ตอนที่ 4 อดีตสามี (2)
ซย่าเสี่ยวฉานขุดมันเทศป่าที่ทั้งยาวและใหญ่ออกมาสองหัวในทันที เก็บใบต้นซัง[1]แห้งที่ช่องเขามากำหนึ่งและเริ่มใช้ตะบันไฟ[2]ก่อไฟ
ใช้เวลาราวหนึ่งก้านธูป[3] มันเทศสองหัวก็สุก
ซย่าเสี่ยวฉานปอกเปลือกมันเทศ แล้วมันเทศก็เผยเนื้อสีขาวราวหิมะออกมา นางกัดไปหนึ่งคำ มันทั้งนุ่มและเป็แป้ง รสชาติค่อนข้างดี
นอกจากนี้มันเทศยังมีสรรพคุณทางยา สามารถบำรุงไตได้ สำหรับซย่าเสี่ยวฉานที่ไม่ได้รับสารอาหารดีๆ มาเป็เวลานาน นับว่าเป็อาหารที่ดีมาก
หลังจากซย่าเสี่ยวฉานกินอิ่มแล้ว นางก็แบกหญ้าจูลงเขาไป
เมื่อซย่าเสี่ยวฉานกลับถึงบ้านตระกูลซย่าก็เป็ไปตามคาด คนตระกูลซย่ากินข้าวเที่ยงกันไปแล้ว
พอเห็นซย่าเสี่ยวฉานกลับมา สะใภ้ใหญ่เฉินซื่อก็แสร้งยิ้มและเอ่ยว่า “อ้าว เสี่ยวฉานของเราเก่งจริงเชียว เช้านี้ตัดหญ้าจูมาได้เท่านี้น่ะหรือ บ่ายคล้อยเข้าไปแล้ว คนทำงานในหมู่บ้านออกไปกันหมดแล้ว เฮอะ เ้าเพิ่งจะกลับมา คงไม่ได้อู้งานเพราะไม่อยากออกไปทำงานตอนบ่ายหรอกใช่หรือไม่”
ซย่าเสี่ยวฉานหลุบตาลง ไม่พูดไม่จา เพียงเดินตรงเข้าไปในโถง แล้ววางหญ้าจูไว้ด้านหนึ่ง
ตอนที่ฝางซื่อได้ยินคำพูดของเฉินซื่อ สีหน้าก็ดูมืดครึ้ม ทว่าเมื่อเห็นหญ้าจูที่ซย่าเสี่ยวฉานมัดมาจนล้นพูน สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาบ้าง
ชาวบ้านแถวนี้ต่างก็ไปตัดหญ้าจูที่ทุ่งมาให้อาหารหมูกันทั้งนั้น เวลานี้ พื้นที่บริเวณใกล้ๆ ถูกขุดไปหมดแล้ว หญ้าจูจึงเหลือไม่มากนัก ซย่าเสี่ยวฉานตัดหญ้าจูมาได้เยอะถึงเพียงนี้ แสดงว่าไม่ได้แอบอู้งาน
แม้ฝางซื่อจะคิดเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะปล่อยซย่าเสี่ยวฉานไป ฝางซื่อนึกถึงข้าวในถังที่น้อยลงทุกวัน นางพลันเอ่ยขึ้นอย่างโมโหร้าย “นางตัวี้เีไร้ประโยชน์ ในเมื่อกลับมาช้าขนาดนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวแล้ว รีบออกไปทำงานทำการได้แล้ว!”
แม้ซย่าเสี่ยวฉานจะรู้นิสัยของฝางซื่อดี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝางซื่อที่เป็เช่นนี้อีกครั้งก็อดปวดใจไม่ได้ แม้ในใจจะบอบช้ำเกินทนไหว แต่นางก็ฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้ เทหญ้าจูออกมาโดยไม่ส่งเสียง แล้วยกตะกร้าสะพายหลังขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเห็นว่าซย่าเสี่ยวฉานไม่ต่อปากต่อคำอย่างหาได้ยาก ฝางซื่อก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ใจของนางถึงกระตุกวูบ มีความหวาดหวั่นบางอย่างแผ่ขยายอยู่ในอก
ทว่าผ่านไปครู่หนึ่ง ใบหน้านางก็ถมึงทึงขึ้นมา แล้วด่าว่า “ทำไม ก้มหน้าให้ใครดูมิทราบ ข้าคลอดเ้าเลี้ยงเ้า เ้าตอบแทนแม่เ้าเช่นนี้หรือ นางตัวดี พูดมาสิ เ้าด่าสาปแช่งข้าอยู่ในใจใช่หรือไม่ พูดสิ พูด!”
ซย่าเสี่ยวฉานเงยหน้าอย่างเชื่องช้า มองฝางซื่อนิ่งๆ แล้วตอบว่า “เปล่าเ้าค่ะ”
ขณะที่พูดก็สะพายตะกร้าขึ้น หันกายหมายจะออกไป
ฝางซื่อไม่สบอารมณ์ยิ่งกว่าเดิมและกำลังจะเอ่ยปาก เฉินซื่อที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้น “เสี่ยวฉาน เ้าคงไม่ได้ด่าท่านแม่ลับหลังจริงๆ ใช่หรือไม่ ใช่ว่าท่านแม่จงใจไม่ให้เ้ากินข้าวเสียหน่อย เ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
ความหมายของคำพูดเฉินซื่อ ดูราวกับเห็นด้วยตาว่าซย่าเสี่ยวฉานสาปแช่งฝางซื่อจริงๆ ยิ่งทำให้ฝางซื่อเกิดโทสะมากขึ้น
ฝางซื่อหยิบเคียวเกี่ยวข้าวข้างๆ ขึ้นมา แล้วโยนไปทางซย่าเสี่ยวฉาน นางใตัวสั่นวาบ และหยิบเอาเคียวนั้นหลบออกไป
ซย่าเสี่ยวฉานอ้าปาก เดิมทีอยากพูดอะไรสักหน่อย แต่ไม่แล้ว สุดท้ายนางก็เพียงฝืนยิ้มเย็น และหมุนกายสะพายตะกร้าออกไป
พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ ฉะนั้นไม่พูดเสียยังดีกว่า
เพราะฝางซื่อมีนิสัยเช่นนั้น เห็นนางเป็ทาสรับใช้มาแต่ไหนแต่ไร หากซย่าเสี่ยวฉานพูดถูก นางก็จะพาลโกรธเอาเสียดื้อๆ และเข้ามาทุบตีตน แต่ถ้าหากซย่าเสี่ยวฉานพูดผิด นั่นก็เป็เื่ที่ถูกต้อง ยิ่งต้องตีให้หนักกว่าเดิม
ซย่าเสี่ยวฉานเพียงเดินไปยังทุ่งอย่างเงียบๆ
เชิงอรรถ
^ ใบต้นซัง คือ ใบมัลเบอร์รี^ ตะบันไฟ หรือพับไฟ เป็นสิ่งที่เอาไว้ใช้จุดไฟในจีนสมัยโบราณ^ หนึ่งก้านธูป เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงโดยประมาณ