ระหว่างกินข้าวหูฉางหมินก็คุยกับจ้าวหงเหมยถึงเื่ที่พรุ่งนี้จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูก
จ้าวหงเหมยก็พูดว่า"หัวไชเท้ากับผักกาดขาวก็ปลูกให้พอๆ กับปีที่แล้วก็แล้วกันถ้าคุณทำไม่ไหวก็ให้ถิงถิงไปช่วย"
่ก่อนและหลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเหมาะแก่การปลูกผักกาดขาวและหัวไชเท้า
นี่ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงมาหลายวันแล้วถึงจะเตรียมปลูกผักเห็นได้ชัดว่าสายไปหน่อย
พอหลันเยวี่ยได้ยินว่าที่บ้านจะเตรียมปลูกหัวไชเท้ากับผักกาดขาวเธอก็รีบพูดขึ้น "ปีนี้บ้านเราปลูกผักกาดขาวกับหัวไชเท้าเยอะๆหน่อยสิคะ ถึงตอนนั้นเราจะได้เข็นรถไปขายในเมืองกัน"
"มันจะดีเหรอ?" จ้าวหงเหมยถามอย่างไม่มั่นใจ
หลันเยวี่ยตอบ"ดีสิคะ ก็เพราะคนในเมืองไม่ได้ปลูกผักเพื่อที่จะได้ไม่ขาดผักใน่ฤดูหนาว พวกเขาจึงกักตุนผักไว้บ้างเพราะพออากาศเย็นขึ้น ราคาผักในตลาดก็จะพุ่งสูงขึ้นถ้าเกิดหิมะตกหลายวันจนตลาดผักปิด ไม่ได้เตรียมผักไว้ก่อนก็อาจจะไม่มีผักกินได้เลยนะคะ"
หลันเยวี่ยบอกให้พ่อแม่รู้ถึงความ้าผักของคนในเมืองก่อนแล้วค่อยอธิบายเพิ่มเติมว่าทำไมเธอถึงแนะนำให้ที่บ้านปลูกผักเยอะๆ
"ถ้าผักกาดขาวกับหัวไชเท้าโตแล้ว เราเข็นไปขายในเมืองขายราคาถูกกว่าในตลาดสักหน่อย หนูรับรองว่ารถเข็นผักคันเล็กๆแป๊บเดียวก็ขายหมดเกลี้ยงแล้วค่ะสองปีมานี้หนูเห็นหลายคนเข็นรถไปขายผักผลไม้ที่ปลูกเองในเมืองขายดีกันทั้งนั้นเลยค่ะ"
หลันเยวี่ยเคยอยู่ในเมืองมาก่อนหูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยจึงเชื่อคำพูดของเธอสนิทใจ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งหูฉางหมินก็เอ่ยปาก "ถ้าอย่างนั้นเราก็ปลูกผักกาดขาวกับหัวไชเท้าเยอะๆหน่อย ถึงตอนนั้นก็จะได้เอาไปขายในเมือง"
เมื่อข้อเสนอของตนถูกยอมรับหลันเยวี่ยดีใจมาก "ถึงตอนนั้นหนูจะไปขายผักในเมืองกับพ่อค่ะ"
"หนูไปด้วย หนูไปด้วย หนูไม่ค่อยได้เข้าเมืองเลย" ถิงถิงพูดอย่างกระตือรือร้น
หลันเยวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า"ถึงเธอไม่ไปฉันก็จะลากเธอไปด้วยอยู่ดี"
ถิงถิงยิ้มแหะๆแล้วก็กินข้าวต่อ
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จหลันเยวี่ยกับถิงถิงก็ช่วยกันเก็บโต๊ะ และล้างถ้วยชาม
"ถิงถิง พี่สอนเธออ่านหนังสือดีไหม?" หลันเยวี่ยรู้สึกว่าถิงถิงฉลาดมากน่าเสียดายที่ไม่รู้หนังสือ
ค่ำคืนยังอีกยาวไกลหลันเยวี่ยคิดว่าสามารถใช้เวลาสอนถิงถิงอ่านหนังสือได้
จริงๆแล้วหลันเยวี่ยยังอยากใช้่เวลานี้เพื่อทบทวนบทเรียนสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งในปีหน้า
แต่เธอจะไม่พูดถึงเื่ที่ตนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อตอนนี้เพราะเธอไม่อยากให้พ่อแม่รู้สึกกดดัน
รอให้ฐานะทางบ้านคล่องตัวขึ้นกว่านี้ก่อนแล้วค่อยบอกพ่อแม่เื่แผนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งตอนนั้นพวกเขาก็จะยอมรับได้ง่ายกว่า
ชาติที่แล้วหลันเยวี่ยงอนพ่อแม่แท้ๆที่ไม่เห็นด้วยกับการที่เธอจะทบทวนบทเรียนต่อเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้าเธอจึงโกรธแล้วกลับไปอยู่กับพ่อแม่อุปถัมภ์
เธอคิดว่าพ่อแม่อุปถัมภ์จะสนับสนุนเธอที่ไหนได้กลับกลายเป็ว่าตนเองนั้นไร้เดียงสาเกินไป
หลังจากได้ประสบกับการเวียนว่ายตายเกิดหลันเยวี่ยถึงได้เข้าใจว่าที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับการที่เธอจะเรียนต่อไม่ใช่ว่าไม่รักเธอ เพียงแต่เพราะสุดกำลังแล้วจริงๆ
ชาติที่แล้วยายาถูกแม่เฒ่าหูอุ้มไปให้คนอื่น ถึงจะดูเหมือนว่าเป็เพราะหูฉางหมินไร้ความสามารถแต่พูดกันตามตรงก็ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินหรอกหรือ
ถ้าจะเลี้ยงเด็กไว้ก็ต้องจ่ายค่าปรับ
ที่บ้านก็ไม่ได้มีฐานะอะไรอยู่แล้วถ้าจ่ายค่าปรับไป ชีวิตก็จะยิ่งลำบากกว่าเดิม
ดังนั้นการไม่มีเงินจึงทำให้เื่ที่เธอ้าไม่าจะเกิดขึ้นได้
พอได้ยินว่าพี่สาวจะสอนอ่านหนังสือถิงถิงก็ดีใจมาก "ดีค่ะ ดีค่ะหนูมันทึ่ม พี่อย่ารังเกียจหนูเลยนะคะ"
หลันเยวี่ยลูบหัวถิงถิงอย่างเอ็นดู"ถิงถิงของพวกเราไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ใครว่าเธอทึ่มกัน?"
"ตอนพี่เชี่ยนเชี่ยนอยู่บ้าน พี่เขาชอบว่าหนูทึ่ม" ถิงถิงพึมพำเสียงเบา
พอพูดจบถิงถิงก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม "พี่คะหนูพูดถึงพี่เชี่ยนเชี่ยน พี่จะไม่โกรธใช่ไหมคะ?"
"แน่นอนว่าไม่โกรธหรอกไม่ว่าจะยังไงเธอคนนั้นก็เป็พี่สาวของถิงถิงมาตั้งสิบแปดปีเลยนะ ถิงถิงเธอกับพ่อแม่คิดถึงผู้หญิงคนนั้น พี่เข้าใจ" หลันเยวี่ยก็มีชีวิตยืนยาวขึ้นหนึ่งชาติถึงจะมองเห็นธาตุแท้ของพ่อแม่อุปถัมภ์ดังนั้นเธอจึงไม่ถือสาพ่อแม่และถิงถิงที่ยังคิดถึงเฉินเชี่ยนเชี่ยนอยู่
เพียงแต่เฉินเชี่ยนเชี่ยนทำร้ายเธอไว้มากในชาติที่แล้วเธอไม่สามารถปล่อยวางความแค้นลงเพียงเพราะได้เกิดใหม่พวกเธอสองคนจะต้องเผชิญหน้ากันในสักวันหนึ่งหวังว่าตอนที่คนในสกุลหูรู้ถึงนิสัยของเฉินเชี่ยนเชี่ยนแล้วจะไม่เสียใจมากเกินไปนะ
พอเห็นว่าหลันเยวี่ยไม่โกรธจริงๆที่เธอพูดถึงเชี่ยนเชี่ยน ความกังวลในใจก็ลดลง "พี่คะพี่ก็คงคิดถึงพ่อแม่อุปถัมภ์ของพี่มากเหมือนกันใช่ไหมคะ?"
