หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ประมาณสามชั่วยาม ในขณะที่รั่วซีกำลังฝึกฝนอยู่ กลุ่มคนมากกว่าสิบคนกำลังเร่งเดินทางอย่างไม่ยอมหยุดพักผ่อน ทุกคนต่างขี่ม้าห้อตะบึงมาตลอดทางเพื่อปกป้องชายหนุ่มเ้าของหน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุอานามราวๆ ยี่สิบปี ทิศทางที่คนกลุ่มนี้กำลังเร่งเดินทางไปก็คือแคว้นถัง อันเป็แคว้นที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหกแคว้น
คนกลุ่มนี้ก็คือเหล่าทหารจากแคว้นหยวน แคว้นใต้อาณัติของแคว้นถังนั่นเอง โดยชายหนุ่มที่ขี่ม้าอยู่ตรงกลางก็คือ ‘องค์ชายหยวนอิง’ ส่วนชายที่กำลังขี่ม้าประชิดข้างกายไม่ห่าง ก็คือญาติผู้พี่ขององค์ชายหยวนอิง หรือ ‘ลู่อู๋ซู’ ผู้มีใบหน้าที่จัดได้ว่าหล่อคมเข้ม ถึงแม้ผิวจะกร้านแดดไปหน่อย เนื่องจากกรำศึกอยู่ในสนามรบมาช้านาน หากก็ไม่ทำให้เขาดูดีน้อยลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับส่งเสริมให้เขาดูองอาจ สง่าผ่าเผย ยิ่งประกอบกับดวงตาประดุจนักล่าที่พร้อมจะตะปบเหยื่อได้ทุกเวลาคู่นั้นด้วยแล้ว ยิ่งขับให้เขาดูเด่นสง่าสมกับเป็ชายชาตินักรบ
ตามปกติลู่อู๋ซูจะคอยอยู่เคียงข้างผู้เป็ตาขององค์ชายหยวนอิงแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็ในสนามรบ หรือในจวนตระกูลลู่ก็ตาม จึงสามารถเรียกได้ว่าไม่เคยห่างกาย เขาเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็มาจากอีกฝ่าย และสืบทอดมันมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักนิด ทั้งบุคลิก การวางตัว และการวางแผนกลศึกการรบ
ลู่อู๋ซูรักและเคารพผู้เป็ตาขององค์ชายหยวนอิงเสมือนดั่งพ่อบังเกิดเกล้าก็ไม่ปาน เพราะใน่เวลาที่พ่อแม่ของเขาถูกสังหาร แม่ทัพลู่ถิงก็ได้ควบม้าเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันทีทันควัน หากแต่มาถึงช้าไปหนึ่งก้าว พ่อแม่ถูกฆ่าตายเสียก่อน จึงช่วยออกมาได้แค่ตัวเขาคนเดียว ซึ่งในเวลานั้นเขาก็เพิ่งจะอายุได้เพียงหกขวบเท่านั้นเอง
นับั้แ่บัดนั้น ลู่อู๋ซูก็เติบโตขึ้นมาด้วยความดูแลของแม่ทัพลู่ ถึงแม้ในยามนี้ภายในใจของเขาจะหลั่งเื ที่ต้องทิ้งบุคคลที่เขารักเสมือนบิดาไว้เื้ั แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้เลย
“พี่ลู่ ยังอีกไกลหรือไม่” องค์ชายหยวนอิงเอ่ยถาม
“ผ่านแนวป่าด้านหน้าไปก็จะเข้าเขตแคว้นถังแล้ว”
“หากสามารถเข้าสู่เขตแคว้นถังได้ อย่างน้อยเราก็จะสามารถหนีพ้นเงื้อมมือกลุ่มทหารองครักษ์ของคนผู้นั้นที่ไล่ตามมาได้”
“ทุกคนรีบเข้า อีกไม่ไกลแล้ว อย่ามัวชักช้า” ลู่อู๋ซูะโสั่ง
เหล่าทหารกล้าที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดมาจากแม่ทัพลู่ถิง ซึ่งเป็แม่ทัพประจำกองทัพที่ได้ชื่อว่าเก่งกล้าสามารถมากที่สุดของแคว้นหยวน หรือก็คือกองทัพเช่อเยี่ยนต่างรีบควบม้าอย่างเต็มกำลัง ห้อตะบึงไปตามแนวป่า แต่ทันใดนั้น กลับมีลูกธนูจำนวนหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขาราวกับห่าฝน
บางคนโดนลูกธนูปักร่างจนร่วงหล่นจากหลังม้า ส่วนบางคนแม้จะโดนลูกธนูเสียบอยู่ ทว่าก็ยังมีเรี่ยวแรงมากพอจะกวัดแกว่งกระบี่และทวนเพื่อสกัดลูกธนูออกไปให้พ้นทาง ไม่ให้สามารถเข้าใกล้องค์ชายหยวนอิงได้ ร่างกายของทุกคนล้วนชุ่มโชกไปด้วยเื ในไม่ช้าการโจมตีด้วยธนูก็หยุดลง แต่กลับมีกลุ่มคนกว่าสี่สิบชีวิตกระโจนออกมาจากที่ซ่อนตัวแทน
“คุ้มกันองค์ชาย! ทุกคน ต่อสู้สุดกำลัง!” ลู่อู๋ซูะโสั่งการ
แม้ว่าร่างกายจะถูกกรีดด้วยคมดาบ และคมกระบี่อยู่หลายแผล หรือแม้ว่าจะมีลูกธนูปักค้างอยู่บนร่าง จนทำให้หยาดเืไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย หากแต่ทหารทุกคนก็ไม่มีใครคิดยอมแพ้ ต่างก็พากันสังหารศัตรูล้มลงเกลื่อนกลาด
