร้อยเก้าคนนั้นไม่มีปัญหาแน่นอน
"ข้าได้รับแจ้งว่าครั้งนี้เ้าสามารถเลื่อนขั้นเป็นายกองร้อยได้ แต่ในส่วนของบรรดาศักดิ์ เนื่องจากเ้าสังหารศัตรูมากเกินไป แม่ทัพใหญ่ไม่สามารถมอบรางวัลให้ได้ จึงให้ส่งผลงานการรบกลับไปให้ท่านอ๋อง เพื่อให้ท่านอ๋องเป็ผู้ประทานบรรดาศักดิ์ให้"
หวังหลีเดินเข้ามาในลานฝึกแล้วหัวเราะร่า "ยินดีด้วยนะ นายกองร้อยไป๋"
ไป๋จงพยักหน้าและยิ้มตอบ "ท่านเป็ผู้บังคับกองพันแล้วหรือขอรับ?"
"หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ใช่แล้ว"
หวังหลียิ้มอย่างพอใจ พลางตบไหล่ไป๋จงแล้วกล่าวว่า "ผลงานของข้า ครึ่งหนึ่งเป็ของเ้า"
หลี่ซิ่นที่อยู่ด้านข้างรู้สึกอิจฉาจนหน้ามุ่ย เขารู้สึกว่าทั้งสองคนตั้งใจโอ้อวดต่อหน้าเขา ผลงานในศึกนี้ของเขาไม่เพียงพอที่จะเลื่อนขั้น ยังคงเป็ผู้บังคับกองห้าร้อยเหมือนเดิม เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ เขาก็รู้สึกอิจฉาจนแทบจะกัดฟันหัก
เมื่อการประกาศสิ้นสุดลง จางหานและคนอื่น ๆ ต่างตื่นเต้นกันถ้วนหน้า
ไป๋จงเปิดแผงความสำเร็จขึ้นมาดู พบว่าคำว่า ‘นายกองร้อย’ สว่างขึ้นแล้ว แสดงว่าหวนอี่ได้ยืนยันตำแหน่งให้เขาแล้ว ส่วนบรรดาศักดิ์นั้นยังไม่มีการตอบสนอง
"รับรางวัล" ไป๋จงนึกในใจ
รางวัลครั้งนี้คือ ทักษะการขี่ม้าขั้นเชี่ยวชาญ
ในสมรภูมิสมัยโบราณ ทักษะการขี่ม้ามีความสำคัญมาก การต่อสู้บนหลังม้านั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
"ข้าขี่ม้าไม่เป็ สิ่งนี้มาได้จังหวะพอดีเลย"
ไป๋จงปิดแผงคุณสมบัติ แล้วพาลูกน้องทั้งสามสิบห้าคนกลับไป กองย่อย ข.8 มีทั้งหมดสองหมวด พื้นที่กระโจมมีขนาดใหญ่ สามารถรองรับคนได้สูงสุดหนึ่งร้อยยี่สิบคน
ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีพลทหารเสียชีวิต สองหมวดรวมกันมีหนึ่งร้อยคน ทหารทุกคนรวมถึงนายทหารต่างเบียดเสียดอยู่ในกระโจมเดียวกัน แม้แต่นายกองร้อยก็ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งก่อนหน้านี้หวังหลีก็เคยพักอยู่ที่นี่เช่นกัน
ทันทีที่กลับถึงค่าย ก็มีตุลาการทหารอีกคนมาหา เพื่อมอบตำแหน่งนายกองร้อยให้แก่ไป๋จง และโอนย้ายทุกคนในกองย่อย ข.8 ให้มาอยู่ใต้บังคับบัญชาของไป๋จง
หลังจากจบศึกนี้ มีคนเสียชีวิตไปไม่น้อย นายกองร้อยหลายคนจึงมีลูกน้องไม่เต็มจำนวน กองย่อย ข.8 ของไป๋จง เมื่อรวมตัวเขาเองแล้ว มีเพียงแปดสิบหกคน พลทหารที่เพิ่งถูกโอนย้ายมาต่างมีสีหน้ายินดี
การได้ติดตามนายกองร้อยไป๋สังหารศัตรู คือความปรารถนาสูงสุดของพลทหารจำนวนมากในกองทัพ