พอได้ยินคำถามนี้หลันเยวี่ยก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อยพูดออกมา "คิดถึงสิยังไงก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งสิบแปดปี"
การอยู่ร่วมกันสิบแปดปีสำหรับหูหลันเยวี่ยในวัยสิบแปดปีตอนนั้นคงเป็เื่ยากที่จะลืมเลือนแต่สำหรับหูหลันเยวี่ยที่กลับมาจากวัยยี่สิบสองปี่เวลสิบแปดปีที่ผ่านมานี้ถือว่าเป็เื่น่าขันอย่างยิ่ง
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินเชี่ยนเชี่ยนบอกเธอในตอนท้ายว่าเื่ตลกที่พวกเธอถูกสับเปลี่ยนตัวกันเป็เื่ที่พ่อแม่อุปถัมภ์วางแผนไว้ั้แ่ต้นบางทีตอนใกล้ตายเธอก็คงจะสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่อุปถัมภ์ไปแล้ว
การได้เกิดใหม่ทำให้เธอพูดว่าแค้นเฉินเชี่ยนเชี่ยนได้อย่างเต็มปากแต่กับพ่อแม่อุปถัมภ์เธอเพียงแค่อยากจะทำตัวไม่คิดถึงและไม่คิดแค้น
สองพี่น้องคุยเล่นกันอีกสองสามคำหลันเยวี่ยก็เริ่มสอนถิงถิงอ่านหนังสือ
ถิงถิงไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนตอนนี้เธอแค่เขียนชื่อตัวเองเป็เท่านั้น การบวกลบเลขไม่เกิน 20ก็พอจะทำได้ แต่บางครั้งก็ต้องใช้นิ้วช่วยนับเพิ่ม
หลันเยวี่ยสอนให้ถิงถิงจำตัวอักษรที่มีขีดน้อยๆก่อน ไม่ใช่แค่เพื่อให้จำได้เท่านั้น แต่ยังสอนให้เธอเขียนด้วยมือตนเองด้วย
หลันเยวี่ยสอนอย่างตั้งใจถิงถิงก็เรียนอย่างตั้งใจมากเช่นกัน
ในชั่วข้ามคืนถิงถิงก็เรียนรู้ตัวอักษรจีนได้หลายตัว เขียนเส้นได้ตรงและเป็ระเบียบเรียบร้อย
พริบตาเดียวก็เช้าวันใหม่หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ หลันเยวี่ยก็ขึ้นเขาไปหาของป่ากับถิงถิงต่อ
วันนี้เป็วันตลาดนัดของหมู่บ้านพอดีหูฉางหมินจึงไปตลาดนัดเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและหัวไชเท้า
ตอนที่เขาจะออกจากบ้านจ้าวหงเหมยก็กำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อย่าลืมซื้อปาท่องโก๋กับขนมเถาซู[1] กลับมาด้วยนะ พวกเราลำบากหน่อยไม่เป็ไรแต่อย่าให้เยวี่ยเยวี่ยต้องลำบาก"
หูฉางหมินรีบตอบรับแล้วเตรียมตัวออกจากบ้านไป
หูฉางหมินเพิ่งจะออกจากบ้านได้ไม่ทันไรสะใภ้สามก็มาอีกแล้ว
"พี่สะใภ้ เื่ที่ฉันพูดกับพี่เมื่อวาน พี่ได้บอกกับพี่เขยหรือยังคะ?"สะใภ้สามลากเก้าอี้มานั่งเองโดยไม่รอให้ใครเชิญ
"เมื่อวานเธอคุยอะไรกับฉันด้วยเหรอ?" จ้าวหงเหมยถามอย่างเฉยเมย