“แม่ทัพน้อย ท่านรีบพาองค์ชายหนีออกไปก่อนเถิด ทางนี้พวกข้าจะถ่วงเวลาเอาไว้เอง” ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะะโไล่ให้ลู่อู๋ซูรีบหนีไป จากนั้นร่างแล้วร่างเล่าก็ค่อยๆ ทยอยกันล้มลงบนพื้นดิน
ลู่อู๋ซูจ้องมองทุกคนด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา พยายามจดจำภาพของบุคคลเบื้องหน้า ซึ่งบางคนเติบโตวิ่งเล่นกินดื่มด้วยกันมา บางคนเปรียบเสมือนพี่น้อง เปรียบเสมือนลุงที่คอยดูแลเขามาั้แ่เล็กจนโต ก่อนจะตัดใจสะบัดบังเหียนหันไปอีกทาง
“หยวนอิง ตามข้ามา อย่าให้ความตั้งใจของพวกเขาต้องเสียเปล่า” ลู่อู๋ซูพูดด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
ขณะนี้ดวงตาทั้งสองข้างขององค์ชายหยวนอิงเองก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เขาได้แต่กลืนก้อนแข็งๆ ที่ตีขึ้นมาจุกอยู่ตรงคอหอยกลับลงไป จากนั้นก็ตวัดแส้ ไล่ตามลู่อู๋ซูออกไปทันที
หยวนอิงสาบานกับตัวเองนับั้แ่บัดนี้... หากเขามีชีวิตรอดออกไปได้ละก็ เขาจะทำให้พวกมันได้ชดใช้อย่างสาสม
ลู่อู๋ซูและหยวนอิงขี่ม้ามุ่งหน้าเข้าสู่ป่าใหญ่ไปได้ไม่นาน ก็มีกลุ่มคนชุดดำฝีมือดีกว่าสิบคนควบม้าไล่ตามมาจนทัน พวกเขาต่อสู้เอาชีวิตรอดกันมาตลอดทาง จากมือสังหารจำนวนนับสิบในคราแรก ตอนนี้เหลือเพียงแค่หกคนเท่านั้น
พวกเขาห้อม้าเต็มเหยียดจนมาถึงลำน้ำสายเล็กๆ สายหนึ่ง ซึ่งแม่น้ำสายนี้เปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อข้ามไปอีกฟาก ก็จะเป็เขตของแคว้นถัง ซึ่งม้าศึกไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ ดังนั้นทั้งสองจึงะโลงจากหลังม้า และตัดสินใจว่ายน้ำข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งทันที แต่กระนั้น กลุ่มชายชุดดำก็ไม่ยอมลดละการไล่ล่า พวกมันติดตามมาประหนึ่งเงาตามตัวก็ไม่ปาน จนในที่สุดก็ตามมาทัน
ลู่อู๋ซูที่ร่างกายในเวลานี้าเ็สาหัส เพราะเต็มไปด้วยาแฉกาจฉกรรจ์ ยังคงพยายามต่อสู้ต่อไปเพื่อปกป้องหยวนอิงอย่างสุดชีวิต
องค์ชายหยวนอิงเองก็ไม่ได้อยู่เฉย ตวัดปลายกระบี่ใส่อีกฝ่าย พร้อมทั้งกระโจนเข้าโรมรัน จนทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยาแเฉกเช่นกัน และแทบจะไร้เรี่ยวแรงต่อสู้เต็มที
“พี่ลู่ หากวันนี้ข้าต้องตาย อย่างน้อยก็ได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านที่ข้านับถือเสมือนพี่ชายแท้ๆ ของข้า ข้าหาได้เสียใจไม่”
องค์ชายหยวนอิงกล่าวด้วยประโยคที่คล้ายกับสั่งเสียอย่างไรอย่างนั้น
“หากจะเสียใจ ก็มีแค่ยังไม่ได้แก้แค้นให้ท่านแม่ และตระกูลลู่ของพวกเราเท่านั้น”
ลู่อู๋ซูเมื่อได้ยินประโยคนี้ เขาก็แทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เนื่องจากตอนเด็กๆ พ่อแม่ของเขาถูกฆ่าตายจนหมด เขาถูกเลี้ยงดูมาโดยผู้เป็ตาขององค์ชายหยวนอิง เขาจึงไม่มีพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว จะมีก็แต่หยวนอิงเท่านั้นที่เปรียบเสมือนดั่งน้องชายแท้ๆ ของเขา ที่มักจะมาเล่นกับเขาเสมอ
เขาอยากปกป้องน้องชายคนนี้ให้ดีที่สุด แต่ตอนนี้เขาแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกกระบี่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ
ระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ครั้นหยวนอิงและลู่อู๋ซูหันขวับไปมองทางต้นเสียง ก็พบกับชายคนหนึ่งผู้มีใบหน้าอันสุดแสนธรรมดา กำลังะโประกาศก้องว่าจะมาช่วยพวกตนให้พ้นภัย เมื่อพูดจบ อีกฝ่ายก็วิ่งปรี่เข้ามาอย่างเร็วพลัน โดยที่ในมือคู่นั้นมีเพียงแค่ก้อนหินก้อนเล็กๆ เท่านั้น