"อ๊า!" อริสราร้องลั่นด้วยความเ็ป เสื้อแจ็กเกตของราตรีขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยเล็บสี่รอยที่กรีดลึกลงไปบนแผ่นหลังของเธอ
ราตรีหันขวับมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง เธอปล่อยมือจากแฮนด์ข้างหนึ่งแล้วใช้มีดสั้นเล่มเดิมตวัดตัดคอของกูลตัวนั้นจนขาดกระเด็นไปในความมืด ก่อนจะกลับมาควบคุมรถต่อได้ในเสี้ยววินาที
"เธอถูกกัดหรือข่วนรึเปล่า!?" ราตรีะโถาม
"แค่โดนข่วนค่ะ!" อริสราตอบทั้งที่ยังเจ็บไม่หาย
"ดี! ถ้าโดนกัดล่ะก็เื่ยาวแน่!"
พวกเขามาถึงบริเวณหน้าสถานีรถไฟร้างในที่สุด ราตรีจอดรถอย่างแรงและะโลงมาทันที "เราไม่มีเวลาแล้ว! เข้าไปข้างใน!"
ทั้งสองวิ่งเข้าไปในตัวอาคารที่ผุพัง ฝูงกูลที่เหลือวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ
ภายในสถานีนั้นมืดและเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหลังคาที่พังลงมาเผยให้เห็นรางรถไฟเก่าที่เต็มไปด้วยวัชพืช ที่ใจกลางของชานชาลา... อากาศบริเวณนั้นบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด... นั่นคือ "ประตู"
"ฉันจะถ่วงเวลาไว้ให้!" ราตรีะโพลางหันกลับไปเผชิญหน้ากับฝูงกูลที่กำลังกรูกันเข้ามา "เธอไปที่ประตู! ฉัน้าพลังของเธอเพื่อเปิดมัน!"
อริสราวิ่งไปที่ใจกลางชานชาลาตามที่ราตรีบอก เธอััได้ถึงพลังงานที่ผิดปกติของสถานที่แห่งนี้ มันทั้งน่าดึงดูดและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
"ฉันต้องทำยังไง!?"
"มันต้องใช้ 'กุญแจ' และ 'พลังงาน'!" เสียงราตรีดังขึ้นในหัว "ฉันมีกุญแจ! แต่พลังงานต้องมาจากเธอ! ไม่ใช่ความโกรธ... ไม่ใช่ความหยิ่งทะนง... สองอย่างนั้นมันรุนแรงและไม่เสถียรเกินไป! ฉัน้า 'ฉันทะ'! ความปรารถนาอย่างแรงกล้า! จงรวบรวมความ้าที่จะมีชีวิตรอด... ความ้าที่จะหนีไปให้พ้นจากนรกนี่... แล้วส่งมันเข้าไปในรอยแยกนั่น!"
อริสราหลับตาลง พยายามทำตามที่ราตรีบอก... ในขณะที่เสียงการต่อสู้และเสียงกรีดร้องของฝูงกูลก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ...
อริสรารวบรวมสมาธิทั้งหมด เธอผลักความกลัวออกไป... ผลักความเ็ปที่แผ่นหลังออกไป... เหลือไว้เพียงความรู้สึกเดียวที่ชัดเจนที่สุด...
ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด
เธอ้าที่จะเห็นวันพรุ่งนี้... เธอ้าที่จะเข้าใจโลกใบนี้... เธอ้าที่จะเป็อิสระ!
ตราอสรพิษบนแขนของเธอเรืองแสงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่สีแดงเข้มแห่งความโกรธ แต่เป็ แสงสีม่วงอมน้ำเงิน ที่ลึกลับและทรงพลัง พลังงานสายหนึ่งไหลออกจากร่างของเธอ... ไม่ใช่การะเิที่รุนแรง แต่เป็การไหลอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวล... เข้าไปยังรอยแยกในอากาศ
รอยแยกนั้นเริ่มสั่นไหวและขยายตัวออกอย่างช้าๆ... กลายเป็ประตูวงกลมที่มองเห็นภาพบิดเบี้ยวของสถานที่อื่นอยู่อีกฟากหนึ่ง
"เร็วเข้าอีก!" เสียงราตรีะโมา เธอเริ่มถูกฝูงกูลต้อนจนมุมแล้ว
ทันใดนั้น แสงสีทองจ้าก็สาดส่องลงมาจากเพดานที่พังทลายของสถานี... พวก "พราน" ตามมาทันแล้ว!
ร่างในชุดสูทสองร่างร่อนลงมายืนอยู่บนชานชาลาฝั่งตรงข้ามอย่างนุ่มนวล หอกแสงปรากฏขึ้นในมือของพวกเขาทันที
ราตรีสบถออกมาอย่างหมดหวัง เธอติดอยู่ระหว่างฝูงกูลกับทูต์...
ภาพที่ราตรีกำลังจะถูกโจมตีจากทั้งสองด้านทำให้ "ฉันทะ" ในใจของอริสราพุ่งขึ้นถึงขีดสุด... ความปรารถนาที่จะหนี... แปรเปลี่ยนเป็ความปรารถนาที่จะ ปกป้อง คนเดียวที่อยู่ข้างเธอ!
"ไปให้พ้นนนนน!!!"
เธอแผดเสียงร้อง พลังสีม่วงทั้งหมดในตัวเธอถูกรีดออกมาจนหมดสิ้นและพุ่งเข้าไปในประตูในคราวเดียว!
ประตูมิติที่กำลังเปิดออกอย่างเชื่องช้า... บัดนี้กลับะเิออกเป็วงกว้าง! แรงผลักดันมหาศาลซัดทุกสิ่งทุกอย่างให้กระเด็นไปคนละทิศละทาง ทั้งฝูงกูลและร่างของทูต์!
ราตรีฉวยโอกาสนั้นพุ่งมาคว้าแขนของอริสรา "ไปเดี๋ยวนี้!"
ทั้งสองกระโจนเข้าไปในประตูมิติที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง... ก่อนที่มันจะหดตัวลงและหายวับไป ทิ้งไว้เพียงสถานีรถไฟร้างที่ว่างเปล่าและเงียบสงัด...
อริสรารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะฉีกเป็ชิ้นๆ การเดินทางผ่านมิติทำให้เธอคลื่นไส้และสับสน แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดลง...
เธอและราตรีล้มลงไปบนพื้น... ที่ไม่ใช่พื้นคอนกรีตอีกต่อไป
เมื่อเธอลืมตาขึ้น... เธอก็พูดอะไรไม่ออก
พวกเธออยู่บนผืนดินที่ลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าของอวกาศที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาวและเนบิวลาหลากสีสัน รอบๆ ตัวคือซากปรักหักพังของวิหารและปราสาทโบราณขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินสีดำสนิท... บางส่วนยังคงมีแสงประหลาดเรืองรองอยู่
อากาศที่นี่... ไม่มีความรู้สึก... ไม่มีความร้อน... ไม่มีความหนาว... มีเพียงพลังงานที่นิ่งสงบและเก่าแก่จนน่าใจหาย
ราตรีค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า
"ที่นี่... คือที่ไหน?" อริสราถามเสียงสั่น
ราตรีมองไปรอบๆ ซากปรักหักพังที่ยิ่งใหญ่และน่าเศร้านั้น... ก่อนจะหันมายิ้มให้อริสรา
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ในแบบของมันน่ะนะ... ทายาทอสูร"