เวลาสามวันที่ประกาศผลงานผ่านไปในชั่วพริบตา
ในวันที่สี่ หวนอี่ออกคำสั่งให้ถอนค่ายทั้งหมด มุ่งหน้าบุกไปยังเมืองอี๋อันทางทิศเหนือ การโจมตีเมืองอี๋อัน ในที่สุดก็มาถึงเสียที
"หวังว่าประวัติศาสตร์่นี้ จะถูกเปลี่ยนแปลงเพราะการมาของข้า"
สิ่งที่ไป๋จงกังวลที่สุดใกล้เข้ามาทุกที แต่ในฐานะนายกองร้อย เขายังไม่มีความสามารถพอที่จะพลิกสถานการณ์การรบได้
ในกองทัพแสนคน นายกองร้อยมีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน
กองทัพเคลื่อนพลไปเกือบสองวัน จนกระทั่ง่พลบค่ำของวันที่สอง จึงมาถึงใต้กำแพงเมืองอี๋อัน ไป๋จงมองไปข้างหน้า เห็นหอคอยเมืองอี๋อันสูงใหญ่กว่าเมืองชื่อลี่ และเห็นร่องรอยการต่อเติมให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน เมืองนี้คงไม่สามารถตีได้โดยง่าย
หากเขาจำไม่ผิด ในศึกนี้ หลี่มู่ได้ใช้กลยุทธ์ที่เหลียนพัวเคยใช้ นั่นคือกลยุทธ์ตั้งค่ายรักษาเมือง โดยจะไม่ยอมออกมารบ แต่จะใช้การรบแบบยืดเยื้อเพื่อใช้ยุทธวิธีบั่นทอนกำลังขวัญและเสบียงของกองทัพฉิน
พลทหารบนหอคอยเมืองเมื่อเห็นกองทัพฉินมาถึง พลธนูต่างน้าวสายธนูจนตึง กลองศึกดังระรัว เตรียมพร้อมที่จะตอบโต้ทุกเมื่อ หวนอี่ไม่ได้สั่งบุกเมืองในทันที แต่สั่งให้ตั้งค่ายพักผ่อนและจัดวางระบบป้องกันต่าง ๆ ก่อน
——
หลี่มู่เดินทางจากด่านเยี่ยนเหมินกวนมาถึงเมืองอี๋อันแล้ว ขณะนี้เขายืนอยู่บนหอคอยเมืองมองลงไปเบื้องล่าง
"ในที่สุดกองทัพฉินก็มาจนได้ ทางด้านแม่ทัพซือหม่าซ่างเป็อย่างไรบ้าง?"
หลี่มู่หันไปถามทหารคนสนิทที่รีบเดินเข้ามาหา ทหารคนนั้นตอบพลางหอบหายใจ "แม่ทัพซือหม่าเพิ่งส่งข่าวมาว่าเตรียมการเกือบเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงท่านแม่ทัพสั่งการเท่านั้นขอรับ"
หลี่มู่มองไปยังค่ายใหญ่ของกองทัพฉินด้านนอก แล้วยิ้มบาง ๆ "ใกล้ถึงเวลาแล้ว รออีกไม่กี่วัน จะสามารถกวาดล้างกองทัพฉินแสนคนให้สิ้นซาก"
ทหารคนสนิทกล่าวต่อ "ข้าน้อยเพิ่งได้รับรายงานด่วน กองทัพฉินยังส่งกำลังออกจากเมืองฝานอู๋และแม่น้ำจางสุ่ย มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหานตัน สถานการณ์ไม่เป็ผลดีต่อเราเลยขอรับ"
"ข่าวเชื่อถือได้หรือไม่?"
"เชื่อถือได้ขอรับ ส่งมาจากเมืองฝานอู๋"
"กองทัพฉินแบ่งกำลังเป็สามทางเพื่อบุกแคว้นจ้าว ดูท่าศึกนี้ต้องรีบจบให้เร็วที่สุด ข้าถึงจะกลับไปช่วยได้ หวังว่ากำลังพลในค่ายต่าง ๆ รอบเมืองหานตันจะยื้อเวลาไว้ได้อีกสักพัก"
หลี่มู่กล่าวด้วยความกังวล สถานการณ์ของแคว้นจ้าวในตอนนี้ ย่ำแย่อย่างยิ่งจริง ๆ