สะใภ้สามไม่ได้สังเกตเลยว่าจ้าวหงเหมยไม่ชอบขี้หน้าเธอ"ก็เื่จับคู่หลันเยวี่ยให้หลานชายของทางบ้านฉันน่ะค่ะหรือไม่ก็วันหลังฉันจะพาหลานชายมาให้พี่สะใภ้กับพี่เขยดูตัวฉันรับรองว่าพอพี่เห็นหน้าเขา พี่จะต้องถูกใจแน่นอนค่ะ"
จ้าวหงเหมยอยากจะตบปากอีกฝ่ายสักที"สะใภ้สามพี่เขยเธอกับฉันคิดเหมือนกันคือต่อให้ลูกสาวจะขึ้นคานอยู่ที่บ้านพวกเราก็จะไม่ยกให้ใครเด็ดขาดลูกสาวฉันไม่ว่าจะแย่แค่ไหน พวกเราก็จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเธอแบบนี้"
จ้าวหงเหมยโกรธจริงจังเธอคิดว่าเมื่อวานตนพูดไปชัดเจนแล้ว ที่ไหนได้สะใภ้สามกลับไม่รู้จักบุญคุณ
จ้าวหงเหมยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงจักรเย็บผ้าที่สะใภ้สามใช้อยู่ในตอนนี้ซึ่งเป็จักรเย็บผ้าที่เธอและสามีหยิบยืมเงินจากทุกที่เพื่อมาช่วยซื้อ
ตัวเองแต่งงานมาหลายปีแล้วยังไม่มีโอกาสได้ใช้จักรเย็บผ้าเลยเพื่อช่วยสะใภ้สามซื้อจักรเย็บผ้า สองสามีภรรยาไม่เพียงแต่เป็หนี้เท่านั้นยังทำให้ถิงถิงพลาดโอกาสในการเรียนหนังสือไปด้วย
ยิ่งคิดถึงเื่พวกนี้จ้าวหงเหมยก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ พอรู้สึกน้อยใจแล้วก็กลายเป็ความโกรธ
จ้าวหงเหมยมองสะใภ้สามด้วยสายตาเ็า
พอเห็นว่าจ้าวหงเหมยโกรธมากสะใภ้สามไม่เพียงแต่จะไม่สำรวม กลับโกรธตามไปด้วย
"พี่สะใภ้ คำพูดของพี่หมายความว่ายังไงคะ? ฉันหวังดีช่วยแนะนำคู่ให้ลูกสาวพี่ทำไมกลายเป็ว่าฉันดูถูกลูกสาวพี่ไปได้ล่ะคะ? พี่ทำแบบนี้ก็ไม่ถูกต่อไปใครจะกล้าแนะนำคู่แต่งงานให้ลูกสาวบ้านพี่อีก?"
จ้าวหงเหมยเป็คนที่ไม่ค่อยจะทะเลาะกับใครตอนที่กำลังคิดว่าต้องโต้ตอบสะใภ้สามอย่างไรถึงจะดีก็มีเสียงของหูฉางหมินแว่วมาจากข้างนอก
"น้องสะใภ้สาม ถ้าเธอใจดี อยากเป็แม่สื่อมากในหมู่บ้านเรายังมีชายหญิงที่ยังไม่มีคู่ครองอีกเยอะแยะทำไมเธอถึงต้องมาเป็แม่สื่อให้หลันเยวี่ยบ้านฉันด้วยล่ะ? ฉันกับภรรยารักกันแบบไม่มีข้อจำกัดดังนั้นฉันจึงหวังว่าลูกๆ ของฉันก็จะรักกันโดยไม่มีข้อจำกัดเหมือนกัน"
หูฉางหมินเดินมาได้ครึ่งทางแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบรองเท้าหนังเก่าๆที่จะเอาไปซ่อมที่ตลาดนัด เขาจึงวกกลับมาเอาตอนนั้นเองก็ได้ยินบทสนทนาของน้องสะใภ้กับภรรยาเข้าพอดี
ถึงแม้ว่าสะใภ้สามจะเป็คนใจกว้างมากแค่ไหนเธอก็ไม่อยากทะเลาะกับพี่ชายสามี
ดังนั้นพอหูฉางหมินวนกลับมาสะใภ้สามก็ได้แต่หน้าแดงจากนั้นก็ขอตัวกลับไป
เชิงอรรถ
[1]ขนมเถาซู (桃酥) ขนมอบกรอบของจีนรูปร่างเหมือนคุกกี้ อร่อย เก็บไว้ได้นาน สะดวกพกพาและชูรสชาติให้กับการกินแกล้มน้ำชา